หันหน้าเข้าหากัน: จุดเริ่มต้นแห่งการสร้างสรรค์โลกใบใหม่

ช่วงเวลาเกือบสามปีที่ผ่านมา ฉันมีโอกาสพูดคุยกับผู้คนจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการแสวงหาบางสิ่งบางอย่างในชีวิต การพูดคุยกับพวกเขาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ฉันกำลังศึกษา นั่นคือ “จิตวิทยาการปรึกษา” (Counseling Psychology)

จิตวิทยาการปรึกษาคืออะไร? ความหมายคร่าวๆ ของมันก็คือกระบวนการช่วยเหลือและเยียวยาผู้คนอย่างหนึ่งที่อาศัยการพูดคุยเป็นหลัก แต่นิยามที่ฉันคิดว่าสามารถสื่อความเป็นจิตวิทยาการปรึกษาได้ดีกว่าคือ “การพาคนจากที่มืดไปสู่ที่สว่าง” เมื่อผู้คนเป็นทุกข์เปรียบเสมือนพวกเขากำลังเดินอยู่ท่ามกลางโลกที่มืดมิด หน้าที่ของฉันและผู้ที่เรียนจิตวิทยาการปรึกษา ซึ่งเรียกตนเองว่า “Counselor” คือการนำทางผู้คนออกจากความมืดมนไปสู่ความสว่างไสวของชีวิต กระบวนการเพียงอย่างเดียวที่พวกเราใช้ก็คือ “การสนทนา” อาจารย์ของฉันบอกว่าหากเครื่องมือของหมอคือมีดผ่าตัด เครื่องมือของ Couselor ก็คือ “ถ้อยคำ” ที่จะช่วยเยียวยาและรักษาใจของผู้คน

เมื่อได้อ่าน “หันหน้าเข้าหากัน” ของมาร์กาเร็ต เจ. วีตเลย์ ฉันพบว่าสิ่งที่เธอเขียนและกำลังทำไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่ฉันและเพื่อนๆ กำลังทำอยู่ในตอนนี้ วีตเลย์บอกว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ หากเราเริ่มต้นกลับมารับฟังกันและกันอีกครั้ง สิ่งดีๆ หลายอย่างบนโลกเริ่มต้นจากการพูดคุยกันของคนเพียงไม่กี่คน เพียงแค่เราเริ่มต้นหันหน้าเข้าหากัน จากการเดินทางไปพูดคุยกับผู้คนจำนวนมากทั่วโลกที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น ผู้คนเหล่านั้นบอกกับเธอว่าทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อ “ฉันและเพื่อนๆ บางคนเริ่มพูดคุยกัน”

จากการที่ได้เข้าไปสัมผัสและพูดคุยกับผู้คนตลอดสามปีที่ผ่านมา ฉันรู้สึกถึงพลังของการพูดคุยที่สามารถก่อให้เกิดเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ อย่างน้อยก็เริ่มต้นที่ “จิตใจ” ของผู้คน ฉันเชื่อว่าคนทุกคนมีสิ่งที่ตนเองอยากพูด อยากบอก และอยากเล่าให้ผู้อื่นฟัง เพียงแต่ไม่มีโอกาสและวิธีการที่เหมาะสมในการถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ภายใน ทำให้การพูดคุยในชีวิตประจำวันของพวกเราเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตของเราเท่าใดนัก เราพูดคุยกันมากขึ้น แต่เรากลับเข้าใจกันน้อยลง นั่นเป็นเพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะคุย “อะไร” และคุยกัน “อย่างไร”

ใน “หันหน้าเข้าหากัน” วีตเลย์ แนะนำให้พวกเรารู้จักวิธีการที่พวกเราจะสนทนากัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่พวกเราจะนำมันไปสานต่อในวิถีทางของเราเอง หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกเป็นความเรียงสั้นๆ เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสนทนา ส่วนที่สองเป็นภาพวาดประกอบกับถ้อยคำสั้นๆ เพื่อให้ผู้อ่านไตร่ตรอง และส่วนที่สามเป็นบทเริ่มต้นสำหรับการสนทนา ซึ่งเป็นความเรียงสั้นๆ ของวีตเลย์ที่สามารถนำไปใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการพูดคุย สิ่งที่วีตเลย์เน้นย้ำในการสนทนาคือ

     เรายอมรับความเสมอภาคระหว่างกัน

     เราพยายามที่จะสนใจใคร่รู้ในเรื่องราวของผู้อื่น

     เราตระหนักว่าเราต่างต้องการความช่วยเหลือจากกันและกันเพื่อเป็นผู้ฟังที่ดีกว่าเดิม

     เราพูดคุยกันให้ช้าลง เพื่อจะมีเวลาในการขบคิดและไตร่ตรอง

     เราระลึกว่าการพูดคุยเป็นวิธีการใช้ความคิดร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติของมนุษย์

     เราต้องตระหนักว่าอาจจะเกิดความสับสนวุ่นวายในการพูดคุยกันได้

ข้างต้นเป็นหลักการโดยรวมในการสนทนาของวีตเลย์ ฉันพอเข้าใจได้ว่าเป็นรูปแบบการสนทนาที่ไม่เป็นทางการมากนัก อาจเป็นการรวมตัวกันพูดคุยของกลุ่มเพื่อน คนที่ทำงานด้วยกัน หรือสมาชิกของชมรมและองค์กรต่างๆ เพื่อพูดคุยถึงประเด็นต่างๆ ร่วมกัน โดยมีคนหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการสนทนา ซึ่งค่อนข้างคล้ายคลึงกับงานที่ฉันและเพื่อนๆ กำลังทำอยู่

วิธีการหนึ่งที่ฉันและเพื่อนๆ ใช้ในการสนทนากับผู้คนเรียกว่า “กลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยา” (Group Counseling) การสนทนาประกอบด้วยสมาชิก 8-10 คน โดยมีผู้นำกลุ่ม (Group Counselor) เป็นผู้เอื้ออำนวยการสนทนา ผ่านทางประเด็นต่างๆ ที่ต้องการชวนให้สมาชิกได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยน โดยแบ่งมิติของการสนทนาออกเป็น 4 มิติ คือ การเปิดเผยตนเองของสมาชิก (Disclosure) การมีปฏิสัมพันธ์กันของสมาชิก (Interaction) การงอกงามเติบโตของสมาชิก (Growth) และการแก้ไขปัญหาของสมาชิก (Counseling) ซึ่งมิติทั้ง 4 สอดประสานกันอยู่ในการสนทนา

หนังสือของวีตเลย์เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่พวกเราจะใช้เป็นแบบอย่างในการดำเนินการสนทนากับคนรอบข้าง ภายในเล่มเธอได้บอกเล่าประสบการณ์ในการนำวิธีการสนทนาดังกล่าวไปใช้กับผู้คน และเชิญชวนให้พวกเรา “กล้า” ที่จะเริ่มต้นเปิดประเด็นสนทนากับคนรอบข้างเรา

การสนทนามีหลายหลายรูปแบบด้วยกัน นอกจากการสนทนาในแบบของวีตเลย์แล้ว ฉันรู้มาว่า “สถาบันขวัญเมือง” เชียงรายก็ใช้วิธีการสนทนารูปแบบหนึ่งทีเรียกว่า “สุนทรียสนทนา” (Dialogue) ซึ่งเป็นแนวคิดของเดวิด โบห์ม (David Bohm) ฉันไม่รู้รายละเอียดของวิธีการนี้ แต่โดยหลักการแล้วคิดว่าเป็นการพูดคุยกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันและกันอย่างแท้จริง

หนังสือเล่มนี้ช่วยยืนยันความเชื่อของฉันในงานที่ฉันกำลังทำ ฉันเชื่อเหมือนกันวีตเลย์ว่าการสนทนาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง แม้ว่าวิธีการที่ฉันกับเธอหรือคนอื่นๆ ใช้จะแตกต่างกัน แต่แก่นแท้แล้วสิ่งที่เราต้องการเห็นเหมือนกันก็คือ ความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นของการอยู่ร่วมกันของผู้คนในสังคม

เพียงแค่เราหันหน้าเข้าหากันและเริ่มต้นสนทนา

2 thoughts on “หันหน้าเข้าหากัน: จุดเริ่มต้นแห่งการสร้างสรรค์โลกใบใหม่

  1. ชื่นชมคุณนะที่ให้ความสนใจกับเรื่องการสนทนา อยากแนะนำเว็บไชค์ของพวกเรา http://www.wongnamcha.com พวกเราใช้กระบวนการไดอะล๊อกเป็นสื่อให้ผู้คนค้นหาความรู้ที่อยู่ในเนื้อในตัวเอง แล้วนำกลับมาใช้จริง การเปลี่ยนแปลงด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ และสังฆะที่ร่วมเรียนรู้ฝึกฝนทั้งโลกภายในและโลกภายนอก มาร่วมสืบค้นว่า
    เราไม่รู้ว่า “เราไม่รู้”
    เรารู้ว่า “เราไม่รู้อะไรบ้าง”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s