บันทึกเสี้ยวหนึ่งของประสบการณ์การฝึกงานในฐานะนักจิตวิทยาการปรึกษา

Office desk with laptop computer, planner, mobile smartphone and coffee cup.

ความนำ

เมื่อรู้ว่าต้องไปฝึกงาน ข้าพเจ้าก็ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกว่าจะไปฝึกงานในสถานที่ที่ไกลจากกรุงเทพฯ เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากความเบื่อหน่ายบรรยากาศแห่งความวุ่นวายของเมืองหลวง แต่อีกส่วนเป็นเพราะข้าพเจ้าต้องการหาสถานที่สักแห่งเพื่อเยียวยาความเจ็บปวดและความสับสนภายในใจ ข้าพเจ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปฝึกงานที่ใด จนกระทั่งวันหนึ่งได้มีโอกาสได้คุยกับพี่อ้อม รุ่นพี่ที่เป็นอาจารย์อยู่ที่ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พี่อ้อมถามข้าพเจ้าว่า “สนใจไปฝึกงานกับพี่ที่เชียงใหม่หรือเปล่า” ตอนนั้นข้าพเจ้าตอบรับไปทันทีโดยไม่มีความลังเล

ที่จริงแล้ว ข้าพเจ้าอยากมาเรียนที่เชียงใหม่ตั้งแต่สมัยสอบเข้าปริญญาตรี แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง ทำให้ไม่มีโอกาสมาใช้ชีวิตนักศึกษาที่นี่ เวลาผ่านไปหกปี ในที่สุดข้าพเจ้าก็มีโอกาสมาสัมผัสกับการใช้ชีวิตที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ตอนเรียนปริญญาโทปีสามในฐานะนักศึกษาฝึกงาน ข้าพเจ้ารู้ดีว่าตนเองต้องเผชิญกับความรู้สึกหลายๆ อย่างในการเลือกที่จะมาฝึกงานในสถานที่ที่อยู่ไกลจากครอบครัวและคนรักหลายร้อยกิโลเมตร แต่ข้าพเจ้าก็รู้ดีเช่นกันว่าตนเองคงเสียดายไปตลอด หากไม่ตัดสินใจมาฝึกงานที่นี่

งานของ counselor เป็นงานที่ยิ่งใหญ่

การมาฝึกงานที่เชียงใหม่ในช่วงแรกๆ เป็นช่วงที่ข้าพเจ้ากดดันตนเองอย่างยิ่ง เนื่องจากคิดว่าตนเองได้ผ่านการฝึกฝนตนเองในฐานะ counselor มาแล้วถึงสองปี และผ่านฝึกงานมาแล้วครั้งหนึ่ง ก็ควรที่จะมีความสามารถในการทำกลุ่มและการให้คำปรึกษาในระดับที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานพอสมควร หรืออย่างน้อยก็ไม่สะเปะสะปะเหมือนกับการฝึกงานครั้งที่ผ่านมา แต่พอได้ลงมือทำงานจริงๆ ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนตนเองกลับมาเริ่มต้นเรียนรู้การทำกลุ่มและการให้คำปรึกษาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ข้าพเจ้าจำได้ว่าครั้งแรกที่ทำงานให้คำปรึกษาที่เชียงใหม่ ตนเองแทบจะทำอะไรไม่เป็นเลยทีเดียว วันนั้นข้าพเจ้าเข้าไปที่ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ผู้รับการปรึกษาที่นั่งอยู่ตรงหน้าของข้าพเจ้าเป็นผู้ต้องขังหญิงคนหนึ่ง เธอนั่งเล่าเรื่องราวความทุกข์ของตนเองไปและร้องไห้ไป ข้าพเจ้าทำได้เพียงแค่นั่งนิ่งๆ และพยักหน้า โดยที่ภายในใจก็ยังสับสนและมองไม่เห็นหนทางที่จะช่วยเหลือเธอ ภายหลังการสนทนา เธอขอบคุณข้าพเจ้าที่ช่วยรับฟังปัญหาของเธอ แม้ข้าพเจ้าจะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรเลยก็ตาม แต่เมื่อมาคิดดูแล้วการที่ข้าพเจ้านั่งรับฟังเธออย่างตั้งใจ ก็เป็นการช่วยเหลือเธออย่างหนึ่ง ในตอนนั้นข้าพเจ้าเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการเป็น counselor ขึ้นมา เพียงแค่ counselor คนหนึ่งรับฟังปัญหาของผู้คนอย่างตั้งใจก็ช่วยแบ่งเบาความเจ็บปวดที่หนักหน่วงอยู่ในใจให้เบาลงได้มากแล้ว การให้คำปรึกษาผู้ต้องขังในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกงานที่เชียงใหม่ของข้าพเจ้าเลยทีเดียว

ข้าพเจ้าเชื่อว่างานของ counselor เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้งานใดๆ ในโลก counselor ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงช่วยให้ผู้คนแก้ปัญหาที่อยู่ภายในใจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการยกระดับจิตใจของผู้คนให้กลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างมีความสุข มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการบรรลุถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ หรืออาจกล่าวว่ามนุษย์ทุกคนมีความเป็นพุทธะหรือผู้ตื่นรู้อยู่ในตัว เพียงแต่พวกเราถูกบดบังด้วยม่านหมอกของอวิชาจึงมองไม่เห็นหนทางแห่งการตื่นรู้ หน้าที่ของ counselor คือการพาผู้คนออกจากความมืดมัวไปสู่แสงสว่างแห่งพุทธะ แต่ก่อนอื่นข้าพเจ้าในฐานะ counselor ก็ต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเสียก่อน จะว่าไปก็คงต้องพัฒนาตนเองไปตลอดชีวิตนั่นแหละ การเป็น counselor ไม่สามารถเป็นกันได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนที่ต่อเนื่องยาวนาน กว่าที่อาจารย์ของข้าพเจ้าจะเป็น counselor ที่มีความสามารถเป็นเลิศได้อย่างทุกวันนี้ คงต้องผ่านความเจ็บปวดมาไม่น้อยเหมือนกัน ข้าพเจ้าเชื่อว่าหัวใจของ counselor แต่ละคนคงเต็มไปด้วยรอยแผลแห่งประสบการณ์ ความเจ็บปวดที่ได้เผชิญในวันวานทำให้หัวใจของ counselor แข็งแกร่งขึ้น

คำถามที่ข้าพเจ้ามักจะถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งก็คือ “หากฉันยังไม่เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เสียก่อน ฉันจะช่วยให้คนอื่นกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้อย่างไร” และ “หากฉันยังไม่เข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้เลย ฉันจะช่วยให้ผู้อื่นเข้าใจตัวของพวกเขาได้อย่างไร” และอีกหลากหลายคำถามในเชิงไม่แน่ใจในความสามารถของตนเอง แต่ข้าพเจ้าก็เข้าใจว่าหากตนเองรอให้ตนเองกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์หรือเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้เสียก่อนก็คงต้องใช้เวลายาวนานพอสมควร หรือบางทีอาจจะไม่วันไปถึงจุดนั้นเลยก็ได้ ดังนั้นการช่วยให้ผู้คนกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์หรือเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ของ counselor จึงเป็นการช่วยให้ตนเองกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ไปพร้อมๆ กัน

ที่จริงหนทางของการเป็น counselor ของข้าพเจ้าก็เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เพียงแค่สองปีกว่าๆ แม้จะเป็นสองปีกว่าๆ ที่ล้มลุกคลุกคลานพอสมควรเป็นเส้นทางสายนี้ แต่ข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองต่อไป และการฝึกงานครั้งนี่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นการเรียนรู้ครั้งสำคัญของข้าพเจ้า

เธอต้องเป็นผู้นำกลุ่มไม่ใช่ผู้ตามกลุ่ม

ในการทำกลุ่มครั้งแรกที่เชียงใหม่ ตอนที่นั่งอยู่ในกลุ่มข้าพเจ้ารู้สึกว่าตนเองเหนื่อยล้าเหลือเกินทั้งกายและใจ เวลายิ่งผ่านไป ข้าพเจ้าก็ยิ่งหายออกจากลุ่มไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้สึกว่าตนเองไม่มีตัวตนในกลุ่มอีกต่อไป สมาชิกสามารถพูดคุยกันเองได้โดยที่ไม่ต้องมีข้าพเจ้า มันเป็นความเจ็บปวดอย่างยิ่งที่รู้ว่าถึงแม้จะไม่มีเราอยู่ด้วย กลุ่มก็สามารถดำเนินต่อไปได้ ในช่วงท้ายๆ ของกลุ่ม ข้าพเจ้านั่งฟังสมาชิกในกลุ่มคุยกันโดยไม่ปริปากพูดอะไรออกไปแม้แต่คำเดียว หลังจากจบกลุ่ม ข้าพเจ้าได้ยินเสียงของอาจารย์โสรีช์ดังก้องอยู่ในหัว “เธอต้องเป็นผู้นำกลุ่มไม่ใช่ผู้ตามกลุ่ม” และหลังจากนี้คำพูดประโยคนี้ของอาจารย์ก็ดังอยู่ในหัวของข้าพเจ้าไปอีกนาน

การทำหน้าที่ผู้นำกลุ่มคืออะไร? มันคงไม่ใช่การที่นั่งอยู่ในกลุ่มโดยปล่อยให้สมาชิกพูดคุยกันตามสบายอย่างที่ข้าพเจ้าทำแน่ๆ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ผู้นำกลุ่มคือ ผู้ที่คอยเอื้อให้สมาชิกในกลุ่มเกิดความเข้าใจโลกและชีวิตอย่างลึกซึ้งผ่านเรื่องราวที่สมาชิกหยิบยกขึ้นมาสนทนา อาจารย์โสรีช์เปรียบคำพูดของผู้นำกลุ่มว่าเป็นดังมีดของหมอที่กำลังผ่าตัด ทุกถ้อยคำของผู้นำกลุ่มล้วนแต่มีความหมายกับสมาชิกทั้งสิ้น การพูดคุยกันในกลุ่มจึงไม่ใช่การพูดคุยเรื่องราวอะไรก็ได้ แต่ผู้นำกลุ่มต้องทำหน้าที่ร้อยเรียงเรื่องราวของสมาชิกให้มีความหมายและช่วยให้สมาชิกเกิดการเรียนรู้จากเรื่องราวดังกล่าว

ในกลุ่มพัฒนาตนและการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ หน้าที่ของผู้นำกลุ่มคือ การเอื้อให้สมาชิกเปิดเผยตนเอง การเอื้อให้สมาชิกมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน การเอื้อให้สมาชิกแก้ไขปัญหา และการเอื้อให้สมาชิกเกิดความเติบโตงอกงาม เมื่อพิจารณาจากหน้าที่ที่กล่าวมา ผู้นำกลุ่มจึงมีบทบาทอย่างยิ่งในการดำเนินกลุ่ม แต่ก็มีหลายครั้งที่ข้าพเจ้าปล่อยให้กลุ่มดำเนินไปเรื่อยๆ ปล่อยให้สมาชิกเป็นผู้กำหนดเรื่องราวของการสนทนา เมื่อเห็นว่าสมาชิกสามารถพูดคุยกันเองได้ ข้าพเจ้าจึงไม่เข้าไปมีบทบาทใดๆ แต่การปล่อยให้กลุ่มดำเนินไปเช่นนี้ ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเพียงการเปลี่ยนสถานที่คุยกันของสมาชิกเท่านั้น โดยที่พวกเขาไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลย

ดังนั้นคำว่า “เธอต้องเป็นผู้นำกลุ่มไม่ใช่ผู้ตามกลุ่ม” ของอาจารย์จึงมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับข้าพเจ้า ท้ายที่สุดแล้วผู้นำกลุ่มต้องมองเห็นภาพรวมทั้งหมดว่าการสนทนาในแต่ละเรื่องราวของสมาชิกจะนำไปสู่อะไร ไม่ใช่คุยกันอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย

ไม่มีใครทำให้เราเจ็บปวดนอกจากตัวเราเอง

ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไมตนเองไม่มีความสุขกับการทำกลุ่มเลย ฝึกงานครั้งแรกผ่านไปก็แล้ว หรือกระทั่งอีกหลายครั้งที่ทำกลุ่มหลังจากนั้น แต่มันก็ไม่ช่วยให้ข้าพเจ้ามีความสุขกับการทำกลุ่มขึ้นมา หลายครั้งที่ข้าพเจ้าออกจากกลุ่มด้วยความเจ็บปวด แต่ละกลุ่มที่ผ่านไปได้ทิ้งรอยแผลเอาไว้ในใจของข้าพเจ้าทุกครั้ง หรือที่จริงแล้วต้องกล่าวว่าข้าพเจ้าต่างหากที่เป็นผู้กรีดรอยแผลแห่งความเจ็บปวดให้กับใจของตนเอง กลุ่มผ่านไปแล้วแต่ความผิดหวังในการทำกลุ่มของตนเองยังคงติดอยู่ในใจ ข้าพเจ้ารู้ดีว่าความเจ็บปวดของตนเองมาจากความคาดหวัง ซึ่งเป็นต้นเหตุของความทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในของมนุษย์ แม้จะรู้ดี แต่ข้าพเจ้าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความคาดหวังที่มีต่อตนเองไปได้

ในฐานะของผู้นำกลุ่มคนหนึ่ง ข้าพเจ้าอยากทำกลุ่มออกมาให้ดีที่สุด ความคาดหวังที่มีต่อตนเองกลายเป็นความกดดันอันหนักหน่วง ที่ทำให้ข้าพเจ้าอยู่ในกลุ่มด้วยใจที่บีบคั้นและไม่มีความสุข ภายใต้ใบหน้าอันยิ้มแย้มและท่าทีที่ร่าเริงที่ฉันแสดงออกต่อสมาชิก มีความกังวลและไม่มั่นใจในตนเองซ่อนอยู่ ข้าพเจ้าเคยถามตนเองเหมือนกันว่าทำไมตนเองต้องเป็นทุกข์กับการทำกลุ่มด้วย จะว่าไป บางทีการที่ข้าพเจ้าไม่มีความสุขจากการทำกลุ่ม อาจจะไม่ใช่เพราะกลุ่มออกมาไม่ดี แต่เป็นที่ข้าพเจ้าต่างหากเลือกที่จะไม่มีความสุข กลุ่มจะออกมาดีหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญ ข้าพเจ้าไม่ควรกรีดแผลใจให้ตนเองเป็นทุกข์เช่นนี้

รุ่นพี่คนหนึ่งเคยบอกข้าพเจ้าให้ท่องว่า “กลุ่มไม่ใช่ของเรา” เมื่อลองคิดดูแล้ว จะว่าไป กลุ่มก็ไม่ใช่ของข้าพเจ้าจริงๆ รวมถึงไม่ใช่ของสมาชิก และไม่ใช่ของใครทั้งนั้น การที่มันจะออกมาดีหรือแย่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ข้าพเจ้าจะต้องเก็บมาเป็นอารมณ์หรือความรับผิดชอบของตนเอง หากมีอะไรที่ผิดพลาดก็จำไว้และนำไปปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไปก็แค่นั้น หากข้าพเจ้าที่เป็น counselor กรีดแผลให้กับตนเองจนบาดเจ็บเช่นนี้ ข้าพเจ้าจะเหลือแรงไปช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไร

ไม่มีการเติบโตใดปราศจากความเจ็บปวด

ที่หัวนอนของข้าพเจ้ามีกระดาษแผ่นหนึ่งติดอยู่ ภายในมีข้อความว่า “ไม่มีการเติบโตใดปราศจากความเจ็บปวด” หลายครั้งที่ข้าพเจ้าใช้ประโยคดังกล่าวบอกกับสมาชิก ข้าพเจ้าพยายามชี้ให้พวกเขาเห็นว่าความเจ็บปวดที่พวกเขาเผชิญในวันนี้จะช่วยให้พวกเขาได้เติบโตขึ้นในวันข้างหน้า แน่นอน ข้าพเจ้าก็ควรบอกประโยคนี้กับตัวเองด้วยเช่นกันในทุกๆ ครั้งที่รู้สึกเจ็บปวดไม่ว่าจากเรื่องราวใดของชีวิต จะว่าไปความเจ็บปวดส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นกับชีวิตในช่วงนี้ของข้าพเจ้าคงหนีไม่พ้นเรื่องการฝึกงาน หลายครั้งที่ข้าพเจ้ารู้สึกท้อและอยากลาออกให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่ก็ตระหนักได้ว่าการตัดสินใจของข้าพเจ้าไม่ได้ส่งผลต่อชีวิตของตนเองเพียงคนเดียวเท่านั้น

ข้าพเจ้ายอมรับว่าความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่คนเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จะเจ็บมากเจ็บน้อยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แม้ว่าในแง่หนึ่งมันจะทำให้ข้าพเจ้าเป็นทุกข์ แต่อีกด้านหนึ่งมันก็ช่วยให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากชีวิต ข้าพเจ้าเคยบันทึกไว้ว่า

“ไม่มีการเติบโตใดที่ปราศจากความเจ็บปวด” อาจารย์โสรีช์เคยกล่าวไว้

แน่นอน หากผ่านความเจ็บปวดนั้นไปได้ เราย่อมเติบโต แต่เราสามารถผ่านความเจ็บปวดไปได้ทุกครั้งจริงหรือ ความเจ็บปวดบางอย่างเหมือนเป็นรอยแผลที่ฝังลึกอยู่ในใจและยากที่จะลบเลือน เป็นพันธนาการทางจิตใจที่คอยกักขังเรามิให้เติบโต ฉันคิดว่าหน้าที่หนึ่งของ counselor คือการปลดปล่อยผู้คนจากพันธนาการของความเจ็บปวดและนำพาพวกเขาไปสู่การเติบโต

แต่นั่นย่อมหมายถึงการที่ counselor ต้องค้นพบวิถีทางในการปลดปล่อยตนเองจากความเจ็บปวดของตนเสียก่อน แม้ว่ารอยแผลที่เกิดขึ้นภายในใจของผู้คนอาจจะมาจากที่มาที่ต่างกัน แต่ฉันเชื่อว่าความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดขึ้นใจใจย่อมไม่แตกต่างกัน อาจจะมากบ้างน้อยบ้างไปตามขนาดของบาดแผลและกาลเวลา

“ไม่มีการเติบโตใดที่ปราศจากความเจ็บปวด” แต่กว่าที่เราจะเติบโต เราต้องเรียนรู้ที่จะปลดปล่อยตนเองจากความเจ็บปวดเสียก่อน

ความเจ็บปวดของคนเราอาจจะมาจากอดีตที่ไม่สมหวัง อนาคตที่มองไม่เห็นหนทาง หรือปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความทุกข์ระทม หน้าที่หนึ่งของ counselor คือการปลดปล่อยผู้คนจากความเจ็บปวดที่กักขังพวกเขาเอาไว้ และช่วยให้พวกเขาเติบโตขึ้น แต่ผู้ที่เป็น counselor ก็ควรจะปลดปล่อยตนเองออกจากความเจ็บปวดเสียก่อน

เรารออะไร อะไรรอให้เราไปเจอ

ข้าพเจ้ามักจะเข้ากลุ่มไปพร้อมกับสายตาของผู้นำกลุ่มที่คอยสอดส่องและค้นหาโจทย์จากเรื่องราวของสมาชิก อาจารย์โสรีช์บอกว่าทุกเรื่องราวของสมาชิกมีโจทย์ซ่อนอยู่เสมอ โจทย์ในที่นี้ก็คือความขัดแย้งกันระหว่างความคาดหวังกับความจริง หากเป็นทฤษฎีของโรเจอร์สก็คงเป็นความไม่ลงรอยระหว่างตัวตน (self) กับสิ่งที่ประสบ (experience) แต่ยิ่งพยายามหาโจทย์เท่าไหร่ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่ายิ่งเหนื่อยมากขึ้นเท่านั้น และก็ใช่ว่าจะเจอโจทย์ที่ต้องการ

ในการเรียนในห้องเรียนครั้งหนึ่ง อาจารย์โสรีช์ให้พวกเราสาธิตการทำกลุ่ม โดยมีเพื่อนของข้าพเจ้าคือปูนกับพี่มี่เป็นผู้นำกลุ่ม และพวกเราที่เหลือเป็นสมาชิก กลุ่มดังกล่าวเริ่มต้นอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก จนในที่สุดกลุ่มก็ตกอยู่ในความเงียบและความอึดอัด ตอนนั้นอาจารย์ถามพวกเขาขึ้นว่า “เรารออะไร และอะไรรอให้เราไปเจอ” จากประโยคดังกล่าว อาจารย์กำลังชี้ให้พวกเราเห็นว่า ผู้นำกลุ่มกำลังรอหรือพยายามมองหาอะไรจากกลุ่มอยู่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในกลุ่มแล้วและรอให้ไปเจอนั้น ผู้นำกลุ่มกลับมองไม่เห็น

ข้าพเจ้าคิดว่านี่คือหัวใจของการทำกลุ่มเลยทีเดียว ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังมองหาโจทย์จากเรื่องราวของสมาชิก ข้าพเจ้าก็ได้ละเลยโจทย์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในกลุ่มตรงหน้าไปเสียแล้ว หากผู้นำกลุ่มมีความรู้สึกที่ไวพอก็จะสามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในกลุ่มได้อย่างชัดเจน ก็สามารถหยิบยกสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเป็นประเด็นในการสนทนา โดยไม่ต้องพยายามสร้างประเด็นใดๆ ขึ้นมา หลายครั้งในการทำกลุ่มที่โจทย์ของสมาชิกปรากฏขึ้นมาเองโดยที่ข้าพเจ้าไม่ต้องใช้ความพยายามในการค้นหา และดูเหมือนว่าการจัดการกับโจทย์จะดำเนินไปได้ด้วยดีกว่าการที่ข้าพเจ้าพยายามจะขุดคุ้ยเรื่องราวของสมาชิกขึ้นมาเสียอีก

ใจของผู้นำกลุ่มเป็นอย่างไร กลุ่มก็เป็นอย่างนั้น

หลังจากที่ทุกข์ใจกับการทำกลุ่มของตนเองอยู่นาน แต่แล้วในวันหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ตระหนักได้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดอันดับแรกที่ข้าพเจ้าควรจะใส่ใจไม่ใช่ความคิดที่ว่า ฉันจะทำกลุ่มอย่างไรให้ดีที่สุด แต่เป็น ฉันจะจัดการกับใจของตนเองอย่างไรให้ดีที่สุด กฤษณมูรติกล่าวว่า “ใจของเธอเป็นอย่างไร โลกก็เป็นอย่างนั้น” เช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าคงต้องกล่าวว่า “ใจของผู้นำกลุ่มเป็นอย่างไร กลุ่มก็เป็นอย่างนั้น” วันนั้นข้าพเจ้าออกจากกลุ่มมา และเขียนบันทึกไว้ว่า

สองวันมานี้ฉันรู้สึกมีความสุขกับการทำกลุ่มอย่างยิ่ง ออกจากกลุ่มด้วยความรู้สึกโล่งโปร่งเบาสบาย จิตใจอิ่มเอิบและผ่อนคลาย แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่การทำกลุ่มที่สมบูรณ์พร้อมหากว่ากันตามทฤษฎี ข้อบกพร่องยังมีให้เห็นอยู่มากมาย แต่ฉันกลับไม่รู้สึกทุกข์ร้อนและเก็บมากังวลใจเหมือนทุกครั้ง

การไม่แบกความคาดหวังเข้าไปในกลุ่ม ทำให้ฉันสามารถอยู่กับสมาชิกในกลุ่มได้อย่างผ่อนคลาย จะว่าไปแล้ว นี่คือสิ่งที่อาจารย์โสรีช์สอนอยู่เสมอ แต่ทำไมฉันเพิ่งจะมาตระหนัก ฉันฟังเรื่องนี้จากอาจารย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ไม่เคยทำได้สักที ฉันมักจะแบกความคาดหวังให้ใจของตนเองหนักอึ้งอยู่เสมอ อยากให้กลุ่มเป็นแบบนั้นแบบนี้ อยากให้สมาชิกกลุ่มคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ สุดท้ายก็ไม่เคยได้ดังที่คาดหวัง และเป็นตัวเราเองที่ต้องทุกข์กับการทำกลุ่ม ออกจากกลุ่มมาก็ตีโพยตีพายว่าตนเองไม่มีความสามารถ ทำกลุ่มออกมาไม่ได้เรื่อง และรู้สึกหมดอาลัยตายอยากกับการทำกลุ่มต่อๆ ไป ทั้งๆ ที่แท้ที่จริงแล้วสิ่งเกิดขึ้นก็คือ กลุ่มไม่ได้ออกมาดังที่เราหวังต่างหาก มันไม่เป็นอย่างที่เราอยากให้มันเป็น เราก็เลยเป็นทุกข์จากความคาดหวังของตนเอง

ฉันรู้สึกว่ากลุ่มที่ผ่านๆ มาตนเองต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะดำเนินกลุ่มไปให้ตลอดรอดฝั่ง และจบกลุ่มด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าหมดเรี่ยวแรง ฉันมักจะตำหนิตนเองอยู่เสมอว่าฉันยังดีไม่พอสำหรับการเป็นผู้นำกลุ่ม ฉันคิดอยู่เสมอว่าตนเองไม่เหมาะกับงานแบบนี้และพาลคิดไปว่าตนเองคงจะเอาดีทางด้านการเป็น counselor ไม่ได้ แต่สองวันนี้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับฉันกลับแตกต่างออกไป

ครั้งนี้ฉันทำกลุ่มด้วยใจที่ไม่คาดหวัง อะไรจะเกิดขึ้นในกลุ่มก็ให้มันเกิด หากมันจะล้มเหลวอีกครั้งก็ไม่เห็นจะเป็นไร ฉันไม่มีอะไรต้องเสียสักหน่อย บรรยากาศในกลุ่มช่วงแรกดำเนินไปด้วยความอึดอัดของสมาชิก หากเป็นเมื่อก่อนฉันคงจะรู้สึกกังวลและรีบหากิจกรรมหรือประเด็นให้สมาชิกได้พูด ให้กลุ่มได้มีการสนทนา แต่ครั้งนี้ฉันกลับรู้สึกเบิกบานและอยู่กับสมาชิกในแบบที่พวกเขาเป็น อยู่กับพวกเขาเหมือนกับฉันเป็นสมาชิกคนหนึ่ง ไม่ใช่ผู้นำที่คอยกำหนดบทบาทให้พวกเขาต้องดำเนินตาม สมาชิกรู้สึกไม่ค่อยชอบใจกับบรรยากาศของกลุ่ม ฉันเองก็อยู่กับความไม่ชอบใจของพวกเขาโดยไม่พยายามเปลี่ยนแปลงบรรยากาศให้ดีขึ้นด้วยวิธีการเดิมๆ เหมือนที่เคยทำมา หากพวกเขาเงียบ ฉันก็อยู่กับความเงียบไปกับพวกเขา กลุ่มดำเนินไปในลักษณะนี้อยู่พักหนึ่งจนสมาชิกเริ่มพูดคุยกันได้ด้วยตัวของพวกเขาเอง ฉันเป็นเพียงผู้เอื้ออำนวยให้พวกเขาได้พูดและรับฟังซึ่งกันและกันเท่านั้น

ฉันรู้สึกว่าการทำเช่นนี้ทำให้ฉันสามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสมาชิกในกลุ่มได้อย่างกลมกลืน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การที่เราจะเติมอะไรลงไปให้กับสมาชิกในกลุ่มก็ทำให้ง่ายขึ้น และสมาชิกเองก็จะมีส่วนร่วมไปกับสิ่งที่เราต้องการนำเสนอหรือชักชวนให้พวกเขามองอย่างเปิดรับและเต็มใจ คำหนึ่งที่ฉันได้เรียนรู้และตระหนักด้วยตนเองจากการทำกลุ่มครั้งนี้ก็คือ คำว่า “รอคอย” ฉันคิดว่าคำนี้เป็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญอย่างยิ่งและขาดไม่ได้ในการทำกลุ่ม หากผู้นำกลุ่มสามารถรอคอยได้ ไม่นานเกินไปนักเรื่องราวของสมาชิกก็จะปรากฏขึ้นเองโดยที่เราแทบไม่ต้องใช้ความพยายามในการคาดคั้นหรือการบีบเค้นใดๆ ให้สมาชิกพูด

ความพร้อมในการสนทนาและการเปิดเผยตนเองของสมาชิกแต่ละคนมีไม่เท่ากัน ฉันเปรียบว่าสมาชิกแต่ละคนมีประตูหัวใจที่พร้อมจะเปิดรับให้ใครสักคนเข้าไปและในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะปิดแน่นไม่ต้อนรับคนแปลกหน้าได้พอๆ กัน หากผู้นำกลุ่มเร่งรีบในการค้นหาเรื่องราวของสมาชิกโดยที่พวกเขายังไม่พร้อม ประตูหัวใจของพวกเขาก็ยิ่งจะปิดแน่น และผู้นำกลุ่มก็จะยิ่งเหนื่อยกับการพยายามเปิด แต่เมื่อสมาชิกในกลุ่มมีความพร้อม ประตูของพวกเขาก็จะเปิดออกเองโดยอัตโนมัติ โดยที่เราแทบไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ เลย

สิ่งที่ฉันกล่าวมาข้างต้นไม่ใช่เรื่องใหม่ อาจารย์โสรีช์พร่ำบอกพร่ำสอนมาแล้วทั้งสิ้น ฉันเองก็ใช่ว่าจะจำไม่ได้หรือไม่เข้าใจ แต่ความเข้าใจที่อยู่ในหัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้าเป็นคนละเรื่องเดียวกัน หากไม่ได้ตระหนักรู้ด้วยตนเอง ฉันก็คงไม่มีทางเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์พยายามบอกมาโดยตลอด การไม่พยายามทำอะไรเลยก็คือการได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วที่จะอยู่กับสมาชิกอย่างไม่มีความพยายาม อยู่อย่างไม่คาดหวังให้สิ่งใดเกิดขึ้นหรือไม่ให้เกิดสิ่งใด

ฉันรอคอยสมาชิกด้วยความอดทนราวกับจอมยุทธที่รอคอยจังหวะที่จะจู่โจมฝ่ายตรงข้าม และในชั่วขณะที่ประตูหัวใจของพวกเขาเปิดออก เมื่อฝ่ายตรงข้ามเปิดช่องให้โจมตี ฉันก็รีบชักกระบี่ออกไปฟาดฟันโดยไม่รอช้า แม้ว่าจะฟันถูกบ้างผิดบ้าง กระบี่หักบ้าง หกคะเมนตีลังกาบ้าง แต่อย่างน้อยฉันก็เริ่มมองเห็นแล้วว่าเป้าหมายที่เราจะจู่โจมอยู่ตรงไหน ที่เหลือก็มีเพียงหมั่นลับกระบี่ของตนเองให้คมและอดทนที่จะรอคอยโอกาสจู่โจมครั้งต่อไป

ที่ผ่านมาฉันมักจะกังวลอยู่กับรูปแบบหรือกระบวนการในการทำกลุ่มมากเกินไป โดยที่ลืมไปว่าสิ่งที่ฉันควรสนใจเป็นอันดับแรก็คือ “ใจ” ของตนเอง เหมือนกับว่าฉันมีรูปแบบของกลุ่มที่อยากให้มันเป็นอยู่ในหัว และฉันก็พยายามทำให้มันเป็นไปตามนั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้กิจกรรม หรือการใช้ประโยคเดิมๆ เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องเดิมๆ จนมันกลายเป็นรูปแบบสำเร็จรูปในการทำกลุ่มของตนเองไป ฉันอยู่กับกลุ่มในหัวของตนเอง มากกว่าอยู่กับสมาชิกในกลุ่มที่นั่งตรงหน้า ท่าทีภายนอกดูเหมือนมีความมั่นใจ แต่ท่าทีภายในกับหวั่นไหวและเต็มไปด้วยความกังวล

แต่เมื่อหันกลับมาจัดการกับ “ใจ” ของตนเอง ให้มั่นคงไม่หวั่นไหว พร้อมที่จะอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างที่มันเป็น พร้อมที่จะยอมรับไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะไปได้ดีหรือไม่ได้เรื่อง อดทนที่จะรอคอยโอกาสที่จะแสดงบทบาทของตนเอง เมื่อนั้นกลุ่มก็จะดำเนินไปได้ในแบบของมัน ตอนนี้ฉันไม่สนว่ากลุ่มจะออกมาอย่างไร (มันก็ยังคงไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวเหมือนเดิม) แต่ฉันจะหันมาใส่ใจกับความรู้สึกของตนเองให้มากขึ้น ไม่พูดเพื่อทำลายความอึดอัดของตนเอง และไม่พูดในสิ่งที่ตนเองไม่ได้รู้สึกหรือเชื่อเช่นนั้น ไม่ใช่กิจกรรมเพียงเพราะต้องการให้กลุ่มมีการสนทนา แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงการทำเพื่อตนเอง ฉันคิดว่าหากเราจริงใจที่จะอยู่กับสมาชิกในแบบที่เราเป็น สมาชิกก็จะตอบรับความจริงใจของเราด้วยใจของพวกเขาเช่นกัน

ขอบคุณอาจารย์โสรีช์ที่คอยพร่ำสอนให้เข้าใจวิถีแห่งการเป็น counselor เสมอมา ขอบคุณน้องๆ ในกลุ่มที่ทำให้ฉันตระหนักถึงสิ่งที่อาจารย์สอน และขอบคุณตัวเองที่ยังยืนหยัดที่จะสู้ต่อ ไม่ว่าจะล้มเหลวมาสักกี่ครั้ง จนกระทั่งวันนี้ที่ฉันได้ก้าวมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่งของการเป็นผู้นำกลุ่ม และกำลังจะก้าวต่อไป…

การทำกลุ่มครั้งนี้เป็นกลุ่มแรกของการมาฝึกงานที่เชียงใหม่ที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตนเองมีความสุขกับการทำกลุ่ม แม้ว่าหากจะพิจารณาตามกระบวนการแล้ว การทำกลุ่มของตนเองยังมีข้อบกพร่องอยู่มากก็ตาม แต่ข้าพเจ้ากลับไม่รู้สึกทุกข์ร้อน การอยู่ในกลุ่มด้วยใจที่ไม่คาดหวังทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกผ่อนคลายและอยู่กับสมาชิกได้อย่างอิสระและเป็นธรรมชาติ….

วันหนึ่งดอกไม้ก็บาน

ข้าพเจ้ามักจะสงสัยอยู่เสมอว่าสมาชิกที่เข้ากลุ่มจะได้รับอะไรกลับไปหรือไม่จากการทำกลุ่มของข้าพเจ้า หลายครั้งที่ข้าพเจ้าพบว่าตนเองทำกลุ่มไม่ได้เรื่องได้ราวและสมาชิกคงไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ในความเป็นจริงแล้วก็ยังมีสิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับจากกลุ่มอยู่บ้างเหมือนกัน อย่างน้อยหากสมาชิกไม่ได้รับประโยชน์อันใดกลับไป แต่สัมพันธภาพระหว่างฉันกับพวกเขาก็ยังพอมีให้จดจำอยู่บ้าง

ครั้งหนึ่งสมาชิกกลุ่มคนหนึ่งโทรมาหาข้าพเจ้าเพื่อบอกว่าเธอซื้อลูกชิ้นมาฝากข้าพเจ้าที่ห้องทำงาน แต่บังเอิญข้าพเจ้าไม่อยู่ แม้ว่าจะไม่ได้กินลูกชิ้น แต่ข้าพเจ้ารู้สึกอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก การที่สมาชิกที่เคยเข้ากลุ่มติดต่อกลับมาหลังจากเลิกกลุ่มแล้ว หากประเมินอย่างหยาบๆ ก็นับได้ว่าสัมพันธภาพระหว่างข้าพเจ้ากับสมาชิกค่อนข้างจะดีพอสมควร และจากการคุยกันกับสมาชิกคนนี้ ทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจในการทำกลุ่มขึ้นมาเป็นกองทีเดียว ถึงแม้ข้าพเจ้าจะไม่ได้ช่วยให้สมาชิกเกิดการเรียนรู้หรือเข้าใจโลกและชีวิตเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างน้อยการที่ข้าพเจ้าสามารถเป็นกัลยานมิตรในช่วงเวลาหนึ่งให้กับสมาชิกได้ก็ถือว่าข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่ของผู้นำกลุ่มในระดับหนึ่งแล้ว การมีกัลยานมิตรเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของกระบวนการปฏิบัติเพื่อไปสู่การเกิดปัญญา ซึ่งหมายถึงความเข้าใจในโลกและชีวิตอย่างชัดเจนและลึกซึ้ง counselor อาจจะไม่ใช่ผู้ที่ทำให้ผู้คนเกิดปัญญาได้โดยตรง แต่ counselor สามารถเป็นปัจจัยที่คอยเกื้อกูลและส่งเสริมให้ผู้คนเกิดปัญญา

นอกจากนี้ มีสมาชิกคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับข้าพเจ้าเท่าไรตอนอยู่ในกลุ่มได้แนะนำเพื่อนของเธอที่มีเรื่องราวไม่สบายใจมาหาข้าพเจ้า เพราะเธอเชื่อมั่นว่าข้าพเจ้าน่าจะช่วยเหลือเพื่อนของเธอได้ บางทีการประเมินความสำเร็จหรือความล้มเหลวของกลุ่มด้วยความรู้สึกของข้าพเจ้าเองก็อาจจะไม่ถูกต้องเสมอไป จะว่าไป ผู้นำกลุ่มเองไม่อาจรู้อย่างแท้จริงได้เลยว่าสมาชิกได้รับอะไรจากการเข้ากลุ่มบ้าง สมาชิกบางคนอาจจะแสดงออกว่าเขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย สมาชิกบางคนอาจจะแสดงออกว่าเขาไม่ค่อยมีความสุขกับการเข้ากลุ่ม แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาต่างก็ได้รับเมล็ดพันธุ์บางอย่างที่ผู้นำกลุ่มได้หว่านลงไปในใจ ที่เหลือก็ทำได้เพียงรอคอยวันเวลาที่เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นจะงอกงามและเติบโต เมล็ดของบางคนอาจจะงอกงามได้เร็ว เมล็ดของบางคนอาจจะงอกงามได้ช้า หรือเมล็ดบางคนอาจจะไม่มีวันงอกงามเลย นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ข้าพเจ้าต้องเก็บมาใส่ใจและเป็นทุกข์ ขอเพียงข้าพเจ้าทำหน้าที่ผู้หว่านเมล็ดพันธุ์ให้ดีที่สุด นั่นก็คงเพียงพอแล้ว ที่เหลือคงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสมาชิกที่จะรดน้ำเมล็ดพันธุ์ในใจของตนเองให้เติบโตงอกงาม และเมื่อถึงเวลาดอกไม้ก็จะบานของมันเอง

บทส่งท้าย

“ฉันไม่รู้ว่าฉันจะไปถึงนิพพานหรือไม่ แต่ทุกวันนี้ฉันรู้ว่าฉันสามารถดื่มน้ำชาอย่างมีความสุข” คำพูดดังกล่าวเป็นของพระรูปหนึ่งจากหมู่บ้านพลัม ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าตระหนักได้ว่า ไม่ว่าข้าพเจ้าจะสามารถเป็น counselor ที่สมบูรณ์แบบได้หรือไม่ แต่ข้าพเจ้าสามารถมีความสุขได้กับการทำกลุ่มและการช่วยเหลือผู้คนโดยการให้คำปรึกษา

เส้นทางบนถนนสายนี้ของข้าพเจ้ายังอีกยาวไกล ยังมีสิ่งต่างๆ มากมายรอให้ข้าพเจ้าเข้าไปค้นหาและเรียนรู้ “บางครั้งแดดก็ออก แต่บางครั้งฝนก็ตก” ข้าพเจ้าเคยบอกประโยคดังกล่าวกับผู้รับบริการคนหนึ่งที่เข้ามารับการปรึกษา ตอนนั้นข้าพเจ้าต้องการสื่อความหมายให้เธอรู้ว่าไม่มีอะไรได้ดังใจเราทุกอย่าง บางครั้งก็เป็นวันของเรา แต่บางครั้งก็ไม่ใช่ เมื่อกลับมามองที่ชีวิตของตนเอง ข้าพเจ้าพบว่าตนเองก็เผชิญทั้งวันที่แดดออกและฝนตกเช่นเดียวกัน เมื่อฝนตกข้าพเจ้าก็ควรยินดีไปกับมัน หรือเมื่อแดดออกข้าพเจ้าก็พึงยิ้มแย้มต้อนรับ เพราะในที่สุดแล้ว…ไม่นานมันก็ผ่านไป

ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ข้าพเจ้าเดินทางมาถึงวันนี้ วันที่ข้าพเจ้าได้ตระหนักแล้วว่าเส้นทางที่ข้าพเจ้ากำลังเดินอยู่เป็นเส้นทางที่ยิ่งใหญ่ และข้าพเจ้ามั่นใจว่าไม่ว่าเส้นทางนี้จะนำพาข้าพเจ้าไปสู่จุดใด แต่ข้าพเจ้าก็มาถึงเป้าหมายแล้ว มีคำกล่าวที่ว่า “เส้นทางก็คือเป้าหมาย” หากข้าพเจ้าสามารถมีความสุขกับชีวิตในปัจจุบัน สามารถหายใจเข้าออกอย่างเบิกบาน หรือนั่งทำงานอย่างสนุกสนานได้ นั่นย่อมหมายถึงข้าพเจ้าได้มาถึงเป้าหมายของชีวิตแล้ว

———-

หมายเหตุ

บันทึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานการฝึกงานของข้าพเจ้า ซึ่งแม้จะผ่านช่วงเวลานั้นมาพักใหญ่แล้ว แต่ในความรู้สึกของข้าพเจ้า เหมือนว่ามันเพิ่งผ่านไปไม่ผ่าน วิถีของนักจิตวิทยาที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นในวันที่ข้าพเจ้าสำเร็จการศึกษา

ที่มาของภาพ freepik.com

3 thoughts on “บันทึกเสี้ยวหนึ่งของประสบการณ์การฝึกงานในฐานะนักจิตวิทยาการปรึกษา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s