ความรู้ กับ ความเข้าใจ

Field and sky.

ผมคิดว่าจุดมุ่งหมายหลักของการศึกษาจิตวิทยาคือการเข้าใจมนุษย์ ทั้งในด้านของจิตใจ (ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก) และพฤติกรรม หลังจากที่ศึกษาศาสตร์นี้มาหลายปี ผมเกิดคำถามขึ้นกับตนเองว่าสิ่งที่ผมได้รับเป็นเพียง “ความรู้” เกี่ยวกับมนุษย์ หรือ “ความเข้าใจ” ในความเป็นมนุษย์กันแน่

จากประสบการณ์ของผม เมื่อมีคนที่กำลังเป็นทุกข์นั่งอยู่ตรงหน้าและต้องการความช่วยเหลือ “ความรู้” เป็นสิ่งที่แทบจะไม่มีประโยชน์เลย หากผมมัวมานั่งทบทวนหลักการให้คำปรึกษาว่าต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างสัมพันธภาพ วางเป้าหมายในการให้คำปรึกษา ถามคำถามปลายเปิดให้ผู้รับการปรึกษาได้เล่าปัญหาของตนเอง ฯลฯ ผมคงไม่สามารถช่วยเหลือผู้ที่มาปรึกษาได้

“ความรู้” เกี่ยวกับมนุษย์เป็นสิ่งที่อยู่บนหน้ากระดาษ ซึ่งใครๆ ก็ศึกษาได้ และความรู้ประเภทนี้ก็มีเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่ว่ามันไม่มีประโยชน์ เพียงแต่มันไม่ช่วยให้เราเข้าใจมนุษย์อย่างแท้จริง “ความเข้าใจ” ในความเป็นมนุษย์เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งกว่านั้น ท่านติช นัท ฮันห์ ภิกษุชาวเวียดนาม กล่าวไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือ “ดวงตะวัน ดวงใจฉัน” (The Sun My Heart) ว่า:

คำว่า ‘เข้าใจ’ ในภาษาอังกฤษที่ว่า ‘comprehend’ ประกอบด้วยรากศัพท์ภาษาลาติน สองคำคือ ‘com’ (เข้ามาด้วยกัน) และ prehendere (หยิบหรือฉวย) ‘ความเข้าใจ’ จึงหมายถึง การเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมา และเราเข้าไปร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งนั้น

“ความเข้าใจ” จึงไม่ได้เป็นเพียงการเฝ้ามองหรือวิเคราะห์จากภายนอก แต่เป็นการรวมเป็นหนึ่งอันเดียวกับสิ่งนั้น หากเรายึดตนเองเป็น “ผู้สังเกต” ที่แยกตัวออกจาก “สิ่งที่ถูกสังเกต” เราก็จะไม่มีวันเข้าใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้เลย ดังนั้น การศึกษาเพื่อเข้าใจมนุษย์ของจิตวิทยาจึงหมายถึงการเข้าไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของตัวเรากับคนอื่นๆ

หากเราต้องการเข้าใจความทุกข์ของมนุษย์ เราอาจเริ่มต้นที่การมองความทุกข์ของตัวเราเอง อาจารย์ของผมกล่าวไว้ว่า “ความทุกข์ของมนุษย์แสดงออกในหลายลักษณะ แต่มีรากเดียวกัน” เมื่อต้องการรู้ว่าความทุกข์เป็นอย่างไร เราไม่ได้มองหา “ความรู้” เกี่ยวกับความทุกข์จากภายนอก แต่เราต้องมองเข้าไปข้างใน เมื่อให้เกิด “ความเข้าใจ” ในความทุกข์

หากเราต้องการเข้าใจปัญหาของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเรา เพียงแค่เราเปิดใจให้กว้างและเข้าไปสัมผัสกับความรู้สึกของเขา ไม่ต้องคิด ไม่มีการวิเคราะห์ ไม่มีหลักการหรือกฎเกณฑ์ใดๆ มีเพียงการ “อยู่” กับคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างเป็นหนึ่งเดียว “ความรู้” ไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่ “ความเข้าใจ” ต่างหากที่จะช่วยเยียวยาความทุกข์ของผู้คน

วิทยาศาสตร์สมัยใหม่กำลังเปลี่ยนฐานจากการศึกษาที่แยก “ผู้สังเกต” ออกจาก “สิ่งที่ถูกสังเกต” มาเป็นการศึกษาที่รวมเอา “ผู้สังเกต” และ “สิ่งที่ถูกสังเกต” เข้าด้วยกัน เนื่องจาก “สิ่งที่ถูกสังเกต” ไม่อาจดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระได้โดยปราศจาก “ผู้สังเกต” ดังนั้นการศึกษา “สิ่งที่ถูกสังเกต” เพียงอย่างเดียวเป็นการมองความจริงด้วยสายตาที่จำกัด และทำให้เราไม่อาจเข้าใจสิ่งที่เรากำลังศึกษาได้อย่างแท้จริง

การศึกษาจิตวิทยาเองก็เช่นกัน จากเดิมที่เป็นจิตวิทยาแบบศึกษาบุคคลอื่น (Third-person psychology) ปัจจุบันแนวโน้มของจิตวิทยาที่ศึกษาจากตนเอง (First-person psychology) กำลังเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่ม “ความเข้าใจ” ในความเป็นมนุษย์ มากกว่า “ความรู้”

———-

สมภพ แจ่มจันทร์
นักจิตวิทยาการปรึกษา
Knowing Mind

ที่มาของภาพ freepik.com

14 thoughts on “ความรู้ กับ ความเข้าใจ

  1. อย่างน้อยผมว่าความรู้ก็เป็นพื้นฐานที่จะทำให้เราเกิดความเข้าใจ เพียงแต่ว่าเราจะประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้รับนั้นอย่างไร…. รู้สึกว่าคุณจะเหนื่อย หาเวลาพักผ่อนบ้างนะครับ

  2. การเข้าใจ “ความทุกข์” ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนที่พยายามศึกษาเพื่อทำความเข้าใจ ไม่ใกล้ไม่ไกล ในฐานะชาวพุทธคนหนึ่ง ผมคงต้องอ้างถึง “พระพุทธเจ้า” ท่านอธิบายจุดกำเนิดแห่งความทุกข์และการจำกัดทุกข์ไว้ในหลักทีเรียกว่า “อริยสัจ 4” ซึ่งเกิดจากการเฝ้ามองและศึกษาความทุกข์ของท่านผ่านประสบการณ์ของตนเอง ไม่รู้ว่าจะเป็นการตอบคำถามคุณ WaNNisA หรือเปล่า แต่การจะเข้าใจความทุกข์ได้นั่น คงต้องเริ่มจาก “การสังเกต” ความทุกข์ของตนเอง ความทุกข์ของเราเป็นอย่างไร (ทุกขสัจจ์) อะไรเป็นรากฐานที่มาของความทุกข์ (สมุทัยสัจจ์) หากเราไม่เริ่มต้นที่การทำความเข้าใจความทุกข์ ก็คงไม่มีทางที่เราจะจัดการกับความทุกข์ของตนเองได้

    ส่วนคุณ mistersainum ขอบคุณนะครับสำหรับความเป็นห่วง(แบบประชดๆ ของคุณ) สิ่งที่คุณกล่าวมาผมเห็นด้วยทุกประการครับ แต่การที่คุณขึ้นต้นประโยคว่า “อย่างน้อย” มีนัยยะที่แสดงถึงความไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมนำเสนอ ผมไม่ได้กล่าวไว้ตรงไหนเลยนะครับว่าความรู้เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและไม่มีประโยชน์ แน่นอนครับ ความรู้(บางอย่าง)เป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดความเข้าใจ แต่ความเข้าใจไม่จำเป็นต้องเกิดจาความรู้เสมอไป

    ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนนะครับ

  3. ซือเจ๊อ่านข้อความข้างตน โดยที่ยังไม่ได้อ่าน comment ของท่านอื่นๆก็รู้สึกว่า มันเป็นไปตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเหมือนกันนะเนียะ แต่พอมาอ่านความคิดเห็นของเจ้าของ Blog ก็เป็นอันว่าเข้าใจตรงกัน อิอิ😛 แต่สิ่งหนิ่งที่อยากจะถามคือ
    การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทุกข์ที่บอกว่าเข้าไปรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น แทนที่จะเป็นแค่เพียงการรับรู้หรือรับฟัง มันจะไม่ทำให้คนที่ได้ชื่อว่าผู้สังเกตเป็นทุกข์ไปด้วยหรือคะเนียะ ฟังดูท่าทางเครียดทีเดียวเลย ซึ่งถ้าทำตามนี้ซือเจ๊ว่ามันขัดหลักการของพระพุทธศาสานาข้อที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ในกรณีนี้ถ้าเกิดว่าใครเกิดทุกข์แล้วต้องวิ่งหาคนอื่นเพื่อช่วยปลดเปลื้องทุกข์ให้อยู่ตลอด ไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากห้วงทุกข์นั้นได้ มันไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะปัญหาของใครคนนั้นย่อมรู้สาเหตุของปัญหาได้เป็นอย่างดีที่สุด ขึ้นอยู่กับว่าเค้าจะมีวิธีการจัดการกับปัญหานั้นอย่างไร ถ้าเค้ามีสติ เค้้าจะเกิดปัญญา เมื่อเกิดปัญญาก็จะรู้วิธีแก้ไขปัญหาให้ทุเลาเบาบางลงไปได้ และวิธีที่ยั่งยืนถาวรที่สุดก็คือ การวิปัสนากรรมฐาน เพื่อฝึกทำสมาธิ สังเกตกิริยาอาการ สังเกตจิตใจตนเองอย่างคนมีสติ เมื่อมีสติก็จะเกิดปัญญาเมื่อมีปัญญาก็จะแก้ไขปัญหาต่างๆได้ดี ยังไงซือเจ๊ก็ยังคิดว่าปัญหาทุกปัญหามีทางออกเสมอ และคนที่จะเข้าใจปัญหาและสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุดก็คือ เจ้าของปัญหานั่นเองคะ😛

  4. ผมว่าคุณซือเจ๊เข้าใจคำว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ผิดเพี้ยนไปสักหน่อยนะครับ

    การที่พึ่งตนเอง ไม่ได้หมายความว่า “พึ่งคนอื่นไม่ได้” เอาง่ายๆ นะครับ คุณซือเจ๊ลองคิดดูว่าชีวิตของคุณทุกวันนี้คุณต้องพึ่งพาอะไรบ้าง คำตอบก็คือ เยอะแยะไปหมด ใกล้ๆ ตัวก็คือ อาหาร ข้าวที่คุณกินอยู่ทุกวันนี้ คุณก็ต้องพึ่งชาวนาที่เขาปลูกข้าว ผักที่คุณกินเข้าไปก็มาจากเกษตรกรที่เขาปลูกผัก ฯลฯ

    กลับมาที่เรื่อง “ทุกข์” ในหลัก “อริยสัจ 4” หนทางที่จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์คือ “มรรค8” และส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราดำเนินตามมรรค 8 ได้ก็คือ การได้รับคำแนะนำ หรือการกระตุ้นเตือนจาก “ปรโตโฆษะ” หรือ เสียงจากภายนอก (เสียงจากภายในคือ “โยนิโสมนสิการ”) ซึ่งก็คือ “กัลยานมิตร” หรือมิตรที่ดีนั่นเอง การที่คนมีปัญหามาปรึกษาคุณ คุณเองก็เปรียบเสมือน “กัลยานมิตร” ที่ช่วยเหลือให้เขาหลุดพ้นจากความทุกข์(ณ ขณะนั้น) อาจจะโดยการแนะนำ ชี้แนะ หรืออยู่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ก็แล้วแต่

    สรุปก็คือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” เป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่า “พึ่งคนอื่นไม่ได้” ผมว่าต้องแยกให้ออกระหว่าง “การพึ่งผู้อื่น” กับ “การมัวแต่พึ่งผู้อื่น” นะครับ และไม่เสมอไปครับที่เจ้าของปัญหาจะเข้าใจปัญหาและแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุด ถ้าเรื่องมันง่ายๆ แบบนี้ จำนวนผู้ป่วยจิตเวชในประเทศไทยคงไม่สูงอย่างทุกวันนี้ (ขนาดที่ว่าคนไทยไม่ค่อยนิยมไปปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาแล้วนะครับ หากนับกันจริงๆ ตัวเลขผู้ที่มีปัญหาทางจิตคงจะสูงกว่านี้อีก)

  5. ผมจะแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งของประโยคที่คุณใช้นะครับ

    ประเด็นแรก คุณซือเจ๊บอกว่า “ส่วนข้อสรุป ที่ว่าไม่เสมอไปที่เจ้าของปัญหาจะเข้าใจปัญหาและแก้ไขได้ดีที่สุด ซือเจ๊คิดว่าเค้ารู้และเข้าใจเป็นอย่างดีแต่มันอยู่ที่ว่าเค้าจะเข้มแข็งและกล้ายอมรับมันหรือเปล่า…”

    การที่ “ไม่แข้มแข็ง” และ “ยอมรับไม่ได้” กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง นั่นแหละครับที่เรียกว่า “ไม่เข้าใจปัญหา” และในสภาวะนั้นก็คือ “พึ่งตนเองไม่ได้” (เพราะจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้) คุณพูดเหมือนกับว่าการทำให้ตนเองเข้มแข็งและกล้ายอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างนั้นแหละ (เค้ารู้และเข้าใจเป็นอย่างดี แต่มันอยู่ที่ว่า… ก็ไอ้ตรงที่ว่านี่แหละที่สำคัญ) ถ้า “เข้าใจเป็นอย่างดี” ทำไมจึง “เข้มแข็งและกล้ายอมรับ” ไม่ได้ คำว่า “เข้าใจเป็นอย่างดี” ของคุณหมายความว่าอย่างไรครับ

    ประเด็นต่อมา คุณซือเจ๊บอกว่า “คนทีป่วยทางจิต ไม่ไช่เพราะเค้าแก้ไขปัญหาเองไมได้ แต่เป็นเพราะจิตเขาอ่อนแอควบคุมจิตตัวเองไม่ได้ฟุ้งซ่านถ้ามีสติจะคุมอยู่ถ้าเขาควบคุมจิตใจตัวเองได้…”

    การที่ “ควบคุมจิตตัวเองไม่ได้” นันแหละครับ ที่เป็น “ปัญหา” และคนที่ไม่สามารถจัดการกับปัญหานี้ได้ก็เรียกว่า “แก้ปัญหาตัวเองไม่ได้” จึงต้องมีคนช่วยรักษาเขาไงครับ หรือคุณคิดว่าการรักษา ไม่ได้เป็น “การช่วยแก้ปัญหา” แต่เป็นการช่วยให้เขาควบคุมจิตตัวเองได้เฉยๆ

    สรุปแล้วที่โต้กันมาทั้งหมดนี้ เริ่มจากประโยคของคุณที่ว่า “ถ้าทำตามนี้ซือเจ๊ว่ามันขัดหลักการของพระพุทธศาสานาข้อที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” คำว่า “ทำตามนี้” ที่คุณหมายถึงก็คือ การช่วยเหลือผู้ที่เป็นทุกข์ (คุณใช้คำว่า “การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทุกข์” ซึ่งผมไม่ได้คำดังกล่าวในข้อเขียนเลย ลองกลับไปอ่านดูครับ) แต่ผมบอกว่า:

    …หากเราต้องการเข้าใจปัญหาของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเรา เพียงแค่เราเปิดใจให้กว้างและเข้าไปสัมผัสกับความรู้สึกของเขา ไม่ต้องคิด ไม่มีการวิเคราะห์ ไม่มีหลักการหรือกฎเกณฑ์ใดๆ มีเพียงการ “อยู่” กับคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างเป็นหนึ่งเดียว “ความรู้” ไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่ “ความเข้าใจ” ต่างหากที่จะช่วยเยียวยาความทุกข์ของผู้คน…

    ผมไม่เห็นว่าที่ผมเสนอข้างต้นจะขัดกับหลักการของพระพุทธศาสนาตรงไหน ผมไม่ได้บอกสักคำว่าให้ “ทุกข์” ไปกับคนที่เป็นทุกข์สักหน่อย (ดังทีคุณบอกว่า “มันจะไม่ทำให้คนที่ได้ชื่อว่าผู้สังเกตเป็นทุกข์ไปด้วยหรือคะ”)

    โต้กันมายืดยาว ไม่ได้มีเจตนาหาเรื่องหรือรบกวนให้ขุ่นเคืองใจนะครับ เพียงแต่ต้องการชี้แจงสิ่งที่ตนเองต้องการสื่อเท่านั้น

    ด้วยมิตรภาพ

  6. บางครั้งเราหลีกหนีความเจ็บปวดบาางอย่างไม่ได้ แต่เราจะกลับมาเผชิญความกลัวในตัวเราได้อย่างไร เราต้องปล่อยเชื้อเชิญให้ความคิดความกลัวผ่านมา แล้วแปรเปลี่ยนมันด้วย การภาวนา บางทีเราใช้ศิลปะ ปล่อยพลังงานลบๆ

  7. เมื่อเราต้องเผชิญกับคนทุกข์ที่พร้อมจะเอาเรื่องราวออกมาให้เรารับฟัง เรากำลังได้รับโอกาสในการลดเสียงภายในตัวเราเอง และหากมีเสียงตัดสินเรื่องราวต่างๆที่รับฟัง เราก็อาจจะต้องถามเข้าไปในเสียงนั้นว่า “มันทำให้เราเจอกับจุดด่างอะไรในโลกภายในของเรา” และหากมองให้เป็นเรื่องของรูปแบบพลังงาน เราจะเริ่มมองเห็นช่องทางในการเป็นผู้รับฟังที่ดี และใส่ใจด้วยทั้งเนื้อทั้งตัว “เสียงของเรา กับเสียงของภายนอก มีที่มาจากอดีตของเราทั้งนั้น”

  8. ต่ออีกนิดนะ เราชอบนะ เนื้อหาและประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น เพราะมันคือสิ่งที่เราต้องเผชิญกันทุกผู้ เมื่อเธอเห็นมันอย่างชัดเจนแบบนี้ เราชื่นชมนะ เราอยากฟังเรื่องราวที่เธอได้เผชิญด้วยจังเลย

    ขอบคุณอีกครั้งไว้ล่วงหน้า ถ้าหากมีเรื่องเล่าตามมา

  9. ขอบพระคุณมากกับข้อมูลความรู้ที่อธิบายได้ชัดเจน ขออนุโมทนาในความเข้าใจที่ลึกซึ้ง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s