เมื่อคุณเป็นผู้แสดงในละครแห่งชีวิต

หลายครั้งที่เราเฝ้ามองชีวิตจากภายนอกในฐานะผู้ชม เราเฝ้ามองการแสดงของชีวิตและทำความเข้าใจมันด้วยความคิดและความเพ้อฝันที่บ่อยครั้งมักจะไม่ตรงกับความเป็นจริง ในฐานะผู้ชมที่นั่งเหม่อลอยอยู่กับความคิดฝันของตนเอง สิ่งต่างๆ ในชีวิตดูง่ายและสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุและผล ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปในแบบที่มันควรจะเป็น อย่างน้อยเราก็เชื่อมั่นเช่นนั้น ตราบจนเรากระโดดเข้าไปเป็นผู้แสดงในละครแห่งชีวิต เมื่อนั้นสิ่งต่างๆ ก็เริ่มไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ในสุนทรพจน์ของ ดร.มาร์ค ลูอิส อาจารย์สอนจิตวิทยาคลินิกที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส ที่กล่าวกับบัณฑิตจบใหม่ของมหาวิทยาลัยเท็กซัสในปี 2000 (จากหนังสือ วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลับไม่ได้สอน แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล*) มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ผมชอบ เรื่องดังกล่าวมีชื่อว่า “นักไต่ลวดคนแรก” ดร.ลูอิส เล่าถึง “บรอนดินผู้ยิ่งใหญ่” เขาเป็นนักแสดงกายกรรมไต่ลวดที่มีชื่อเสียง เขาเดินไต่ลวดข้ามน้ำตกไนแองกาล่าครั้งแล้วครั้งเล่าต่อหน้าผู้คนนับพัน เขาเดินข้ามน้ำตกโดยตีลังกาเมื่อเดินไปถึงกึ่งกลางเส้นลวดแล้วเดินต่อ ข้ามโดยการปิดตา ข้ามโดยยกเตาอบไปด้วย ข้ามโดยล่ามโซ่ไว้ที่ขา ข้ามโดยขี่จักรยาน ครั้งหนึ่งเขาข้ามโดยผลักรถเข็นล้อเดียวข้ามไปด้วย แต่ก่อนหน้าที่จะข้าม เขาตะโกนถามคนดูว่า “ใครเชื่อบ้างว่าผมจะผลักรถเข็นคันนี้ข้ามไปได้?” ทุกคนยกมือแสดงความเห็นด้วย บรอนดินชี้ไปที่ชายคนหนึ่งเพื่อถามถึงความมั่นใจ ชายคนนั้นยืนยันหนักแน่นด้วยความเชื่อมั่นว่าบรอนดินต้องทำได้ “ขอบคุณครับ” บรอนดินตอบ ก่อนที่จะบอกต่อไปว่า “ถ้าอย่างนั้นขอเชิญให้คุณเข้ามานั่งในรถเข็นหน่อยครับ”

หากคุณเป็นชายคนนั้น คุณจะรู้สึกอย่างไร?

หากไม่ได้เข้าไปสัมผัสกับประสบการณ์จริง เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา ชีวิตจริงไม่ได้ดำเนินไปดังที่เราเคยคิดหรือจินตนาการถึง เมื่อเราเปลี่ยนจากผู้ชมเป็นผู้แสดง ชีวิตช่างไม่ง่ายและไม่สมเหตุสมผลเหมือนดังที่เราเคยคิดเอาเสียเลย เราอาจยืนยันหนักแน่นถึงสิ่งที่เรายึดถือและเชื่อมั่นโดยที่เราเองก็ไม่เคยได้สัมผัสมันจริงๆ ดังที่ชายคนนั้นเชื่อมั่นว่าบรอนดินต้องข้ามเส้นลวดโดยผลักรถเข็นล้อเดียวไปด้วยได้ แต่เมื่อเราต้องเข้าไปสัมผัสกับชีวิตจริงที่ไม่ใช่แค่ความคิดฝันอันเพ้อเจ้อในหัวของตัวเอง เช่นเดียวกับที่บรอนดินท้าทายชายคนดังกล่าวให้ขึ้นมานั่งในรถเข็น เมื่อนั้นความรู้สึกของเราที่มีต่อชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ความเชื่อมั่นที่เราเคยมีเริ่มสั่นคลอน เหตุผลเดียวที่มันสั่นคลอนเป็นเพราะเราไม่เคย “เชื่อ” มันจริงๆ เราใช้ชีวิตโดยวางพื้นฐานอยู่บนความคิดและจินตนาการ มากกว่าประสบการณ์ตรง ทำให้เราไม่เคยเชื่อมั่นในความคิดและความเชื่อของเราอย่างแท้จริง ทางออกของสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรมากไปว่า “กลืนความกลัวเข้าไป และก้าวเข้าไปนั่งในรถเข็น” ดังที่ ดร.ลูอิส กล่าวไว้

คุณล่ะ พร้อมหรือยังที่จะก้าวเข้าไปนั่งในรถเข็นที่กำลังไต่ไปบนเส้นลวดแห่งโชคชะตา

หมายเหตุ

วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน (สำนักพิมพ์โอเพ่นบุคส์ ราคา 165 บาท) เป็นหนังสือรวบรวมสุนทรพจน์ของบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ ที่กล่าวในวันจบการศึกษาของบัณฑิตมหาวิทยาลัยในอเมริกา สุนทรพจน์ของ ดร.ลูอิส เป็นสุนทรพจน์ที่ผมชอบที่สุดในเล่ม รองลงมาคือสุนทรพจน์ของสตีฟ จ็อบส์ ผู้บริหารบริษัทแอ๊ปเปิ้ล ลองหามาอ่านดูนะครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s