การบำบัดแบบยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง (Client-centered therapy)

แนวทางการปรึกษาและจิตบำบัดที่เพิ่มความรับผิดชอบให้กับผู้รับบริการในกระบวนการบำบัด โดยผู้บำบัดมีบทบาทแบบไม่ชี้นำ

client-centered-squarespace

คาร์ล รอเจอร์ส นักจิตวิทยาชาวอเมริกันเป็นผู้พัฒนาแนวคิดนี้ขึ้นในทศวรรษ 1930 การบำบัดแบบยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อการบำบัดแบบไม่ชี้นำหรือการบำบัดแบบรอเจอร์ส ต่างไปจากรูปแบบการบำบัดแบบดั้งเดิม และต่างจากบทบาทของผู้บำบัดแนวจิตวิเคราะห์ และการบำบัดรูปแบบอื่นๆ. รอเจอร์สเชื่อว่าการบำบัดควรให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมการบำบัดซึ่งสร้างขึ้นจากสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดระหว่างผู้รับบริการกับผู้บำบัด. การที่รอเจอร์สใช้คำว่า “ผู้รับบริการ” แทนที่คำว่า “ผู้ป่วย” แสดงให้เห็นถึงการปฏิเสธสัมพันธภาพที่เน้นอำนาจเบ็ดเสร็จระหว่างผู้บำบัดกับผู้รับบริการตามแบบแผนดั้งเดิม โดยเขามองว่าผู้บำบัดและผู้รับบริการมีความเท่าเทียมกัน. ผู้รับบริการเป็นผู้กำหนดทิศทางทั่วๆ ไปของการบำบัด ในขณะที่ผู้บำบัดเป็นผู้เพิ่มการเข้าใจตนเองอย่างลึกซึ้งของผู้รับบริการผ่านทางการถามคำถามอย่างไม่เป็นทางการที่ช่วยทำให้กระจ่างชัด.

รอเจอร์สเชื่อว่าปัจจัยสำหรับที่สุดที่ทำให้การบำบัดประสบผลสำเร็จไม่ใช่ทักษะหรือการฝึกฝนของผู้บำบัด แต่เป็นทัศนคติของพวกเขา. ทัศนคติ 3 ประการของผู้บำบัดที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นหัวใจสำคัญในความสำเร็จของการบำบัดแบบยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ทัศนคติเหล่านี้ ได้แก่ ความสอดคล้องในตัวตนของผู้บำบัด (congruence) การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข (unconditional positive regard) และการเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (empathy). ความสอดคล้องในตัวตนของผู้บำบัดหมายถึง ความเปิดเผยและความจริงใจของผู้บำบัด เป็นความเต็มใจในความสัมพันธที่มีต่อผู้รับบริการโดยปราศจากการบิดบังภายใต้หน้ากากของผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพ. ผู้บำบัดที่มีทัศนคติดังกล่าวจะเปิดเผยความรู้สึกของพวกเขาทั้งหมดต่อผู้รับบริการในชั่วโมงการบำบัดและอาจจะแบ่งปันเรื่องราวสำคัญกับผู้รับบริการของพวกเขา. อย่างไรก็ตาม ความสอดคล้องในตัวตนของผู้บำบัดไม่ได้หมายถึงการเปิดเผยปัญหาส่วนตัวของผู้บำบัดต่อผู้รับบริการในชั่วโมงการบำบัดหรือเปลี่ยนความสนใจในการบำบัดไปยังเรื่องของตนเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง.

ส่วนการยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขการที่ผู้บำบัดยอมรับผู้รับบริการในแบบที่พวกเขาเป็นทั้งหมดโดยปราศจากการประเมินหรือการตรวจสอบ และปราศจากไม่ยอมรับความรู้สึก การกระทำ หรือลักษณะนิสัยอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้รับบริการ. ผู้บำบัดสื่อทัศนคติดังกล่าวไปยังผู้รับบริการโดยการเต็มใจรับฟังโดยปราศจากการรบกวน กาตัดสิน และการให้คำแนะนำ. การทำเช่นนี้ช่วยสร้างบรรยากาศของการไม่คุกคามซึ่งผู้รับบริการจะรู้สึกเป็นอิสระในการสำรวจและแบ่งปันความรู้สึกที่เจ็บปวด ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ การปกป้องตนเอง และความรู้สึกที่ผิดปกติ โดยปราศจากความกังวลเกี่ยวกับการไม่ยอมรับของผู้รับการบำบัด.

ทัศนคติประการที่สามของผู้บำบัดคือ การเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (หรือการเข้าใจโดยมีความรู้สึกร่วมอย่างแท้จริง). ผู้บำบัดพยายามที่จะเข้าใจสถานการณ์ของผู้รับการบำบัดจากมุมมองของผู้รับการบำบัด แสดงความเข้าใจอารมณ์และไวต่อความรู้สึกของผู้รับบริการตลอดชั่วโมงของการบำบัด. ในระบบอื่นๆ ของการบำบัด การเข้าใจผู้รับบริการอย่างลึกซึ้งได้รับการพิจารณาว่าเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การบำบัดดำเนินต่อไป แต่ในการบำบัดแบบยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง การเข้าใจอย่างลึกซึ้งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการบำบัดโดยตัวมันเอง. วิธีการหลักในการถ่ายทอดการเข้าใจอย่างลึกซึ้งคือการฟังอย่างตั้งใจ (active listening) ซึ่งแสดงถึงความสนใจอย่างเอาใจใส่และอย่างรับรู้ถึงสิ่งที่ผู้รับบริการกำลังพูด. นอกเหนือจากเทคนิคพื้นฐานของการเป็นผู้ฟังที่ดี เช่น การสบตา การบำบัดแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลางยังมีเทคนิคพิเศษที่เรียกว่า การสะท้อนความรู้สึก (reflection) ซึ่งประกอบด้วยการทวนความ (paraphrasing) หรือสรุปความ (summarizing) สิ่งที่ผู้รับบริการพูด. เทคนิคนี้แสดงให้เห็นว่าผู้บำบัดฟังอย่างเอาใจใส่และฟังได้อย่างถูกต้อง และเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้รับบริการได้ตรวจสอบความคิดและความรู้สึกของตนเองจากการได้ยินผู้อื่นทวนซ้ำให้ฟัง. โดยปกติแล้ว ผู้รับบริการจะตอบสนองด้วยการอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคิดที่พวกเขาเพิ่งแสดงออกมา.

เป้าหมายหลักของการบำบัดแบบยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางคือ การเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเอง (self-esteem) และการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ. นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงที่การบำบัดรูปแบบนี้ช่วยให้เกิดขึ้นในผู้รับบริการ ได้แก่ การมีความสอดคล้องกันระหว่างอุดมคติของผู้รับบริการกับตัวตนที่แท้จริงเพิ่มมากขึ้น การเข้าใจตนเองดียิ่งขึ้น การลดการป้องป้องตนเอง ความรู้สึกผิด และความไม่มั่นคงในใจ การมีสัมพันธภาพกับผู้อื่นดีขึ้น และการมีความสามารถในการรับรู้และแสดงความรู้สึกในขณะที่มันเกิดขึ้นเพิ่มขึ้น. ในช่วงแรกเริ่มในทศวรรษ 1960 การบำบัดที่ยึดบุคคลเป็นศูนย์กลางอยู่ในกลุ่มเดียวกับกระแสแนวคิดที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ (human potential movement). รอเจอร์สรับเอาคำว่า “แนวทางที่ยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง” (person-centered approach) และ “วิถีแห่งชีวิต” (way of being) มาใช้ และเริ่มให้ความสำคัญกับการเติบโตงอกงามของบุคคล (personal growth) และการบรรลุความจริงแท้แห่งตน (self-actualization). นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้ริเริ่มการใช้กลุ่มสัมพันธ์ (encounter group) โดยดัดแปลงจากการฝึกอบรมการไวต่อความรู้สึก (sensitivity training หรื t-group) ซึ่งพัฒนาโดยเคิร์ท เลวิน (Kurt Lewin) (1980 – 1947) และนักวิจัยคนอื่นๆ ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝึกอบรมแห่งชาติ (National Training Laboratories) ในทศวรรษ 1950.

ในขณะที่การบำบัดแบบยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางได้รับการพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในแนวทางการบำบัดหลักๆ นอกเหนือจากจิตวิเคราะห์และการบำบัดพฤติกรรมและการรู้คิด (cognitive-behavioral therapy) แต่อิทธิพลของรอเจอร์เป็นที่รับรู้จากสถาบันสอนการบำบัดมากกว่าจากตัวตนของเขาเอง และแนวคิดและวิธีการที่เขาพัฒนาขึ้นถูกนำไปใช้ในรูปแบบการบำบัดแบบเลือกสรรวิธีการ (eclectic fashion) โดยผู้ให้คำปรึกษาและผู้บำบัดประเภทต่างๆ เป็นจำนวนมาก.

———-

สมภพ แจ่มจันทร์
นักจิตวิทยาการปรึกษา
Knowing Mind

ถอดความจาก The Gale Encyclopedia of Psychology หน้า 125

ที่มาของภาพ nypcrc.com

6 thoughts on “การบำบัดแบบยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง (Client-centered therapy)

  1. พอดีแวะมาเจอน่ะค่ะ
    อ่านแล้วก็สนุกดี พอดีว่า
    พรุ่งนี้จะสอบเรื่องนี้อยู่..

    กำลังเรียนป.ตรีpsychologyอะค่ะ
    ไม่ทราบว่าคุณเจ้าของบล๊อกจบด้านนี้มารึเปล่า
    เผื่อจะได้คุยกันได้ ^^

  2. ขอบคุณครับที่แวะมาอ่าน

    ตอนนี้ผมกำลังเรียนจิตวิทยาอยู่ครับ ในความหมายของ “การเรียน” จริงๆ เพราะหลายปีที่ผ่านมาที่ได้เรียนในมหาวิทยาลัย ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ผมไม่ค่อยรู้สึกว่าตนเองได้เรียนหรือตั้งใจเรียนจริงๆ เ่ท่าไหร่ พอจบออกมาแล้วเพิ่งเกิดความรู้สึกอยากเรียนรู้อยากขวนขวายด้วยตนเอง

    มีอะไรก็แวะมาคุยกันได้ครับ

  3. ผมมีความสนใจเกี่ยวกับจิตหรือสมองของคนเรา ถามเราสามารถรับรู้ความคิดของคนอื่นที่ตั่งใจคิดถึงเราได้หรือไม่ ท่ารับได้เราจะได้ยินเป็นเสียงหรือแบบใหนเคยมีการทดรองบ้างหรือเป่าว
    ผมมีความคิดว่าสมองของคนเราก็หมือนโทรศัพย์มีพลังงานมีคลื่นส่งแต่จะมีใครทีสามารถรับได้บ้าง ท่ามีคนรับได้คุณคิดว่าหน้าสนใจหรือไม่

  4. สวัสดีค่ะ พอดีว่ากำลังเรียนจิตวิทยาคลินิกอ่ะค่ะ แล้วกำลังเรียนถึงเรื่่องของการทำจิตบำบัดอยู่ค่ะ อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำจิตบำบัดแบบอิงทฤษฎีจิตวิเคราะห์มากเลยค่ะ ไม่ทราบว่าพอจะมีข้อมูลบ้างหรือเปล่าคะ

  5. กำลังจะสอบเรื่องนี้ พอดี…สาธุๆ ขอให้ความดีทั้งหมดที่เจ้าของกระทู้ได้ทำมา จงกลับไปหาคุณและครอบครัว…ตลอดกาลและตลอดไปเทอญ!

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s