จิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่?

คำถามที่ว่า ‘จิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่’ ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ดังนั้นเราอาจเริ่มต้นที่การพิจารณาว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร วิทยาศาสตร์คือวิธีการหาคำตอบเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาธรรมชาติโดยตรง ซึ่งเริ่มต้นจากการสังเกตอย่างเป็นระบบ ต่อมานำสิ่งที่สังเกตได้มาจัดประเภท และสุดท้ายคือการอธิบายสิ่งที่สังเกตได้ ดังนั้นอาจจะสรุปได้ว่าวิทยาศาสตร์มีองค์ประกอบ 2 อย่าง หนึ่งคือ การสังเกตอย่างเป็นระบบ และสองคือ ทฤษฎี

สิ่งที่ทำให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพคือ การนำแนวคิดประจักษ์นิยม (empericism) มารวมกับเหตุผลนิยม (rationalism) โดยนักเหตุผลนิยมเชื่อว่าความรู้ได้มาจากการใช้เหตุผล ส่วนนักประจักษ์นิยมเชื่อว่าความรู้ได้มาจากประสาทสัมผัส แต่ทั้งสองแนวคิดก็มีข้อจำกัด ดังนั้นวิทยาศาสตร์จึงนำทั้งสองแนวคิดมารวมกัน โดยใช้ในการสังเกตอย่างเป็นระบบและการสร้างทฤษฎี ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มีองค์ประกอบหลัก 2 อย่างคือ หนึ่ง การจัดการกับสิ่งที่ได้จากการสังเกตอย่างเป็นระบบ และสอง เป็นแนวทางในการสังเกตครั้งต่อไป ซึ่งเป็นการทดสอบความถูกต้องของทฤษฎี

ลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งของวิทยาศาสตร์คือ การค้นหาความสัมพันธ์ที่เป็นกฎ กฎทางวิทยาศาสตร์คือความสัมพันธ์ที่สังเกตได้ว่าไปในทางเดียวกันระหว่างเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์หรือมากกว่า แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ หนึ่ง กฎสหสัมพันธ์ (correlation law) คือ กฎที่บรรยายความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยกันอย่างเป็นระบบ และสอง กฎเหตุและผล (causal law) คือ กฎที่บรรยายความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุและผลกันระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยกัน จากกฎดังกล่าว จะเห็นได้ว่ากฎเหตุและผลมีประสิทธิมากกว่า เพราะสามารถใช้ทำนายและควบคุมเหตุการณ์ได้เนื่องจากทราบสาเหตุของเหตุการณ์ ส่วนกฎสหสัมพันธ์สามารถทำได้เพียงทำนายเหตุการณ์เท่านั้น เนื่องจากไม่ทราบความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุและผลระหว่าเหตุการณ์

เมื่อเป้าหมายของวิทยาศาสตร์คือ การค้นหากฎของธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์จึงสันนิษฐานว่าสิ่งที่ตนค้นพบคือกฎ การสันนิษฐานว่าเราสามารถเข้าใจสิ่งที่ศึกษาในแง่มุมของกฎเหตุและผลมีชื่อว่า นิยัตินิยม (determinism) ซึ่งเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเกิดจากสาเหตุที่สามารถทราบได้ หากเราทราบสาเหตุ เราก็จะสามารถควบคุมผลที่เกิดขึ้นได้ แต่ก็มีนักปรัชญาวิทยาศาสตร์บางคนที่มีมุมมองที่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์กระแสหลัก หนึ่งในนั้นก็คือ คาร์ล ปอปเปอร์ (Karl Popper) และโธมัส คูห์น (Thomas Khun)

คาร์ล ปอปเปอร์ (1902-1994) ไม่ยอมรับที่กระบวนการวิทยาศาสตร์เริ่มต้นการสังเกตอย่างเป็นระบบ เพราะสิ่งที่แต่ละคนสนใจสังเกตมักจะแตกต่างกันไป เขาคิดว่ากระบวนการวิทยาศาสตร์ควรเริ่มจากปัญหา และใช้ปัญหาเป็นตัวกำหนดสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สังเกต ขั้นตอนต่อมาก็คือ การเสนอวิธีการจัดการกับปัญหา และจากนั้นก็ทำการทดสอบมัน กระบวนการสามารถสรุปได้เป็น 3 ขั้นคือ การกำหนดปัญหา การสร้างทฤษฎี และการวิจารณ์ทฤษฎี ปอปเปอร์ได้แยกทฤษฎีที่เป็นวิทยาศาสตร์ออกจากทฤษฎีที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์โดยการใช้หลักการสามารถผิดพลาดได้ (principle of falsifiability) เขาเชื่อว่าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ต้องสามารถผิดพลาดได้ สามารถปรับปรุงได้ และมีความเสี่ยงในการทำนายผล และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทำให้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ปอปเปอร์เชื่อว่าต้องมีสักครั้งที่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เกิดความผิดพลาด และถูกแทนที่ด้วยทฤษฎีที่เหมาะสมกว่า ดังนั้นวิทยาศาสตร์แบบปอปเปอร์จึงไม่มีที่สิ้นสุดในการค้นหาการจัดการกับปัญหา หรือการอธิบายทฤษฎีที่ดีที่สุด แต่เขาก็ไม่ได้เชื่อว่าทฤษฎีที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์จะไม่มีประโยชน์ มีหลายทฤษฎีที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์แต่พบว่ามีประโยชน์ เช่น ทฤษฎีของฟรอยด์ เป็นต้น

โธมัส คูห์น (1922-1996) เชื่อว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์เริ่มต้นจากกระบวนทัศน์ (paradigm) ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานหรือความเชื่อจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับหัวข้อที่ต้องการศึกษาที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งใช้เป็นแนวทางในการสังเกตและวิเคราะห์เรื่องที่ศึกษา เมื่อกระบวนทัศน์ได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ ก็จะมีการสำรวจและทดสอบกระบวนทัศน์นั้นๆ กระบวนการดังกล่าวเรียกว่า วิทยาศาสตร์ปกติ (Normal science) เขาเปรียบวิทยาศาสตร์ปกติกับการแก้ปริศนา (puzzle solving) ดังนั้นปัญหาของวิทยาศาสตร์ปกติจึงมีทางแก้ที่แน่นอนและมีกฎที่จำกัดวิธีการและขั้นตอนในการแก้ปัญหา อาจกล่าวได้ว่าวิทยาศาสตร์ปกติเป็นการตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนทัศน์ สำหรับคูห์นแล้ว กระบวนทัศน์เป็นตัวกำหนดทุกอย่างในการวิจัย ขั้นตอนในการพัฒนา กระบวนทัศน์ของคูห์น แบ่งออกเป็น 3 ขั้นคือ ขั้นแรกคือ Preparadigmatic ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อสันนิษฐานและความเชื่อ ขั้นที่สอง Paradigmatic ซึ่งเป็นการตรวจสอบกระบวนทัศน์และขั้นที่สามคือ Revolutionary ซึ่งเป็นการแทนที่กระบวนทัศน์เดิมด้วยกระบวนทัศน์ใหม่

แนวคิดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของปอปเปอร์และคูห์นมีความแตกต่างกันคือ ปอปเปอร์เน้นที่ตรรกะและความสร้างสรรค์ ส่วนคูห์นเน้นที่ปัจจัยส่วนบุคคล (subjective factor) และการวิจัยของปอปเปอร์เริ่มต้นจากปัญหา ส่วนการวิจัยของคูห์นเริ่มต้นจากกระบวนทัศน์

นักปรัชญาวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งเชื่อว่า การพยายามกำหนดลักษณะให้กับวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ผิดพลาด พวกเขาคิดว่าจริงๆ แล้วไม่มีวิธีการและหลักการทางวิทยาศาสตร์ การให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ต้องเน้นที่การสร้างสรรค์และการตัดสินใจของนักวิทยาศาสตร์แต่ละคน พอล เฟเยอเรเบนด์ (Paul Feyerabend) กล่าวว่า ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นต่อเมื่อกฎต่างๆ ที่คงอยู่ถูกทำลายลง

การนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ได้ก่อเกิดความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในจิตวิทยา นักจิตวิทยาที่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จำนวนมากในของจิตวิทยาสาขาหลัก นักจิตวิทยาที่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ใช้แนวคิดนิยัตินิยมในการอธิบายมนุษย์ แนวคิดนิยัตินิยมแบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่ นิยัตินิยมทางชีวภาพ (biological determinism) ซึ่งเน้นที่ความสำคัญของสภาวะทางสรีระวิทยาหรือพันธุกรรมในการอธิบายมนุษย์ นิยัตินิยมทางสิ่งแวดล้อม (environmental determinism) ซึ่งเน้นที่ความสำคัญของสิ่งกระตุ้นทางสิ่งแวดล้อมว่าเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม นิยัตินิยมประเภทนี้มีประเภทย่อยคือ นิยัตินิยมทางสังคม-วัฒนธรรม (sociocultural determinism) ซึ่งเน้นที่กฎทางสังคมและวัฒนธรรม ระเบียบ ขนบธรรมเนียม และความเชื่อว่าเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์

นักนิยัตินิยมเชื่อว่าพฤติกรรมเกิดจากปฏิสัมพันธ์ของอิทธิพลทางชีววิทยา สิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม ยิ่งสาเหตุของพฤติกรรมถูกค้นพบมากขึ้นเท่าใด พฤติกรรมของมนุษย์ก็จะสามารถทำนายและควบคุมได้เพิ่มขึ้น แม้นักนิยัตินิยมจะเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากสาเหตุ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทราบสาเหตุทั้งหมดของพฤติกรรม นิยัตินิยมที่กล่าวมาข้างต้นอาจเรียกรวมๆ ได้ว่า นิยัตินิยมทางกายภาพ (physical determinism) เนื่องจากเน้นสิ่งที่สามารถวัดได้โดยตรง แต่นอกจากนั้นยังมีนิยัตินิยมอีกประเภทที่เรียกว่า นิยัตินิยมทางจิต (psychical determinism) ซึ่งเน้นที่ความสำคัญของเหตุการณ์ทางจิตใจ (mental event) ที่เราตระหนักรู้และไม่ตระหนักรู้ สิ่งที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมมนุษย์ในนิยัตินิยมประเภทนี้ เช่น ความเชื่อ อารมณ์ ความรู้สึก การรับรู้ ความคิด ค่านิยม และเป้าหมาย เป็นต้น

ส่วนนักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์มีสาเหตุที่แน่นอน แต่เราไม่สามารถรู้ได้ว่ามันคืออะไร แนวคิดเช่นนี้เรียกว่า อนิยัตินิยม (indeterminism) และนักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากการเลือกอย่างอิสระและไม่ขึ้นอยู่กับสาเหตุทางกายภาพและทางจิต แนวคิดเช่นนี้เรียกว่า Nondeterminism

———-

เก็บความจาก Introduction to History of Psychology ของ B.R. Hergenhahn

3 thoughts on “จิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่?

  1. แล้วถ้าทำการ falsifiability แล้วพบว่ามันผิด ยังนับว่าเป็น Science หรือป่าวค่ะ หรือเค้ามีชื่อเรียกอย่างอื่น แล้วอย่างลัทธิมาร์กหละคะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s