แนะนำสู่จิตวิทยา

คุณเคยถามคำถามเหล่านี้ไหม

ทำไมเราถึงเป็นคนขี้อายและเก็บตัว? (กล้าแสดงออกและเปิดเผย?)

ทำไมเรารู้สึกรักใครคนหนึ่ง แทนที่จะเป็นอีกคน? (หรือเกลียดใครบางคน?)

ทำไมเรามีทัศนคติที่ดีต่อพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง แต่มีทัศคติที่ไม่ดีต่อพรรคการเมืองอีกพรรค?

ทำไมเราถึงทำในสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดผลเสียต่อตัวเอง? (สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เล่นการพนัน ฯลฯ)

ทำไมเราจึงคิดแบบนี้? ทำไมเราจึงทำเช่นนี้? ทำไมเราจึงรู้สึกแบบนี้?

ทำไม… ทำไม… ทำไม…

หากเคย แสดงว่าคุณเข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสตร์ที่เรียกว่า “จิตวิทยา” เข้าแล้ว

ในความรู้สึกของคนทั่วไป จิตวิทยาอาจจะดูเหมือนศาสตร์ลึกลับ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังอำนาจทางจิต ครั้งหนึ่งผมเองก็เคยรู้สึกเช่นนั้น ก่อนหน้าที่จะเข้าเรียนจิตวิทยา

แท้ที่จริง จิตวิทยาเป็นศาสตร์ปกติธรรมดาที่อยู่ใกล้ตัวคุณอย่างยิ่ง (เกินกว่าที่คุณจะคาดคิด) ตั้งแต่เราตื่นจนกระทั่งเรานอน ตั้งแต่เราเกิดจนกระทั่งเราตาย ในชีวิตประจำวันของคนเราล้วนมีแง่มุมทางจิตวิทยาปะปนอยู่มากมายดังคำถามข้างต้น

คำถามยอดนิยมคำถามหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักถามกันเกี่ยวกับศาสตร์นี้ (ซึ่งผมเองก็ถูกถามบ่อยๆ) ก็คือ “จิตวิทยาคืออะไร?”

ที่จริงมนุษย์เรามีการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจมายาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งทางตะวันตกและตะวันออก ตั้งแต่ก่อนที่จิตวิทยาจะมีชื่อเรียกในฐานะที่เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งในยุคปัจจุบันเสียอีก อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์เราศึกษาเกี่ยวกับจิตใจมานานแล้ว แต่คำว่า “จิตวิทยา” เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง โดยเริ่มต้นที่ศตวรรษที่ 16

หากนิยามอย่างตรงตัวในภาษาไทย จิตวิทยา คือ การศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ (จิต + วิทยา) (เดิมที คำว่าจิตวิทยาในภาษาไทยใช้ชื่อพิสดารกว่านี้ เดี๋ยวเก็บไว้เล่าในโอกาสต่อไป)

ส่วนจิตวิทยาในภาษาอังกฤษคือคำว่า “psychology” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคำว่า psyche (จิตใจ หรือ วิญญาณ) + logos (การศึกษา หรือ ความรู้)*

สำหรับความหมายในยุคปัจจุบัน จิตวิทยาคือการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์

หากขยายความออกไปหน่อย จิตวิทยาคือการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งที่อยู่ภายในจิตใจ เช่น ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก และทั้งที่แสดงออกมาภายนอกในรูปของพฤติกรรมต่างๆ โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์**

ที่ต้องขีดเส้นใต้คำว่า “หลักการทางวิทยาศาสตร์” เอาไว้ เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้จิตวิทยากลายเป็นศาสตร์ที่มีความเป็นเอกเทศ โดยแยกตัวออกมาจาก “ปรัชญา” ในปลายศตวรรษที่ 19

ตำราจิตวิทยาจำนวนมากระบุว่า การตั้งห้องทดลองทางจิตวิทยาแห่งแรกของวิลเฮล์ม วุนดท์ (Wilhelm Wundt) นักสรีระวิทยาชาวเยอรมัน ที่มหาวิทยาลัยไลบ์ซิก ประเทศเยอรมัน ในปี ค.ศ. 1789 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของจิตวิทยาสมัยใหม่ ซึ่งเป็นการบุกเบิกความรู้ทางจิตวิทยาที่มีพื้นฐานบนการทดลองทางวิทยาศาสตร์

และวุนดท์เองก็ได้รับเกียรติให้เป็น “บิดาแห่งจิตวิทยาสมัยใหม่”

จากจุดเริ่มต้นที่ยุโรป จิตวิทยาค่อยๆ ขยายตัว และแพร่หลายอย่างมากที่ประเทศอเมริกา ก่อนที่จะเผยแพร่ออกไปทั่วโลก

หากรวมระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันแล้ว ศาสตร์จิตวิทยาสมัยใหม่ที่มีพื้นฐานอยู่บนหลักการทางวิทยาศาสตร์ก็มีอายุเพียงร้อยกว่าปีเท่านั้นเอง (หรือต้นสมัยรัชกาลที่ 5) ถือว่าเป็นศาสตร์ที่ยังค่อนข้างใหม่พอสมควร

คำถามต่อมาก็คือ แล้วเราจะศึกษาจิตวิทยาไปเพื่ออะไรล่ะ?

แม้ว่าทฤษฎีทางจิตวิทยาจะมีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละทฤษฎีก็ให้ความสนใจศึกษามนุษย์ในหลากหลายแง่มุม มีทั้งลงรอยกันและขัดแย้งกัน แต่จุดประสงค์ที่ทฤษฎีทั้งหมดมีร่วมกัน สามารถสรุปเป็นคำตอบสั้นๆ ง่ายๆ ได้ว่า “เพื่อเข้าใจมนุษย์”

โดยเฉพาะตัวเราเอง

ผมเชื่อมั่นว่าจิตวิทยาจะช่วยให้มนุษย์เข้าใจตนเองและผู้อื่นมากขึ้น ทำให้เราเท่าทันความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของตัวเรา ได้แนวทางในการพัฒนาและแก้ไขพฤติกรรมที่เป็นปัญหา (ทั้งของตนเองและผู้อื่น)

นอกจากนี้ จิตวิทยายังอาจช่วยให้เราอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น ทั้งกับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือผู้คนทั่วไปในสังคม ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน

มาเริ่มต้นศึกษาจิตวิทยาไปพร้อมๆ กันครับ

หมายเหตุ

เพื่อไม่ให้งานเขียนชิ้นนี้ยาวเกินไป ตามความตั้งใจแรกเริ่มที่อยากให้งานออกมากะทัดรัดและอ่านง่าย ผมจึงทำหมายเหตุเพิ่มเติมในส่วนที่คิดได้เอาไว้ท้ายบท อ่านก็ได้ หรือไม่อ่านก็ได้ครับ

*นี่คือคำอธิบายถึงรากศัพท์ทางจิตวิทยาที่คลาสสิคมาก แต่ผมจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมที่มากกว่านี้อีกหน่อยเกี่ยวกับที่มาของคำว่า จิตวิทยา หรือ psychology

คำว่า “จิตวิทยา” ถูกใช้ครั้งแรกในการบรรยายของฟิลิป เมแลนชทัน (Filip Melanchton) ศาสตราจารย์และนักเทววิทยาชาวเยอรมัน ในปี 1530 ในหัวข้อการบรรยายที่ชื่อ “De anima” มีการใช้คำว่า “จิตวิทยา” ในภาษาลาตินว่า “psychologia” แต่คำดังกล่าวปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในปี 1590 ในงานของรูดอล์ฟ ก๊อกเคล (Rudolf Göckel) ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ ตรรกศาสตร์ คณิตศาสตร์ และจริยศาสตร์ ชาวเยอรมัน

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานบางชิ้นระบุว่าต้นกำเนิดของการใช้คำว่า “จิตวิทยา” อาจมาจากกวีชาวโครเอเชีย มาร์โก มารูลิค (Marko Marulic) ในงานของเขาที่ชื่อ “Psichiologia de ratione animae humanae liber I” ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการบรรยายของเมแลนชทันหลายปี คำว่า “psichiologia” ของ Marulic อาจจะหมายถึง “psychologia” แต่เกิดความผิดพลาดในการบันทึกของผู้รวบรวมผลงาน ทำให้คำดังกล่าวผิดเพี้ยนไป ซึ่งยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ เนื่องจากงานของมารูลิคปรากฏเพียงชื่อผลงานดังกล่าวที่รวบรวมไว้ในชีวประวัติเท่านั้น แต่ไม่พบต้นฉบับ

ส่วนคำว่า “Psychology” ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้เกิดขึ้นในปี 1683 จากงานที่ชื่อ The Physical Dictionary: Wherein the terms of Anatomy ของสตีเวน แบลงคาร์ท (Steven Blankaart ) แพทย์ชาวดัตท์ ในงานชิ้นนี้ แบลงคาร์ทอธิบายคำว่า “Psychology” ว่า “การรักษาทางจิตวิญญาณ” (treats of the soul)

** แม้ว่าจิตวิทยาสมัยใหม่จะมีพื้นฐานอยู่บนหลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ (pure science) เสียทีเดียว ดังเช่นฟิสิกส์หรือเคมี แต่เป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (applied science) ที่เน้นการนำไปปฏิบัติมากกว่า

นอกจากนี้ ในบางแง่มุมของศาสตร์แขนงนี้ก็ยังถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นวิทยาศาสตร์ของมันอีกด้วย (หมายถึงไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ หรือมีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่น้อย)

ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ที่อธิบายเรื่องจิตไร้สำนึกที่คอยกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งในทางปฏิบัติ เราไม่สามารถหาหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันการมีอยู่ของจิตไร้สำนึกได้ เป็นต้น

แต่เราก็ไม่สามารถตัดสินคุณค่าของทฤษฎีใดๆ ทางจิตวิทยาด้วยความเป็นวิทยาศาสตร์ของมันเพียงอย่างเดียว หากยังต้องพิจารณาถึงคุณูปการของการนำไปใช้ในทางปฏิบัติได้จริงอีกด้วย หลายทฤษฎีมีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่น้อย แต่ในทางปฏิบัติกลับมีประโยชน์มหาศาล

จากตัวอย่างของฟรอยด์ เราจะเห็นได้ว่าทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของเขาถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายแวดวงเพื่อเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจความไร้เหตุผลของมนุษย์ อาทิ การบำบัดทางจิต ศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ฯลฯ แม้ว่ามันจะมีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่น้อยมากก็ตาม

6 thoughts on “แนะนำสู่จิตวิทยา

  1. ชอบมากเลยครับ ตอนนี้ผมก็กำลัง เริ่มศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง จิตวิทยา อยู่เหมือนกัน ครับ เป็นความรู้มากเลยครับ คือผม สงสัย คำถามหนึ่งว่า จิตไร้สำนึก กับ จิตใต้สำนึก มันคืออันเดียวกันหรือป่าวครับ ??

    • ที่จริงทั้ง 2 คำ บางคนก็ใช้ในความหมายเดียวกัน คือเป็นคำแปลของคำว่า “unconscious”

      แต่บางคนก็ใช้คำว่า “จิตใต้สำนึก” เป็นคำแปลของ “subconscious” (ที่จริงไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องนี้หรอก จะพูดถึง “unconscious” มากกว่า) และใช้คำว่า “จิตไร้สำนึก” ใช้เป็นคำแปลของคำว่า “unconscious”

      ผมไม่แน่ใจว่าพจนานุกรมจิตวิทยา ที่ราชบัณฑิตทำออกมา แปลคำว่า “unconscious” ว่าอะไร ต้องลองไปหาดูครับ

    • ยินดีครับปุ๊ก แต่ช่วงนี้พี่ไม่ค่อยได้อัพเลย ไปเขียนลงเฟซมากกว่า แต่ก็จะพยายามมาอัพไว้ที่นี่ด้วย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s