ประวัติศาสตร์โดยสังเขปของความวิกลจริต: มุมมองจากยุคกรีก

greek-medicine

-1-

ในยุคกรีกโบราณ (Archaic Greece) ความวิกลจริตถูกมองว่า มีสาเหตุมาจากทวยเทพหรือวิญญาณชั่วร้าย ดังปรากฎในสุภาษิตที่ว่า “บรรดาผู้ที่ทวยเทพปรารถนาที่จะทำลายล้าง ประการแรกสุดก็คือพวกเขาจะต้องเป็นบ้าก่อน” ตัวอย่างของความวิกลจริตที่เกิดขึ้นจากการลงทัณฑ์ของเทพปรากฎมากมายในเทพปกรณัมจำนวนมาก เช่น บทละครของโฮเมอร์ (Homer) และโซโฟเคลส (Sophocles)

ความผิดปกติทางจิตในยุคกรีกโบราณถูกเชื่อมโยงกับเทพที่ชื่อ ไดโอนีซุส (Dionysus) เทพแห่งการเก็บเกี่ยว ไวน์ ความวิกลจริต และความปลื้มปิติ เป็นหลัก แต่ก็ยังมีความวิกลจริตอีกรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะของการควบคุมตัวเองได้มากกว่า ซึ่งเป็นด้านตรงข้ามของไอโอนีซุส ความวิกลจริตรูปแบบนี้เชื่อมโยงกับเทพอพอลโล (Apollo) เทพแห่งดนตรี สัจจะและการพยากรณ์ การเยียวยา ดวงอาทิตย์และแสงสว่าง ฯลฯ

ลักษณะของความผิดปกติของมนุษย์ในยุคโบราณจึงแบ่งตามเทพ 2 องค์นี้ ความวิกลจริตแบบแรกเรียกว่าแบบไดโอนีเซียน (Dionysian) มีลักษณะของหุนหันพลันแล่น การย้ำคิด และการลุ่มหลง ส่วนแบบที่สองเรียกว่า อพอลโลเนียน (Apollonian) มีลักษณะของการมีญาณทัศนะและการเพ้อฝันถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์

-2-

มนุษย์ในยุคกรีกโบราณไม่ใช่ปัจเจกชนที่มีตัวตนเป็นอิสระ (individual egos) แต่เชื่อว่าชะตากรรมของตนถูกควบคุมหรือกำหนดด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่นอกตัว ซึ่งก็คือพลังอำนาจของทวยเทพ

ความเปลี่ยนแปลงจากมนุษย์ผู้ไม่อาจกำหนดชะตาชีวิตของตน มาสู่มนุษย์ที่สามารถตรวจสอบและใคร่ครวญชีวิตของตนได้ เกิดขึ้นในยุคกรีกคลาสสิค (Classical Greece) เราอาจเรียกว่ามนุษย์ประเภทหลังนี้ว่า มนุษย์แบบโสเครติส (Socratic person) ซึ่งสามารถคิดถึงความสัมพันธ์ของตนกับโลก และแสดงความคิดในเรื่องต่างๆ อย่างมีเหตุมีผล มากกว่าที่จะอธิบายด้วยสิ่งที่เหนือธรรมชาติ (เรียกว่า มนุษย์แบบโฮเมอร์ หรือ Homeric person)

การอธิบายความวิกลจริตของสองยุคนี้จึงต่างกันอย่างยิ่ง ในยุคกรีกคลาสสิค ความวิกลจริตของมนุษย์ถูกอธิบายด้วยเหตุผลทางธรรมชาติ มากกว่าเป็นการกระทำของเทพหรือปีศาจเฉกเช่นกรีกยุคโบราณ ดังจะเห็นได้จากบทละครของยูริพิเดส (Euripides) นักประพันธ์โศกนาฏกรรม ผู้ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการนำเสนอภาพเค้าโครงทางจิตของคนเรา โดยนำเสนอแง่มุมทางจิตวิทยาของตัวละครในโศกนาฏกรรมของเขา

-3-

รากฐานของไวยากรณ์ทางภาษาที่เกี่ยวข้องกับความวิกลจริตของตะวันตกนั้น มีที่มาจากอารยธรรมกรีกโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโศกนาฏกรรมของกรีก

ในคำอธิบายแบบกรีกโบราณ ภาพลักษณ์พื้นฐานของความวิกลจริตมี 3 ลักษณะ ได้แก่ ความชั่วร้าย (darkness) ความสับสน (wandering) ความเสียหาย (damage) ซึ่งสะท้อนออกมาทางอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมที่ผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองแบบโศกนาฏกรรมของกรีกนั้น ความวิกลจริตถูกมองว่าเป็นสภาวะชั่วคราวและเฉียบพลัน มากกว่าที่จะเป็นสภาพถาวรหรือเป็นโรค เนื่องจากความวิกลจริตมีที่มาจากพลังอำนาจภายนอก เป็นอะไรสักอย่างที่ “เกิดขึ้น” กับผู้คน มากกว่าที่จะเป็นสิ่งที่ “ดำรงอยู่” ในพวกเขา

เมื่อมองเช่นนี้ มนุษย์ก็ไม่มีทางทำอะไรกับความวิกลจริตที่เกิดขึ้นกับตนได้มากนัก เพราะเป็นเรื่องของอำนาจภายนอก การจะหายจากความวิกลจริตหรือไม่นั้น ต้องบูชาอ้อนวอนเทพให้มาบันดาลให้หาย

-4-

อาจกล่าวได้ว่า ความวิกลจริตในฐานะที่เป็น “ความเจ็บป่วยทางจิต” เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในยุคกรีกคลาสสิค จากเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นการลงทัณฑ์จากทวยเทพและปีศาจ

บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้คือ ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) แพทย์ชาวกรีกแห่งเกาะคอส ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งการแพทย์ตะวันตก เขามีผลงานเป็นหนังสือ 72 เล่ม ความยาวรวมกันหลายพันหน้า อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าฮิปโปเครตีส อาจไม่ใช่คนจริงๆ แต่เป็นนามแฝงที่ใช้ร่วมกันหลายคนก็เป็นได้

การแพทย์แบบฮิปโปเครตีส ให้ความสำคัญกับ “สมอง” ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางจิตต่างๆ ของคนเรา และความเจ็บป่วยก็ถูกมองว่าเป็นสภาวะที่ผิดปกติของร่างกายมนุษย์

ฮิปโปเครตีสและแพทย์อีกหลายคนในยุคนี้ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้การรักษาความเจ็บป่วยอธิบายได้ด้วยเหตุผลตามธรรมชาติ แทนที่จะเกิดจากสิ่งที่เหนือธรรมชาติ

-5-

หัวใจของการแพทย์แบบฮิปโปเครตีส คือ แนวคิดเรื่องวารีธาตุทั้ง 4 (four humours) หรือของเหลวในร่างกาย 4 อย่าง แนวคิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากมุมมองแบบกรีกโบราณที่ว่าสสารในโลกนี้ประกอบด้วยธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ

ฮิปโปเครตีส เชือว่าในร่างกายคนเราประกอบด้วย น้ำดีสีดำ (black bile) น้ำดีสีเหลือง (yellow bile) เสมหะ (phlegm) และเลือด (blood) สุขภาพกายและสุขภาพจิตของคนเราขึ้นอยู่กับความสมดุลของของวารีธาตุเหล่านี้

ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อมีของเหลวชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป ความวิกลจริตจึงมีสาเหตุมากจากความไม่สมดุลของวารีธาตุในร่างกาย เช่น หากมีน้ำดีสีดำมากเกินไปจะทำให้เกิดภาวะโศกเศร้า (melancholy) หรือหากมีน้ำดีสีเหลืองมากเกินไปจะทำให้เกิดภาวะเพ้อคลั่ง (mania) เป็นต้น

แน่นอนว่า แนวคิดของฮิปโปเครตีส อาจดูไร้สาระจากมุมมองการแพทย์ปัจจุบัน แต่ในยุคนั้น การอธิบายเช่นนี้ถือเป็นการอธิบายที่มีเหตุมีผลและอิงกับความจริงตามธรรมชาติแล้ว เมื่อเทียบกับคำอธิบายในยุคกรีกโบราณ และมีอิทธิพลต่อการแพทย์ของตะวันตกมาอีกหลายศตวรรษ

-6-

นอกจากจะอธิบายความวิกลจริตตามหลักธรรมชาติแล้ว การแพทย์แบบฮิปโปเครตีส ยังเป็นต้นกำเนิดของการจำแนก ความวิกลจริตออกเป็นรูปแบบต่างๆ รวมถึงการพัฒนาวิธีการใหม่ๆ ในการรักษาอีกด้วย

การแพทย์แบบฮิปโปเครตีสมองความเจ็บป่วยทางจิตไม่ต่างจากความเจ็บป่วยทางกาย โดยมองว่ามีสาเหตุมาจากร่างกาย (รวมถึงสมอง) เหมือนกัน ดังนั้นการรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การดูแลและเยียวยาร่างกาย เพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น

วิธีการรักษาของการแพทย์แบบฮิปโปเครตีส ได้แก่ การผ่าเอาเลือดออก การทำให้อาเจียน ฯลฯ เพื่อเอาของเหลวที่มีจำนวนมากเกินไปออกไป นอกจากนี้ ยังมีการใช้สมุนไพรยา และอาหารหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการอาบน้ำร้อนและน้ำเย็น เพื่อช่วยสร้างสมดุลของของเหลวในร่างกาย

-7-

ในยุคเฮเลนิสติก ซึ่งเป็นยุคถัดจากกรีกคลาสสิค แพทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้นคือ แอสคลีเพียเดส (Asclepiades) ผู้อาศัยและทำงานอยู่ในกรุงโรม ในศตวรรษ 124-40 ก่อนคริสตกาล

แอสคลีเพียเดสเชื่อในทฤษฎีอะตอมของเดโมคริตุส (Democritus) และนำทฤษฎีนี้มาอธิบายการเกิดขึ้นของความผิดปกติทางจิตว่า เกิดจากการเคลื่อนไหวของอะตอมหรืออนุภาคภายในร่างกายที่ผิดปกติหรือไม่สมดุล

แนวทางที่เขาแนะนำในการรักษาผู้ที่มีความผิดปกติมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การเยียวยาผ่านทางร่างกาย (เช่นเดียวกับแพทย์ตั้งแต่ยุคของฮิปโปเครตีสเป็นต้นมา) เช่น การอาบน้ำ การนวด การออกกำลังกาย ฯลฯ

นอกจากนี้เขายังแนะนำให้คนไข้ทานไวน์ด้วยในฐานะที่เป็นยาอย่างหนึ่ง เป็นไปได้ว่าการดื่มไวน์ในฐานะที่เป็นยาบำรุงสุขภาพเริ่มต้นมาจากยุคกรีกนี่เอง

-8-

ในยุคเฮลเลนิสติส การแพทย์แบบฮิปโปเครตีส ได้รับการเผยแพร่ผ่านโรงเรียนแพทย์แห่งอเล็กซานเดรีย ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่ล้ำหน้าที่สุดในยุคนั้น แม้ว่าในที่สุดอาณาจักรกรีกจะล่มสลายลง แต่การแพทย์แบบฮิปโปเครตีส ก็ยังคงได้รับการสืบทอดต่อมา

แพทย์คนสำคัญที่ต่อยอดแนวคิดของฮิปโปเครตีส ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นก็คือ คลอเดีย กาเลนุส (Claudius Galenus) หรือกาเลน (Galen) แพทย์แห่งอาณาจักรโรมัน (เขาสำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนแพทย์แห่งอเล็กซานเดรียด้วย)

กาเลนเป็นชาวกรีกแต่ไปทำงานเป็นแพทย์ที่กรุงโรม เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นแพทย์ให้กับแกลดิเอเตอร์ในเมืองเพอร์กามอน และในเวลาต่อมา เขาได้ทำงานเป็นแพทย์ประจำราชสำนักของจักรพรรดิ์มาคัส ออรีลิอัส (Marcus Aurelius)

กาเลนสร้างรูปแบบการจัดกลุ่มการแสดงออกทางอารมณ์ (temperament) ของมนุษย์ โดยอาศัยทฤษฎีวารีธาตุของฮิปโปเครตีส ร่วมกับความเข้าใจของตนในเรื่องธาตุ 4 และคุณสมบัติของมันซึ่งประกอบด้วยความร้อน ความเย็น ความแห้ง และความเปียก ร่วมด้วยสิ่งที่เรียกว่านิวม่า (pneuma หมายถึงอากาศ หรือลมหายใจ) ซึ่งเป็นรากฐานของชีวิต

การแสดงออกทางอามรณ์ของคนเราจึงถูกกำหนดด้วยคุณสมบัติของธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในตัวเรา ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ตามการจับคู่กันของคุณสมบัติของธาตุ คือ

– sanguine (ความร้อนและความเปียก) ชอบเข้าสังคม มุ่งหาความสุข หุนหันพลันแพล่น

– phlegmatic (ความเย็นและความเปียก) ผ่อนคลาย สงบ ช่างสังเกต

– choleric (ความร้อนและความแห้ง) มีพลัง กระตือรือร้น ก้าวร้าว

– melancholic (ความเย็นและความแห้ง) ช่างคิด คำนึงถึงผู้อื่น ระมัดระวังตัว

-9-

เราอาจกล่าวได้ว่า รากฐานสำคัญของการแพทย์ตะวันตกในระยะเวลากว่าสองพันปี (ตั้งแต่ยุคของฮิปโปเครตีส จนถึงยุครู้แจ้ง) อยู่ที่แนวคิดวารีธาตุ หรือของเหลวในร่างกาย ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในยุครู้แจ้งและนับจากนั้นเป็นต้นมา เมื่อมาถึงต้นศตวรรษที่ 19 ที่วิทยาศาสตร์พัฒนาขึ้นมาก ก็ถือเป็นจุดสิ้นสุดของการแพทย์แบบฮิปโปเครตีส

ในแง่หนึ่ง การที่การแพทย์แบบฮิปโปเครตีสคงอยู่มาเป็นเวลายาวนานขนาดนี้ สะท้อนถึงความอ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อของศาสตร์ทางการทดลองของตะวันตก (มากกว่าที่จะเป็นการสะท้อนถึงความถูกต้องของแนวคิดของฮิปโปเครตีส)

ด้วยอิทธิพลของศาสนจักรที่ต่อต้านการพิสูจน์ในเชิงประจักษ์ ทำให้การแพทย์ตะวันตกขาดองค์ความรู้ที่ถูกต้องในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา ไปจนถึงพยาธิวิทยา มายาวนาน จนมาถึงยุครู้แจ้งที่อิทธิพลของศาสนจักรอ่อนแอลง การแพทย์ตะวันตกจึงได้พัฒนาและใช้องค์ความรู้ที่มาจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์

ถึงกระนั้น ข้อดีของการแพทย์แบบฮิปโปเครตีสอยู่ที่เรื่องจริยธรรม ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณค่าของชีวิตมนุษย์และจรรยาบรรณของแพทย์ผู้รักา และจริยธรรมนี้เองถือเป็นมรดกที่สำคัญของการแพทย์ยุคกรีกที่ตกทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน

—–

โดย สมภพ แจ่มจันทร์

เผยแพร่ครั้งแรก FB: Sompop Jamchan

แหล่งข้อมูล

Madness: A History โดย Petteri Pietikainen ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์และความคิด แห่งมหาวิทยาลัย Oulu ประเทศฟินแลนด์

ที่มาของภาพ alteredfocus.net

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s