กรุสำหรับ บ้านมกรา

แนะนำวารสารบ้านมกรา

Posted in ท่ามกลางสวนอักษร with tags , , , on มกราคม 16, 2010 by blackdogsworld

วารสารบ้านมกรา

วารสารสำหรับชุมชนจิตวิทยาการปรึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบุคคลทั่้วไปที่สนใจจิตวิทยาการปรึกษา

ออกฉบับที่ 1 (มกราคม – กุมภาพันธ์ 2553) แล้ว

ลองเข้าไปดูกันนะครับ

http://baanmakara.wordpress.com/

บ้านมกรา’52 ในความทรงจำ

Posted in ในห้วงคำนึง with tags , , , on กุมภาพันธ์ 3, 2009 by blackdogsworld

-1-

ก่อนหน้านี้สำหรับผม เดือนมกราคมไม่ได้มีอะไรให้จดจำมากไปกว่ามันเป็นเพียงเดือนแรกของปีเท่านั้น นอกจากการเฉลิมฉลองปีใหม่กับบรรดาญาติมิตรที่ใกล้ชิดแล้ว ก็ไม่มีกิจกรรมอื่นใดเป็นพิเศษ จนกระทั่งวันที่ผมก้าวเข้ามาสู่ชุมชน counseling จุฬาฯ เดือนมกราคมได้เกิดความหมายใหม่ขึ้นมาในชีวิตของผม

ทุกสัปดาห์ที่สามของเดือน บรรดาพี่น้องและมิตรสหายหลากรุ่นหลายวัยจะมารวมตัวกันท่ามกลางบรรดากาศแห่งมิตรภาพ ร่วมกันแบ่งปันรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และหยาดน้ำตา ก่อเกิดเป็นตำนานบทเล็กๆ ของชาว counseling จุฬาฯ ที่ชื่อว่า “บ้านมกรา” จากครั้งแรกของการรวมตัวกันที่หาดวนกร ประจวบคีรีขันธ์ บ้านมกราหลังน้อยเดินทางผ่านวันเวลาอันยาวนานจนมาถึงปีที่ 28 ที่ริมแม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 25 มกราคม 2552

ปีนี้เป็นบ้านมกราปีที่ 4 สำหรับผม แม้ว่าสถานที่จะต่างออกไป แต่บรรยากาศของบ้านยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ผมรู้สึกอบอุ่นใจและตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศแห่งมิตรภาพเมื่อแรกก้าวเข้ามาสู่บ้านหลังนี้ที่ “ไร่ฝันที่เป็นจริง” รีสอร์ตที่โคราช สมบุกสมบันและอบอุ่นมากขึ้นเมื่อก้าวสู่ปีต่อมาที่ “สวนลุงโชค” ท่ามกลางบรรยากาศแห่งธรรมชาติของป่าเขา และมาถึงปีก่อน พวกเรายกโขยงกันไปดื่มด่ำกับคลื่นลมริมทะเลที่ “บ้านเย็นเนซาเร็ธ” ริมหาดเจ้าสำราญ เพชรบุรี และในปีนี้ พวกเรายังคงอยู่ที่เพชรบุรี แต่เปลี่ยนสถานที่จากทะเลเป็นแม่น้ำ ที่ “สวนเพชรรีสอร์ต” ริมแม่น้ำเพชรบุรี สวนเพชรรีสอร์ตเป็นสถานที่หนึ่งที่มีความหมายในความทรงจำของผม เพราะในสมัยเรียนปริญญาตรีปี 1 ผมเคยมาถูกรับน้องที่นี่พร้อมกับปูนและเจ หากครั้งนั้นเป็นงานฉลองจุดเริ่มต้นของชีวิตนักศึกษา การมาที่นี่ในครั้งนี้ก็คงเป็นงานเลี้ยงอำลาของชีวิตในมหาวิทยาลัย ปีนี้พวกเราเดินทางมาถึงปีที่ 4 แล้ว แม้ว่าผมจะเรียนจบไปล่วงหน้า แต่ในใจยังคงรู้สึกอยู่เสมอว่าชีวิตนักศึกษาของตนเองยังไม่สิ้นสุด จนกว่าเพื่อนๆ ในรุ่นทุกคนจะจบพร้อมกันในปีนี้

-2-

ผมเดินทางมาถึงที่นัดหมายเป็นคนท้ายๆ สมาชิกที่จะเดินทางไปด้วยกันนั่งพร้อมหน้าพร้อมตากันบนรถบัส จากกำหนดออกเดินทางตอน 8 โมงเช้า ล้อเริ่มหมุนจริงตอน 9 โมงกว่าๆ ปีนี้สมาชิกที่เดินทางไปพร้อมกันด้วยรถบัสในเช้าวันพฤหัสมีเพียงรุ่นปัจจุบันเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นน้องปีหนึ่งซึ่งนั่งร้องเพลงกันอย่างสนุกสนานอยู่ท้ายรถ มีพี่เลดี้กับทรายผู้จัดงานที่เป็นปีสองมาคอยดูแลความเรียบร้อย ปีสามมีวิกกี้ หมุ่ย ฝน และสิทธิ์ พี่มหาพาสิทธิ์มาส่งก่อนที่จะตามไปสบทบในวันรุ่งขึ้น เพราะไปช่วยพี่ตามหาข้อมูลวิทยานิพนธ์ เหตุผลที่พี่มหาไม่เดินทางไปด้วยกันในวันแรกนี้ทำให้ผมกับปูนรู้สึกซาบซึ้งใจในมิตรภาพระหว่างพี่น้องของพวกเราเพิ่มขึ้นไปอีก ส่วนปีสี่ที่เดินทางไปกับรถบัสมีเพียงผมกับปูน วูบหนึ่งผมรู้สึกใจหายเล็กๆ ที่รุ่นเราที่มีทั้งหมด 10 คน เหลือเพียงผมและปูนที่อยู่บนรถด้วยกัน เพื่อนๆ ที่เหลือต่างมีภารกิจในชีิิวิตของตน บางคนจะตามมาทีหลัง แต่บางคนก็ไม่มีโอกาสได้มา การรวมตัวกันให้ครบรุ่นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนก่อนแล้ว

รถบัสออกเดินทางได้สักพัก เราเห็นอาจารย์โสรีช์นั่งอยู่ลำพัง จึงชวนกันเข้าไปนั่งคุยกับอาจารย์ อาจารย์โสรีช์เล่าวันเวลาแห่งความหลังของอาจารย์และบ้านมกราให้พวกเราฟัง หลายเรื่องผมเคยได้ยินอาจารย์เล่ามาก่อน แต่เมื่อฟังอีกครั้งก็ยังรู้สึกอิ่มเอมและชื่นชมในตัวตนของอาจารย์ อาจารย์คือความมหัศจรรย์ของชีวิตที่ผมได้มาสัมผัส ไม่น่าเชื่อว่าคนๆ หนึ่งจะเชื่อมโยงและเรียงร้อยหัวใจของผู้คนจำนวนมากเข้าด้วยกันได้อย่างแนบแน่นและมั่นคงผ่านวันเวลามาอย่างยาวนาน และเป็นต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผมในการใช้ชีวิตโดยเป็นแบบอย่างอันดีงามให้กับผู้อื่น

พวกเรานั่งฟังอาจารย์อย่างเพลิดเพลิน จนกระทั่งรถบัสมาถึงสวนเพชรรีสอร์ตในเวลาเที่ยงกว่าๆ พี่หมอบัลลังค์ กับพี่บ๊ะห์มารอต้อนรับพวกเราอยู่ที่นี่ เมื่อแรกก้าวจากรถบัสลงมา ภาพในอดีตวูบไหวเข้ามาในใจ สวนเพชรรีสอร์ตเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรจาก 8 ปีก่อนที่ผมเคยมาที่นี่ แต่ภาพความหลังครั้งนั้นยังคงชัดเจนในใจ หลังจากเก็บของเข้าที่พัก และทานอาหารเที่ยง ผมก็ได้รับภาระกิจที่ไม่คาดหมาย อาจารย์โสรีช์บอกกับผมว่าอยากให้เปิดบ้านมกราด้วยบรรยากาศที่เป็นวิชาการนิดๆ จึงบอกให้ผมแบ่งปันประสบการณ์และสิ่งที่ตนเองได้รับตลอดช่วงเวลาที่เข้ามาเรียนที่นี่ให้พี่น้องรับฟัง ผมรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เรื่องราวและประการณ์มากมายผุดขึ้นมาในใจจนเรียบเรียงไม่ถูก

พวกเราปูเสื่อนั่งคุยกันที่สนามหญ้าริมแม่น้ำใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ในเวลาบ่ายสองโมง อาจารย์โสรีช์กล่าวเปิดงาน จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของผม แม้ว่าจะรู้สึกตื่นเต้น แต่ก็ยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสในการแบ่งปันประสบการณ์ที่อาจจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยแก่บรรดาพี่น้อง ปีที่ผ่านๆ มาผมเป็นผู้ฟังรุ่นพี่บอกเล่าประสบการณ์ แต่ปีนี้ผมได้รับเกียรติให้มานั่งอยู่ด้านหน้าเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของตนเอง สิ่งที่ผมได้บอกเล่าออกไปเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของตนเอง ใจจริงอยากถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองได้เรียนรู้บนเส้นทางสายนี้ แต่ก็เกินความสามารถและคงไม่มีทางที่จะถ่ายทอดทั้งหมดออกมาได้ในเวลาอันจำกัด ผมจึงทำได้เพียงพูดไปเรื่อยๆ ถึงสิ่งที่ตนเองจะระลึกได้ในเวลานั้น ตั้งแต่เหตุผลที่ผมเข้ามาเรียน จนถึงการไปฝึกงานและทำวิทยานิพนธ์ที่เชียงใหม่ สิ่งที่ชัดเจนที่สุดที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อเข้ามาเรียนที่นี่คือ ผมรู้สึกว่าจิตใจของตนเองอ่อนโยนขึ้น แม้ว่าจะยังมีส่วนที่หยายกระด้างอยู่เยอะก็ตามที แต่ก็นับว่าเปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนมาก พี่มี่ แพน หลิน เจียร และพี่บอม ตามมาสบทบทำให้วงสนทนาอบอุ่นขึ้นมาอีกนิด

วงสนทนาสิ้นสุดลงราวสี่โมง จากนั้นพวกเราเดินข้ามสะพานไปรวมตัวกันที่สนามหญ้าฝั่งตรงข้ามเพื่อทำกิจกรรมต่อไป นั่นก็คือ “กีฬาพาฝัน (ร้าย)” ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้วที่เราแข่งกันที่ริมทะเลด้วยความสนุกสนาน มาคราวนี้ก็สนุกไม่แพ้กัน เพราะสมาชิกของเรามีจำนวนมากขึ้น พอแข่งกีฬากันเสร็จก็แยกย้ายไปเที่ยวเล่นตามใจชอบ พวกผู้ชายรวมกลุ่มกันเตะฟุตบอล ส่วนพวกผู้หญิงล่วงหน้าไปเล่นน้ำกันก่อน ฟุตบอลกระชับมิตรระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องจบลงด้วยชัยชนะของรุ่นพี่ 1 ประตูต่อ 0 จากการยิงของพี่บอม จากนั้นพวกเราก็ตามไปสมทบกับพวกผู้หญิงที่กำลังโดดน้ำเล่นกันอย่างสนุกสนาน

ครั้งแรกที่มาที่นี่ผมเคยมีประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการลงเล่นน้ำ เหตุการณ์ในวันนั้นยังชัดเจนในความทรงจำทำให้ผมเข็ดขยาดกับการว่ายน้ำไปพอสมควร มาคราวนี้ผมต่อสู้กับความกลัวในใจของตนเองด้วยการโหนราวโดดน้ำได้สำเร็จ ผมยอมรับว่าตอนที่ยืนจับราวก่อนที่จะโดดลงไปนั้น ตนเองโคตรกลัว แต่พอโดดลงไปแล้วก็พบว่ามันช่างสนุกและน่าตื่นเต้นเหลือเกิน แม้ว่าจะได้น้ำเข้าหูมาเป็นของแถม และต้องทนปวดหูไปตลอดคืนก็ตาม กระโดดแล้วกระโดดอีกมันก็ไม่หาย

ตกกลางคืน อาจารย์โสรีช์เปิดบ้านมกราอย่างเป็นทางการด้วยการบรรเลงบทเพลงสร้างบรรยากาศอันอบอุ่นและเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง มีรุ่นพี่ตามมาสบทบคือ พี่แอ พี่อุ๊ และพี่ดุษ เป็นรุ่นในยุคแรกก่อตั้ง counseling และบ้านมกรา หลายปีที่ผมมาบ้านมกรา พี่ๆ เหล่านี้ก็มาด้วยเสมอไม่เคยขาด

ก่อนเข้านอน ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับปูนเพียงลำพังที่หน้าห้องพัก ในขณะที่คนอื่นๆ เข้านอนกันหมดแล้ว เป็นสถานการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งเย็นลงเรื่อยๆ แม้ว่าจะหนาวกาย แต่ผมรู้สึกอบอุ่นหัวใจที่มีเพื่อนนั่งคุยด้วยกัน เราคุยกันหลากหลายเรื่องราวจนกระทั่งตีสอง จึงแยกย้ายกันเข้านอน ผมจำไม่ได้ว่าคืนนั้นผมฝันว่าอะไร แต่ผมเชื่อว่าตนเองน่าจะนอนฝันดี

-3-

กิจกรรมของวันใหม่เริ่มต้นด้วยการบอกเล่าประสบการณ์ของน้องปี 3 ที่เพิ่งผ่านการอินเทิร์นมาสดๆ ร้อนๆ และอยู่ในระหว่างทำวิทยานิพนธ์ วิกกี้ หลิน ฝน หมุ่ย และสิทธิ์ เติบโตขึ้นมากกว่าครั้งแรกที่ผมพบพวกเขา เป็นความเติบโตและเข้มแข็งทางจิตใจที่ผมไม่แน่ใจว่าหากไม่ใช่พวกเราที่ร่ำเรียนมาด้วยกัน จะเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวหรือไม่ เช่นเดียวกับที่อาจารย์โสรีช์เคยบอกว่าคนที่ไม่ได้มาสัมผัสกับบ้านมกราก็คงไม่เข้าใจว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจของพวกเราเป็นอย่างไรเมื่อได้มาอยู่ร่วมกัน

ทุกครั้งที่ผมได้รับฟังประสบการณ์ในสนามแห่งการเรียนรู้ของพี่น้อง ผมรู้สึกว่าในเรื่องราวเหล่านั้นที่บรรดาพี่น้องได้พบเจอมีผมเข้าไปเป็นส่วน หนึ่งอยู่ด้วยเสมอ เช่นเดียวกัน ทุกๆ ประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสก็มีพี่น้อง counseling ร่วมสัมผัสไปกับผมด้วย ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์หรือความสุข เพราะเราต่างเคยผ่านวันเวลาเหล่านี้มาแล้วทั้งสิ้น เราเคยเจ็บปวดเมื่อผิดหวังจากการทำกลุ่ม เราเคยทุกข์ทนเมื่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกลุ่มไม่เป็นไปดังที่หวัง และเราเคยรับรู้รสชาติแห่งความสุขสมหวังอย่างที่สุดเมื่อได้เห็นสมาชิกในกลุ่มได้เติบโตงอกงาม เมื่อได้ยินความเจ็บปวดของน้องๆ ผมเองก็รู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน เมื่อได้ฟังความสุขสมหวังของน้องๆ ผมก็เป็นสุขไปกับพวกเขาด้วย ผมบอกกับน้องๆ ว่าผมดีใจมากที่ได้ฟังประสบการณ์ที่เจ็บปวดของพวกเขา เพราะความเจ็บปวดที่พวกเขาได้ประสบเป็นรากฐานที่สำคัญของการเติบโต ผมเชื่อว่าบนวิถีของ counselor เราเรียนรู้จากความเจ็บปวดในสนามมากกว่าความสำเร็จ แม้จะต้องเจ็บปวดและเป็นทุกข์เพียงใดในการฝึกฝนตนเองเพื่อเป็น counselor ที่มีคุณภาพ แต่พวกเราก็ไม่เคยต้องทนทุกข์เพียงลำพัง ไม่ใช่แค่เราเท่านั้นที่ก้าวเดินอยู่บนเส้นทางสายนี้ แต่ยังมีพี่น้องอีกมากมายที่ร่วมเดินทางไปพร้อมๆ กับเรา

หลังจากทานมื้อกลางวันเสร็จสิ้น พวกเราออกเดินทางไปยังพระราชวังมฤคทายวัน ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 6 เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาที่นี่ แต่ตนเองก็ไม่ได้ขวนขวายอยากรู้ความเป็นมาและดื่มด่ำกับความงดงามของสถานที่เท่าไหร่ เพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับการหามุมถ่ายรูป ผมกับพี่บอมตั้งใจว่าตลอดทริปนี้ขอมีรูปถ่ายสวยๆ กับเขาสักใบ เพราะดูรูปที่น้องปา ปี 1 ถ่ายแล้วอดไม่ได้ที่จะอยากถ่ายให้ได้แบบนั้นบ้าง

กลับมาถึงที่พัก กลุ่มผู้ชายยกโขยงไปเตะบอลกันต่อ ส่วนพวกผู้หญิงก็โดดลงน้ำเช่นเคย วันนี้ทีมรุ่นพี่โดยถล่มไปยับเยินถึง 3 ประตูต่อ 1 แม้ว่าจะพับสนามบุกอย่างหนัก แต่ก็ยิงประตูผ่านการสกัดกั้นอันเหนียวแน่นของพี่หนึ่งไปไม่ได้ เป็นความค้างคาใจของทีมรุ่นพี่เอามากๆ ที่เล่นได้ดีแต่ยิงประตูไม่ได้ ตั้งใจจะมีนัดล้างตาในวันรุ่งขึ้น แต่ก็ไม่มีโอกาส

คืนนี้มีสมาชิกมาเพิ่มอีกหลายคนทั้งรุ่นพี่ปีเก่าๆ ที่ผมเคยก็เพิ่งเคยเจอ เช่น พี่วรา พี่นา พี่ซูน พี่ต้อย พี่สาระ และพี่คนอื่นๆ อีกหลายคนที่ผมจำชื่อไม่ได้ และรุ่นพี่ที่รุ่นที่ใกล้ๆ กันกับผม เช่น พี่ตี๋ พี่อ้อม พี่อร และพี่เทพ ก็มาพร้อมกันในคืนวันนี้ รวมถึงเจที่พาปลามาด้วย ตอนนี้สมาชิกบ้านมกราของเราหนาแน่นและอบอุ่นขึ้นกว่าวันแรกมาก ก่อนเข้านอนผมนั่งคัดเลือกรูปบ้านมกราปีเก่าๆ เพื่อทำเป็นสไลด์โชว์ฉายในคืนวันรุ่งขึ้นท่ามกลางเสียงกีตาร์และบทเพลงที่ขับกล่อมจากเพื่อนรอบข้าง

-4-

เช้าวันเสาร์ หนึ่งในไฮไลต์ของบ้านมกราครั้งนี้ก็เดินทางมาถึง นั่นก็คือ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ผมได้ยินชื่ออาจารย์ประมวลครั้งแรกในค่ำคืนวันหนึ่งในเดือนกันยายนปี 2549 คืนวันนั้นผมพาตัวเองวนเวียนอยู่ในโลกไซเบอร์อย่างไม่มีจุดหมาย เฉกเช่นเดียวกับทุกๆ ค่ำคืนที่ผ่านมา ต่างกันนิดเดียวตรงที่วันรุ่งขึ้นผมมีสอบ คืนนั้นผมเข้าไปที่เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และได้พบกับบทความสรุปงานสัมมนาของจิตวิวัฒน์ มีชื่ออาจารย์ประมวล ผู้เดินทางด้วยเท้าจากเชียงใหม่ไปสมุยด้วยระยะเวลา 66 วันเป็นวิทยากรของงานสัมมนา ผมนั่งร้องไห้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในขณะที่อ่าน น้ำตาที่ไหลออกมาไม่ได้เกิดจากความเศร้าหรือความเจ็บปวด แต่เป็นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติและศรัทธาในตัวมนุษย์ผู้หนึ่ง

จากที่ได้รู้จักอาจารย์ประมวลผ่านตัวหนังสือ มาวันนี้บุรุษที่ผมศรัทธามาปรากฎตัวให้เห็นชัดๆ ตรงหน้า ใบหน้าและท่าทีของอาจารย์แสดงออกถึงความอ่อนโยนและความอ่อนน้อมอย่างถึงที่สุด แม้จะยังไม่ได้ฟังอาจารย์พูด แต่ผมก็ประทับใจในตัวของอาจารย์อย่างยิ่งแล้ว มาบ้านมกราครั้งนี้ผมนำหนังสือเดินสู่อิสรภาพของอาจารย์ประมวลติดตัวมาด้วย ตั้งใจว่าจะมาขอลายเซ็นต์จากอาจารย์ที่นี่

ในช่วงเช้าและช่วงบ่ายของวันนี้ อาจารย์ประมวลได้บอกเล่าประสบการณ์ของอาจารย์ทั้งในช่วงที่เดินบนวิถีแห่งอิสรภาพภายในจากเชียงใหม่ไปสมุยโดยไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว และในช่วงที่ไปเดินต่อที่อินเดียเพื่อคารวะแผ่นดินที่อุ้มชูอาจารย์ อาจารย์ค่อยๆ บรรยายอย่างช้าๆ ให้พวกเราเห็นภาพ ผมเชื่อว่าการบอกเล่าถึงประสบการณ์ลึกๆ ที่เกิดขึ้นภายใจจิตใจให้ผู้ฟังได้สัมผัสและดื่มด่ำไปกับความรู้สึกตรงนั้น ด้วยเป็นเรื่องยากพอสมควร แต่อาจารย์ประมวลทำได้สำเร็จ ผมจินตนาการตามคำบอกเล่าของอาจารย์ได้เป็นฉากๆ ราวกับเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่อาจารย์เล่าด้วย พลังของถ้อยคำมีอานุภาพเกินกว่าตัวหนังสือที่ผมเคยอ่านจากหนังสือของอาจารย์ บางทีประสบการณ์ที่แลกมาด้วยเลือดเนื้ออาจยากเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาผ่านทางตัวหนังสือ ผมดื่มด่ำไปกับน้ำเสียงและสีหน้าของอาจารย์ประมวลมากกว่าตอนที่อ่านหนังสือเสียอีก ผมหยิบสมุดเตรียมจดถ้อยคำของอาจารย์หลายครั้ง แต่ก็พบว่าตนเองไม่สามารถจดข้อความใดๆ ลงไปได้ ผมรู้สึกราวกับตนเองถูกสะกดให้นั่งนิ่งๆ เพื่อรับฟังและไม่อยากพลาดกระแสแห่งประสบการณ์ที่ไหลออกมาผ่านตัวตนทั้งหมดของอาจารย์ที่นั่งอยู่ตรงหน้า สมุดของผมว่างเปล่าตลอดการบรรยาย แต่ผมไม่นึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย ผมอาจจะจำไม่ได้ชัดๆ ว่าอาจารย์ประมวลพูดถึงเรื่องราวใดบ้าง แต่ที่แน่ๆ ผมจำความรู้สึกของตนเองในขณะที่ได้ฟังอาจารย์ได้ดี

คืนนี้เป็นค่ำคืนพิเศษของพวกเรา เพราะเป็นคืนที่รุ่นพี่หลายคนรอคอยที่จะได้ต้อนรับบรรดาน้องใหม่อย่างเป็นทางการ เริ่มต้นด้วยการดูสไลด์บ้านมกราปีที่ผ่านๆ มา ต่อด้วยการแสดงจากน้องปี 1 ซึ่งเป็นธรรมเนียมของบ้านมกรา ทุกครั้งที่เห็นน้องๆ แสดง ผมก็อดนึกถึงตอนที่ตัวเองเป็นน้องปี 1 ไม่ได้ ราวกับค่ำคืนนั้นเพิ่งผ่านไปเมื่อไม่นานนี้เอง น้องๆ แสดงละครล้อเลียนการทำกลุ่ม ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะจากรุ่นพี่ได้พอสมควรทีเดียว ก็ได้แต่ภาวนาในใจด้วยความหวังดีว่าตอนทำกลุ่มจริงๆ น้องๆ น่าจะได้เจอสมาชิกกลุ่มบ้าๆ บอๆ แบบนั้นด้วยตนเอง (จะได้รู้สึก) ถัดจากการแสดงก็เข้าสู่พิธีการ พี่เทพ พี่ตี๋ เจ และผม พาน้องออกไปข้างนอกเพื่อให้พี่ๆ ที่เหลือได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับพิธีบายศรีสู่ขวัญ พวกเราพาน้องไปเดินท่ามกลางความมืดด้วยกิจกรรม blind walk ผลัดกันปิดตาพากันเดิน ระหว่างที่น้องกำลังจับคู่และพากันเดิน ผมแหงนมองดูท้องฟ้า ดวงดาวบนท้องฟ้าในคืนนี้เปล่งประกายแสงอย่างเลือนรางและมีจำนวนไม่มากนัก ในตอนนั้นผมนึกไปถึงค่ำคืนที่ล่วงเลยมาของชีวิตที่นี่ นึกถึงคืนที่ผมกับเพื่อนๆ ปูเสื่อนอนมองดูดาวที่สวนโมกข์ คืนที่เล่นกีตาร์ร้องเพลงกันบนหอคอยท่ามกลางราตรีที่ประดับด้วยแสงดาวที่สวน แสงอรุณ และอีกหลายๆ ค่ำคืนที่ดาวบนท้องฟ้าเป็นพยานให้กับความสัมพันธ์ของพวกเรา และในคืนนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่พวกเราจะสานต่อสายใยแห่งความรักและความผูกพันให้แน่นแฟ้นและยาวนานขึ้นอีก

พิธีการบายศรีดำเนินไปอย่าง ที่เคยเป็นมา น้องใหม่นั่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของบรรดารุ่นพี่ แสงเทียนสีส้มส่องเป็นประกายเจิดจ้าท่ามกลางความมืดสลัวของบรรยากาศ 3 ปีก่อนผมเคยเป็นคนที่นั่งอยู่ตรงกลางวง แต่มาถึงวันนี้ผมเป็นฝ่ายที่นั่งอยู่ที่วงด้านนอก พร้อมกับบรรดาพี่ๆ ทั้งหลาย เราร่วมกันขับกล่อมบทเพลงรับขวัญน้อง และผูกข้อมือด้วยสายสิญจ์ พร้อมกับกล่าวตอนรับและอวยพรน้องๆ แต่ละคน จากนั้นก็มาถึงการเปิดใจของรุ่นน้องในการที่เข้ามาสู่บ้านหลังนี้ การแบ่งปันความรู้สึกจากรุ่นพี่ และปิดท้ายด้วยบทเพลงที่คงอยู่กับบ้านมกรามายาวนาน

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการ พี่ๆ หลายคนแยกย้ายกันไปนอน แต่ผม เพื่อนๆ และรุ่นน้องจำนวนหนึ่งยังคงนั่งล้อมวงกันร้องเพลง แม้ว่าจะค่อนข้างง่วงและเพลียเล็กน้อย แต่ผมก็ยังอยากอยู่ตรงนี้ท่ามกลางเสียงเพลงที่พี่น้องร่วมกันขับกล่อม เป็นเพลงบ้าง ไม่เป็นเพลงบ้าง ร้องเพลงกันได้พักใหญ่ เราก็ไปนั่งคุยกันต่อที่หน้าบ้านพัก

คืนนี้ผมนอนไม่หลับ ในใจรู้สึกแปลกๆ ชอบกล เวลาล่วงเลยมาถึงตีห้า วงสนทนาสลายตัว ทุกคนเข้านอนกันหมด สิ่งที่เกิดขึ้นในใจอาจจะเป็นความโหยหาวันคืนเก่าๆ ที่ล่วงเลยผ่าน ปูนถามผมด้วยความห่วงใยก่อนเข้าไปนอน แต่คืนนี้ผมไม่อยากรบกวนใคร แม้ว่าในใจอยากได้ใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อน แต่การอยู่เพียงลำพังก็ทำให้ผมมองเห็นความรู้สึกของตนเองได้ชัดเจนขึ้น ผมเดินมานั่งที่ขั้นบันไดริมน้ำ เหม่อมองดูแม่น้ำเพชรบุรีที่สะท้อนแสงไฟเป็นประกายระยับไหลผ่านไปตรงหน้า นี่อาจจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ผมมีโอกาสได้นั่งมองแม่น้ำเพียงลำพังยามเช้า มืดเพื่อทบทวนอดีตที่ล่วงเลย ภาพของอดีตไหลผ่านเข้ามาในห้วงคำนึง ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเหมือนดังสายน้ำ แต่ทิ้งร่องรอยบางอย่างที่ไม่อาจลบเลือนไว้ภายในใจ

-5-

ผมเตรียมใจไว้แล้วว่ต้องเสียน้ำตาแน่นอนในวันสุดท้ายของบ้านมกรา แต่ผมไม่คิดว่าตนเองจะเสียน้ำตามากมายถึงเพียงนี้ เมื่อบทเพลงแห่งการร่ำลา ซึ่งเป็นฉากสุดท้ายของบ้านมกราบรรเลงขึ้น พวกเราก็ลุกขึ้นและเดินเข้าหากันโดยไม่ต้องมีการบอกกล่าวหรือตกลงกันล่วงหน้า ผมไม่รู้ว่าจะบรรยายฉากสุดท้ายนี้อย่างไรดี ผมเชื่อว่าตนเองคงบรรยายได้ไม่ดีพอถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจในตอนนั้น ท่ามกลางรอยยิ้มและหยาดน้ำตาภายในอ้อมกอดอันอบอุ่นของพี่น้อง ท่ามกลางความรู้สึกอันหลากหลายที่เกิดขึ้นในใจในเช้าวันนี้ ความรู้สึกที่เด่นชัดที่สุดก็คือ ความสุขใจ

ผมได้กอดอาจารย์โสรีช์ เป็นครั้งแรกในวันนี้เอง ที่ผ่านมาผมรู้สึกว่าระหว่างผมกับอาจารย์เหมือนมีอะไรบางอย่างขวางกั้นความรู้สึกของเราอยู่ ที่ผ่านมาอาจารย์โสรีช์อาจจะไม่ได้คิดอะไร แต่เป็นผมเองที่ไม่เคยรู้สึกสนิทใจกับอาจารย์เท่าไหร่ ผมมีความคับข้องใจกับอาจารย์มาโดยตลอด ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องวิชาการ ทั้งอย่างเปิดเผยและไม่เปิดเผย จนกระทั่งวันนี้ วันที่ผมได้กอดอาจารย์เป็นครั้งแรก (และแอบเช็ดขี้มูกที่เสื้ออาจารย์ไปหนึ่งที) ผมไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจให้ผมเดินเข้าไปกอดอาจารย์ แต่ทันทีที่ได้กอด ผมรู้สึกว่าอะไรบางอย่างที่กั้นอยู่ระหว่างผมกับอาจารย์มันเลือนหายไป นาทีนั้นเอง ผมรู้สึกว่าผมรักอาจารย์มาก ผมรักอาจารย์ทั้งๆ ที่ผมมีความคิดเห็นบางอย่างไม่ตรงกับอาจารย์ ผมเคารพอาจารย์อย่างถึงที่สุดแม้ว่าผมจะมองเห็นส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ของอาจารย์ หากจะอธิบายให้ชัดกว่านี้ คงต้องบอกว่าเพราะอาจารย์เป็นอาจารย์อย่างที่อาจารย์เป็น (ชัดตรงไหน) วันนี้ผมจึงตอบตัวเองได้ชัดๆ ว่าผมรักอาจารย์

ผมกับเพื่อนร่วมรุ่น รวมถึงหลินกับเจียร อยู่ร่ำลากันเป็นกลุ่มสุดท้ายก่อนที่จะตามไปสบทบกับพี่น้องที่ทยอยลงไปทานข้าว แม้ว่ารุ่นผมจะมากันไม่ครบ แต่ในตอนนั้นผมรู้สึกราวกับว่าทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ผมบอกกับเพื่อนๆ ว่าหากปีหน้าผมไม่ได้มา ให้พวกเขาพาผมมาที่บ้านหลังนี้ด้วย ไม่ว่าในเวลานั้นตัวของผมจะอยู่ที่ใด แต่ใจของผมจะมาอยู่ที่นี่กับพี่น้องทุกคน

-6-

4 วัน 3 คืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ทิ้งร่องรอยแห่งความประทับใจฝังลึกไว้ในหัวใจของผมและของใครหลายๆ คน ไม่ว่าปีหน้าบ้านมกราจะเกิดขึ้นที่สถานที่ใด ไม่ว่ารอบกายเราจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปสักเพียงใด ไม่ว่าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ จะยังคงอยู่ครบถ้วนเหมือนในคืนวันเก่าหรือไม่ แต่บ้านมกรายังคงอยู่ในใจของพวกเราเสมอ

ขอบคุณอาจารย์โสรีช์ คนสวนของบ้าน ที่คอยเติมเต็มความรักและความอบอุ่นให้บ้านหลังนี้เสมอมา

ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ร่วมกันถักถอสายใยแห่งความสัมพันธ์ที่เชื่อมร้อยดวงใจของพวกเราไว้ด้วยกัน

ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ผมมีวันนี้…

บ้านมกรา52

หมายเหตุ

1. ผมเขียนบันทึกนี้ขึ้นทันทีหลังจากกลับจากบ้านมกราเมื่อวันที่ 25 มกราคม แต่มาเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ผมรีับอัพขึ้นบล็อกด้วยความดีใจ โดยปราศจากการตรวจทาน ดังนั้นต้องทำใจไว้ว่าอาจพบเห็นข้อผิดพลาดจำนวนมากในบันทึกชิ้นนี้

2. รูปประกอบสวยๆ มาจากฝีมือของน้องจอย co.24 ครับ ขอบคุณน้องจอยมากๆ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.