บทเรียนจากถนนสายการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ตอนที่ 1: การมาสายอันล้ำค่า

ผมมาถึงคลินิกพี่หมอบัลลังค์ราว สิบเอ็ดโมงกว่าๆ ล่วงเลยเวลานัดหมายของเคสแรกมาแล้วหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ

แม้ว่าผมจะรู้สึกไม่ดีกับตัวเองที่มาสาย และมักจะตระหนักถึงเรื่องนี้อยู่เสมอเมื่อต้องไปทำงาน แต่ผมก็ไม่คิดมาก่อนว่าการผิดเวลานัดส่งผลอย่างใหญ่หลวง

ดังเช่นที่ผมจะได้เจอดังต่อไปนี้

เมื่อมาถึงคลินิก ผมรีบเข้าไปรอในห้องให้บริการเพื่อรอรับเคสทันที หลังจากนั่งรออยู่ในห้องให้บริการสักครู่หนึ่ง พี่หมอเปิดประตูเข้ามาถามว่าพร้อมหรือยัง ผมพยักหน้าและตอบรับ

ไม่กี่วินาทีต่อมา น้องผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้ตรงหน้าผม

เธอเป็นเด็กหญิงอายุ 14 ปี ตัวผอมสูง ผมทรงนักเรียนหญิงมัธยมต้นตามมาตรฐานของกรมสามัญศึกษา พ่อของเธอเป็นผู้พามารับบริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยา สีหน้าของเธอบึ้งตึ้งอย่างเห็นได้ชัด ตาขวาง และยกมือไหว้ผมอย่างเสียมิได้

ผมแนะนำตัวและเอ่ยปากขอโทษที่มาสาย

โดยไม่ต้องมีอารัมภบท น้องผู้หญิงคนนี้ก็เริ่มต้นการสนทนาด้วยแววตาที่ดุดัน เริ่มจากคำถามว่า

“รู้ไหมว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว พี่มาถึงแล้วทำอะไรอยู่ในห้อง ทำไมไม่ให้ขึ้นมาเลย หมอบัลลังค์บอกว่าขอเวลาให้พี่เตรียมตัว พี่เตรียมตัวอะไร”

ผมพยายามยิ้มสู้ ยังไม่ทันที่จะตอบคำถามแรก คำถามที่สองก็ตามมา

“ทำไมพี่ถึงมาสาย”

และตามติดๆ ด้วยอีกคำถาม

“เพราะว่ามันฟรีใช่ไหม พี่ถึงไม่ให้ความสำคัญ”

แม้ว่าผมจะรู้ตัวว่าตนเองต้องยอม รับความผิดที่มาสายโดยไม่ มีเงื่อนไขและข้อโต้แย้งใดๆ แต่ผมก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้ิยินถ้อยคำข้่างต้นจากเด็กผู้หญิง อายุ 14 ปี ที่นั่งอยู่ตรงหน้า

ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นในใจ ของผมคือความสงสัยและความประหลาดใจ ไม่ใช่ความโกรธหรือไม่พอใจ และมีความคิดในใจวูบขึ้นมาว่า “แรงใช้ได้เลยน้อง ต่อไปนี้พี่จะไม่มาสายอีกแล้ว”

ผมขอโทษน้องอีกครั้งที่ทำให้เธอโกรธ ไม่มีคำแก้ตัวถึงสาเหตุที่ทำให้มาสาย มีเพียงคำแก้ต่างให้กับข้อหาที่น้องคนนี้ตั้งให้กับผม ที่ว่าผมไม่ให้ความสำคัญกับงานนี้เพราะว่าเป็นงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ

“พี่ให้ความสำคัญกับงานนี้ เพราะเป็นงานที่พี่อยากทำ และพี่ก็ทำมันมาพักหนึ่งแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้อะไรตอบแทน”

อธิบายยังไม่ทันจบ คำถามก็ตามมาอีก

“ไม่ได้อะไรตอบแทน แล้วพี่ทำทำไม”

“พี่อยากทำงานนี้ เพราะเป็นงานที่พี่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาให้เกิดประโยชน์ พี่อยากใช้ความรู้ทางจิตวิทยาที่เรียนมาในการช่วยเหลือผู้คน”

“แค่นั้นจริงๆ เหรอ ฟังดูเป็นคนดีนะ”

น้ำเสียงของเธอมีแววประชดประชัน สีหน้าของเธอค่อยๆ ผ่อนคลายลง แต่ยังคงมีร่องรอยของความไม่สบอารมณ์บางอย่างอยู่

“พี่โกรธหรือเปล่าที่หนูพูดแบบนี้”

“ทำไมพี่ต้องโกรธล่ะ”

ผมตอบไปตามความจริงว่าตนเองไม่ได้โกรธ เพราะไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ผมจะต้องโกรธ

“พี่แกล้งทำเป็นไม่โกรธหรือเปล่า”

ผมส่ายหัวแทนคำตอบ แต่น้องยังคงถามต่อไป

“ทำไมพี่หน้าบึ้งจัง”

ผมยิ้มก่อนตอบว่า

“ก็แม่ให้พี่มาแบบนี้ จะให้พี่ทำไงได้”

หลังจากสังเกตว่าสีหน้าของเธอเริ่ม ผ่อนคลายขึ้น ผมจึงเริ่มอธิบายกระบวนการที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ให้เธอฟัง

“กระบวนการนี้เรียกว่าการปรึกษาเชิงจิตวิทยา เป็นกระบวนการที่พี่กับน้องมานั่งคุยกัน เพื่อร่วมกันทำความเข้าใจเรื่องราวชีวิตของน้องร่วมกัน พี่ไม่ใช่หมอ พี่ไม่ใช่ครูอาจารย์ พี่ไม่ใช่พ่อแม่ พี่ไม่ได้มีหน้าที่แนะนำสิ่งใดกับน้อง หน้าที่ของพี่คือการเป็นเพื่อนน้องในการสำรวจสิ่งที่อยู่ในใจ ชวนน้องมองแง่มุมต่างๆ ของเรื่องราวในชีวิตของน้อง และช่วยกันทำความเข้าใจมัน”

น้องผู้หญิงมีแววคล้อยตามสิ่งที่ผมพูด แต่ยังคงไม่สบตา

“ในห้องนี้น้องจะพูดอะไรก็ได้ที่น้องอยากพูด พูดอะไรก็ได้ที่น้องคิด ที่น้องรู้สึก และสิ่งที่เราพูดคุยกันในนี้จะเป็นเรื่องที่รู้กันระหว่างเราสองคน หากน้องพร้อมเมื่อไหร่ก็เชิญพูดได้เลยครับ”

เธอไม่ยิ้ม แต่สีหน้าที่บึ้งตึงหายไป และเริ่มต้นบอกเล่าเรื่องราวของตนเอง…

เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.facebook.com/note.php?note_id=397305300868&1&index=1

3 thoughts on “บทเรียนจากถนนสายการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ตอนที่ 1: การมาสายอันล้ำค่า

  1. อยากทราบทฤษฎีและการอ้างอิงของการมาสายของวัยรุ่น ที่เกี่ยวข้องกับการมาไม่ตรงต่อเวลาของวัยรุ่นบ้างอ่ะค่ะ ช่วยหน่อยนะคะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s