การไม่ลงรอยกันของการรู้คิด (Cognitive dissonance)

การไม่ลงรอยกันของการรู้คิด* เป็นทฤษฎีแรงจูงใจของมนุษย์ทฤษฎีหนึ่ง ที่เชื่อว่าปัญหาทางจิตใจของมนุษย์เกิดจากความคิดที่ขัดแย้งกัน. ทฤษฎีนี้ระบุว่าการไม่ลงรอยกันของการรู้คิด ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เราไม่พึงพอใจ กระตุ้นให้เราเปลี่ยนแปลงความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรม. ทฤษฎีดังกล่าวเกิดขึ้นครั้งแรกโดยลีออง เฟสติงเกอร์ (Leon Festinger) นักจิตวิยาสังคม เขากล่าวถึงมันไว้ว่า:

ความไม่ลงรอย (dissonance) และความลงรอยกัน (consonance) เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ของการรู้คิด ซึ่งรวมถึงความคิดเห็น ความเชื่อ ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ความรู้เกี่ยวกับการกระทำและความรู้สึกของตนเอง. ความคิดเห็น ความเชื่อ หรือทั้งสองอย่างข้างต้นจะเกิดความไม่ลงรอยกันหากพวกมันไม่สามารถเข้ากันได้พอดี หรือหากมันไม่ได้เป็นไปในทางเดียวกัน หรือความคิดหนึ่งไม่ยอมตามอีกความคิดหนึ่ง (Festinger, 1956: 25)

เขาระบุว่ามีแนวทาง 3 อย่างที่ใช้จัดการกับความไม่ลงรอยกันของการรู้คิด (แต่เขาไม่ได้บอกว่าแนวทางเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใช้เหมือนกัน)

  1. เราอาจจะพยายามเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ทัศนคติ หรือพฤติกรรมที่ไม่ลงรอยกัน
  2. เราอาจจะพยายามหาข้อมูลหรือความเชื่อใหม่ที่จะช่วยเพิ่มความลงรอยกันของการรู้คิด และลดความไม่ลงรอยที่เกิดขึ้น
  3. เราอาจจะพยายามลืมหรือลดความสำคัญของความคิดเหล่านั้นที่ไม่ลงรอยกัน (Festinger, 1956: 25 – 26)

ตัวอย่างเช่น คนที่สูบบุหรี่รู้ว่าการสูบบุหรี่เป็นนิสัยที่ไม่ดี. พวกเขาพยายามหาเหตุผลให้กับพฤติกรรมดังกล่าวโดยมองหาข้อดีของการสูบบุหรี่. พวกเขาบอกกับตนเองว่าการสูบบุหรี่ช่วยควบคุมน้ำหนัก และอันตรายจากสุขภาพที่เกิดจากการมีน้ำหนักเกินร้ายแรงกว่าการสูบบุหรี่เสียอีก. แต่บางคนก็เลิกสูบบุหรี่. พวกเราส่วนใหญ่ฉลาดพอที่จะใช้สมมติฐานเฉพาะกาล หรือการหาเหตุผลให้กับตนเองเพื่อปกป้องความเชื่อที่เรายึดถือ. คำถามที่ว่าทำไมพวกเราไม่สามารถนำความฉลาดนี้มาใช้ได้ตลอดไม่สามารถอธิบายได้จากความคิดที่ว่าพวกเราหาเหตุผลให้กับตนเองเพราะว่าพวกเราพยายามลดหรือขจัดความไม่ลงรอยกันของการรู้คิด. ผู้คนที่แตกต่างกันก็ใช้วิธีการจัดการกับปัญหาทางจิตใจที่แตกต่างกัน. บางวิธีการดูสมเหตุสมผลมากกว่าวิธีการอื่น. ดังนั้น ทำไมคนบางคนจึงมีความสามารถในการจัดการกับการไม่ลงรอยกันของการรู้คิด ในขณะที่บางคนไม่มี?

การไม่ลงรอยกันของการรู้คิดถูกเรียกว่า “เพื่อนที่ดีที่สุดของผู้ควบคุมจิตใจ” (mind controller’s best friend) (Levine 2003: 202). จากการพิจารณาการไม่ลงรอยกันของการรู้คิดอย่างคร่าวๆ แสดงให้เห็นว่าความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่การไม่ลงรอยกันของความรู้คิด แต่อยู่ที่วิธีการที่คนเราใช้จัดการกับมัน บางคนใช้วิธีการควบคุมผู้อื่นเมื่อหลักฐานที่ปรากฏขัดแย้งกันกับความเชื่อของพวกเขา.

ตัวอย่างเช่น แมเรียน คีช (Marian Keech) ผู้นำลัทธิยูเอฟโอ ในทศวรรษ 1950 เธออ้างว่าได้รับข้อความจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว หรือรู้จักกันในชื่อ เดอะการ์เดียน (The Gardians) ผ่านการเขียนขึ้นอย่างไม่รู้ตัว. เช่นเดียวกับเรื่องเล่าประตูสวรรค์ (Heaven’s Gate folks) เมื่อ 40 ปีก่อน คีชและสาวก ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ The Seekers or The Brotherhood of the Seven Rays กำลังเฝ้าคอยการถูกรับตัวไปจากจานบิน. ในคำทำนายของคีช กลุ่มของเธอ 11 คนจะได้รับการปกป้องจากการที่โลกถูกทำลายโดยน้ำท่วมใหญ่ในวันที่ 21 ธันวาคม ปี 1954. เมื่อปรากฎว่าไม่มีน้ำท่วมเกิดขึ้นและไม่มีการปรากฎตัวของเดอะการ์เดียน

คีชมีความสุขอย่างยิ่ง. เธอบอกว่าเธอเพิ่งได้รับข้อความผ่านโทรจิต (telepathic) จากเดอะการ์เดียน บอกว่ากลุ่มของเธอได้เผยแพร่แสงสว่างด้วยความศรัทธาอย่างไม่ย่อท้อ พระเจ้าจึงอภัยให้โลกพ้นจากหายนะ (Levine 2003: 206)

ที่สำคัญก็คือ สาวกทั้งหลายไม่ได้ทอดทิ้งเธอ. สาวกส่วนใหญ่ได้อุทิศตัวมากขึ้นหลังจากที่คำทำนายไม่เป็นความจริง. (มีเพียง 2 คนที่ออกจากกลุ่มหลังจากโลกไม่ได้ถูกทำลาย) “สาวกส่วนใหญ่ไม่เพียงแค่อยู่ในกลุ่มต่อไปเท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อถือเพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ที่มองว่าคำทำนายของคีชถูกต้องมาโดยตลอด ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง” (อ้างแล้ว)**. บางคนมีอาการแปลกประหลาดเกิดขึ้นเพื่อปฎิเสธความไม่ลงรอยกันระหว่างความเชื่อที่พวกเขายึดถือกับความจริง. แต่ทำไมคนเราจึงแปลความหมายสิ่งปรากฎเดียวกันไปคนละอย่างล่ะ?

The Seeker จะไม่รอคอยจานบินหากพวกเขาคิดว่ามันอาจจะไม่มา. ดังนั้น เมื่อมันไม่มา เราอาจจะคิดว่าผู้ที่คิดได้ก็คงจะมองเห็นความผิดพลาดในคำกล่าวอ้างของคีชว่ามันจะมา. อย่างไรก็ตาม ผู้ที่คิดไม่ได้ก็แสดงความไม่สามารถในการคิดออกมาโดยการอุทิศตัวให้กับคีช. ความเชื่อของพวกเขาที่ว่าจานบินจะมารับวางอยู่บนความศรัธทา ไม่ใช่ข้อเท็จจริง. เช่นเดียวกัน ความเชื่อของพวกเขาที่ว่าความล้มเหลวของคำทำนายไม่ควรถูกนำมาใช้ต่อต้านความเชื่อของพวกเขาเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของศรัทธา. ด้วยความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลเช่นนี้ มันอาจมองดูไม่มีประโยชน์ที่จะสร้างหลักฐานเพื่อจูงใจคนที่เชื่อในทางที่ผิด. ความเชื่อของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่ข้อเท็จจริง แต่อยู่ที่การอุทิศตนให้กับใครคนหนึ่ง. การอุทิศตนดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้แม้กระทั่งพฤติกรรมที่น่ารังเกียจที่สุดของผู้ทำนายก็ถูกมองว่าสมเหตุสมผล. มีตัวอย่างมากมายเกี่ยวกับผู้คนที่อุทิศตนให้กับผู้อื่น โดยพวกเขาจะให้เหตุผลและละเลยการข่มเหงทั้งทางกายและทางจิตใจอย่างสุดขั้วของผู้นำลัทธิ (หรือคู่รัก แฟน). หากพื้นฐานความเชื่อของคนเราคือศรัทธาที่ไม่สมเหตุสมผลซึ่งมีรากฐานมาจากการอุทิศตนให้กับบุคคลิกภาพที่มีพลังอำนาจ จากนั้นทางเลือกเดียวที่คนเรามีอยู่เมื่อเผชิญกับหลักฐานที่อาจจะทำลายศรัทธาของพวกเขาคือการมองว่ามันไม่สมเหตุสมผล จนกว่าศรัทธาของพวกเขาจะไม่แข็งแกร่งเพียงพอ. คำถามที่น่าสนใจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการไม่ลงรอยกันของการรู้คิด แต่เกี่ยวกับศรัทธา. อะไรในตัวคีชที่ทำให้คนบางคนศรัทธาในตัวเธอและอะไรในคนเหล่านี้ที่ทำให้พวกเขาถูกคีชชักจูงได้ง่าย?. และอะไรคือความแตกต่างของคนสองคนที่ออกจากกลุ่มไป?

“งานวิจัยแสดงให้เห็นถึงลักษณะนิสัย 3 อย่างที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการชักจูงใจ ได้แก่ ความมีอำนาจ (authority) ความซื่อสัตย์ (honesty) และความเป็นที่ชื่นชม (likeability) (อ้างแล้ว หน้า 31) นอกจากนี้ หากบุคคลดังกล่าวมีลักษณะทางกายภาพที่ดึงดูดใจ พวกเรามีแนวโน้มที่จะชอบคนๆ นั้น และยิ่งเราชอบเขามากเท่าใดเราก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะเชื่อถือเขามากเท่านั้น. (อ้างแล้ว หน้า 57). งานวิจัยยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่า “คนเราจะถูกมองว่าน่าเชื่อถืออย่างยิ่งเมื่อพวกเขาใช้การสบสายตาและพูดด้วยความมั่นใจ ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไรก็ตาม” (อ้างแล้ว หน้า 33)

ดังที่โรเบิร์ต เลไวน์ (Robert Levine) ระบุไว้ “การศึกษาได้ค้นพบลักษณะร่วมเล็กๆ ที่น่าประหลาดใจในประเภทของบุคลิกภาพของผู้ที่เข่าร่วมลัทธิ. คือ ไม่มีลักษณะบุคลิกภาพอย่างหนึ่งอย่างใดร่วมกัน.” (อ้างแล้ว หน้า 144) ข้อเท็จจริงนี้สร้างความประหลาดใจให้กับเลไวน์. ตอนที่เริ่มต้นศึกษาเกี่ยวกับลัทธิ เขาบอกว่า “ลักษณะที่ผู้ที่เข้าร่วมลัทธิส่วนใหญ่มีร่วมกันก็คือเป็นผู้ที่มีปัญหาทางจิตใจ หรือพวกคลั่งศาสนา” (อ้างแล้ว หน้า 81). สิ่งที่เขาได้ค้นพบแทนก็คือสาวกของลัทธิจำนวนมากถูกดึงดูดด้วยสิ่งที่เรียกว่าชุมชนแห่งความรัก (loving community). เรื่องขบขัน (irony) อย่างหนึ่งเกี่ยวกับลัทธิก็คือ กลุ่มพิลึกๆ เหล่านี้ประกอบด้วยสมาชิกส่วนใหญ่ที่จิตใจเอื้ออาทร. (อ้างแล้ว หน้า 83) เลไวน์กล่าวว่า จิม โจนส์ (Jim Jones) ผู้นำลัทธิหนึ่ง เป็น “สุดยอดนักขาย ผู้ซึ่งใช้กฎทุกข้อของการดึงดูดใจ” (อ้างแล้ว หน้า 213) เขามีอำนาจ ซื่อสัตย์ และเป็นที่ชื่นชม. สามารถกล่าวได้ทำนองเดียวกันในกรณีของคีช. นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าสาวกของลัทธิจำนวนมากได้สร้างตัวแทนของครอบครัว และตัวแทนของแม่ หรือตัวแทนของพ่อ หรือตัวแทนของทั้งสองขึ้นมาในตัวของผู้นำลัทธิ.

นอกจากนี้ ควรจำไว้ด้วยว่าในกรณีส่วนใหญ่ คนเราไม่ได้มีความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลเพียงชั่วข้ามคืน. พวกมันใช้เวลาในการค่อยๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้น. (อ้างแล้ว บทที่ 7) คงไม่มีใครเข้าร่วมลัทธิหากมีเสียงบอกว่า “ตามข้าพเจ้ามา ดื่มยาพิษที่มีรสชาติดีแก้วนี้และฆ่าตัวตายซะ” ยังไม่มีใครในลัทธิดื่มยาพิษและสาวกของคีช 2 คนก็ออกจากลัทธิเมื่อคำทำนายไม่เป็นความจริง. พวกเขาแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร? คำอธิบายดูเหมือนจะง่ายๆ ก็คือ ศรัทธาของพวกเขาที่มีต่อผู้นำลัทธิไม่แข็งแกร่งน่ะสิ. ดังที่เฟสติงเกอร์ระบุไว้ สองคนที่ออกจากคีช (Kurt Freund และ Arthur Bergen) เริ่มต้นด้วยความเชื่อมั่นเพียงเล็กน้อย. (Festinger 1956: 208)

แม้กระทั่งผู้ที่เข้าใจผิดว่าความเชื่อของพวกเขาเป็นวิทยาศาสตร์ก็อาจจะเริ่มต้นมาจากความคิดและความเชื่อมั่นของพวกเขาที่ค่อยๆ ขยายมากขึ้นไปสู่จุดที่ไม่สมเหตุสมผล. เรย์ ไฮแมน (Ray Hyman) นักจิตวิทยา ได้เสนอตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับการไม่ลงรอยกันของการรู้คิดและวิธีการที่ผู้บำบัดโรคด้วยการจับกระดูกสันหลัง (chiropractor) คนหนึ่งใช้จัดการกับมัน

(ตัวอย่าง – ผมคิดว่ายาวเกินไปจึงไม่ได้แปล เป็นประสบการณ์ของ เรย์ ไฮแมน ในการเข้าร่วมการทดสอบน้ำตาลที่ดีกับน้ำตาลที่ไม่ดีของผู้บำบัดโรคด้วยการจับกระดูกสันหลัง สุดท้ายการทดสอบไม่ได้ผล แทนที่ผู้ทดลองจะยอมรับ แต่กลับไปโทษว่าเป็นเพราะวิธีการทางวิทยาศาสตร์)

สิ่งที่แยกแยะการให้เหตุผลของผู้บำบัดโรคฯ ออกจากสาวกของลัทธิคือ การให้เหตุผลของสาวกของลัทธิวางอยู่บนพื้นฐานศรัทธาและการอุทิศตนให้กับคุรุหรือผู้ทำนาย แต่ของผู้บำบัดโรคฯ วางอยู่บนข้อเท็จจริงจากประสบการณ์. จะไม่มีความเชื่อที่ผิดหากผู้เชื่อไม่ยอมให้มันผิด. ไม่มีอะไรที่ต่อต้านพวกเขาได้. ผู้ที่วางความเชื่อของพวกเขาบนพื้นฐานของประสบการณ์และสิ่งที่พวกเขายึดว่าเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (เช่น หมอดู คนอ่านลายมือ คนทรง ฯลฯ รวมถึงผู้บำบัดโรคด้วยการจับกระดูกสันหลัง) ได้สร้างข้ออ้างในการเต็มใจที่จะทดสอบความเชื่อของพวกเขา. ปัญหาเดียวก็คือการยอมรับการทดสอบแนวคิดของพวกเขาเพื่อพิสูจน์ให้ผู้อื่นเห็น. นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงเรียกความเชื่อของพวกเขาว่าวิทยาศาตร์เทียม. พวกเขาไม่กล่าวถึงความเชื่อของสาวกลัทธิว่าเป็นวิทยาศาสตร์เทียม แต่เรียกมันว่าศรัทธาที่ไม่สมเหตุสมผล.

———-

สมภพ แจ่มจันทร์
นักจิตวิทยาการปรึกษา
Knowing Mind

แปลและเรียบเรียงจาก The Skeptic’s Dictionary.
http://www.skepdic.com/cognitivedissonance.html

หมายเหตุ

* คำว่า cognitive หรือ cognition มีคำแปลเป็นไทยว่า “พุทธิปัญญา” ซึ่งผมคิดว่าไม่ค่อยสื่อความหมายเท่าไร แต่หาคิดคำอื่นที่ความหมายดีกว่าไม่ได้ ในที่นี้ผมขอใช้คำว่า “การรู้คิด” แทน ซึ่งแม้จะไม่ครอบคลุมแต่ฟังดูเข้าใจง่ายกว่าแทนไปก่อน (แต่ก็ยังเข้าใจยากอยู่ดี)

** คำว่า “อ้างแล้ว” ของผู้เขียน หมายถึง การอ้างจากงานของ Robert Levine ที่ชื่อ The Power of Persuasion – How We’re Bought and Sold

2 thoughts on “การไม่ลงรอยกันของการรู้คิด (Cognitive dissonance)

  1. ขอบคุณมากค่ะ สำหรับการแปลออกมา เนื่องจากการอ่านจากTex บางครั้งแปลกันไปคนละเรื่องเนื่องจากความเข้าใจศัพท์ไม่แตกฉาน

  2. ขอบคุณมากค่ะ ที่แปลออกมาให้อ่าน เนื่องจากภาษาอังกฤษไม่แตกฉาน ทำให้บางครั้งแปลเรื่องออกมา ความหมายผิดเพี้ยนไปมาก คราวนี้จะได้ใช้ประกอบกับคู่มือภาษาอังกฤษได้ค่อ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s