เมื่อความปกติกลายเป็นความผิดปกติ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ with tags , , , on เมษายน 14, 2014 by blackdogsworld

“หากความปกติและความไม่ปกติมีอยู่จริง คำถามก็คือเราจะรู้ได้อย่างไร?”

นี่คือประโยคแรกในรายงานเรื่อง On Being Sane In Insane Places ในปี ค.ศ. 1973 ของเดวิด โรเซนฮาน ที่สั่นสะเทือนวงการจิตเวชในยุคนั้น ผลของรายงานฉบับนี้ทำให้การวินิจฉัยโรคของจิตแพทย์ถูกตั้งคำถามถึงความเที่ยงตรง ว่าแท้จริงแล้วเป็นการทำงานตามหลักการ หรือเป็นเพียงสามัญสำนึกและอคติ

รายงานดังกล่าวมีทั้งผู้ที่ให้การยอมรับและผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูล อย่างไรก็ตาม นี่คืองานที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ช่วยพัฒนาระบบการคัดกรองความผิดปกติทางจิต คอลัมน์กลับสู่อนาคต ในวารสารจิตฉบับนี้ จะพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักการทดลองอันลือลั่นของเดวิด โรเซนฮาน ที่สั่นคลอนความน่าเชื่อถือของการวินิจฉัยทางจิตเวช

โรเซนฮานทำการทดลองโดยส่งผู้ป่วยหลอกจำนวน 8 คน เข้าไปยังโรงพยาบาลจิตเวช 12 แห่ง ใน 5 รัฐ ผู้ป่วยหลอกแสร้งแสดงว่าหูแว่ว ได้ยินเสียงคนพูดกับตัวเองว่าว่างเปล่า (empty) กลวง (hollow) หรือได้ยินเสียงตุ๊บตั๊บ (thud) (เสียงเหล่านี้ไม่ค่อยชัดเจนนัก) ผู้ป่วยทุกคนแสดงอาการเพียงแค่นี้เท่านั้น ในส่วนประวัติอื่นๆ ที่เหลือนั้นไม่บ่งชี้ความผิดปกติใดๆ ผลปรากฏว่า ผู้ป่วยเกือบทุกคนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “โรคจิตเภท” (schizophrenia)

เมื่อถูกรับเข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวชแล้ว โรเซนฮานให้ผู้ป่วยหลอกทำตัวเหมือนคนปกติ และพยายามบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าตนเองหายดีแล้ว แต่ก็ไม่มีบุคลากรของโรงพยาบาลใดจับได้เลยว่าผู้ป่วยเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ป่วยจริง ระยะเวลาที่ผู้ป่วยหลอกเข้ารับการรักษา น้อยสุดคือ 7 วัน และมากสุดคือ 52 วัน (นอกจากได้พิสูจน์สมมติฐานแล้ว ผู้ป่วยหลอกยังได้ประสบการณ์ในโรงพยาบาลจิตเวชมาเต็มๆ)

สิ่งที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ ในขณะที่บุคลากรของโรงพยาบาลไม่รู้ว่ามีผู้ป่วยหลอกอยู่ในโรงพยาบาล แต่ผู้ป่วยจิตเวชบางส่วนในโรงพยาบาลกลับรู้เรื่องนี้ ผู้ป่วยจริงบางคนเชื่อว่าผู้ป่วยหลอกเป็นนักข่าวหรือไม่ก็เป็นศาสตราจารย์ปลอมตัวเข้ามา หรือไม่ก็เป็นคนมาตรวจสอบโรงพยาบาล

ด้วยอคติของบุคลากรของโรงพยาบาลที่มองว่า ผู้ที่อยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช ยังไงก็ต้องมีความผิดปกติวันยังค่ำ ทำให้พวกเขามองไม่เห็นความปกติที่แสดงออกมา ทั้งๆ ที่ผู้ป่วยตัวปลอมไม่ได้แสดงทีท่าผิดปกติใดๆ ซ้ำยังบอกว่าตนเองหายดีแล้ว

การทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่า “บริบท” มีความสำคัญอย่างยิ่งทีเดียวสำหรับการตัดสินว่าอะไรคือ “ความปกติ” หรือ “ความผิดปกติ” ซึ่งทำให้เราเกิดอคติและมองข้ามความสำคัญของรายละเอียดอื่นๆ ที่ควรพิจารณาไป

หากคุณคิดว่านี่เป็นการไม่ยุติธรรมต่อบรรดาบุคลากรของโรงพยาบาล เพราะผู้ป่วยตัวปลอมจงใจหลอกว่ามีความผิดปกติตั้งแต่แรก ทำให้พวกเขาไม่เฉลียวใจเพราะคงไม่คิดว่าจะมีใครเล่นพิเรนทร์ปลอมตัวมาหลอกว่าเป็นคนบ้า เรามาดูอีกหนึ่งการทดลองของโรเซนฮานที่ทำต่อเนื่องกัน

คราวนี้โรเซนฮานแจ้งไปยังบุคลากรฝ่ายต่างๆ ของโรงพยาบาล ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล จิตแพทย์ นักจิตวิทยา และเจ้าหน้าที่ ว่าเขาจะส่งผู้ป่วยหลอกไปยังโรงพยาบาล ในช่วงใดช่วงหนึ่งในเวลา 3 เดือน นับจากนี้ และให้พวกเขาเหล่านี้หาให้ได้ว่าใครคือผู้ป่วยตัวปลอมที่ถูกส่งเข้าไป โดยให้คะแนนตั้งแต่ 1 คือเชื่อมั่นมากที่สุด ไปจนถึง 10 คือเชื่อมั่นน้อยที่สุด

ผลที่ออกมาน่าสนใจไม่แพ้การทดลองแรก ในช่วงเวลา 3 เดือนนั้น มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทั้งสิ้น193 คน บุคลากรอย่างน้อย 1 คนประเมินว่ามีผู้ป่วยจำนวน 41 คนที่เป็นผู้ป่วยหลอก มีผู้ป่วยจำนวน 23 คนถูกประเมินจากจิตแพทย์อย่างน้อย 1 คนว่าปลอมตัวมา และมีผู้ป่วยจำนวน 19 คน ถูกประเมินจากทั้งจิตแพทย์ 1 คนและบุคลากรอื่นๆ อีก 1 คนว่าเป็นผู้ป่วยหลอก ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว โรเซนฮานไม่ได้ส่งผู้ป่วยหลอกเข้าไปเลย!!!

ผลการทดลองข้างต้นตอกย้ำถึง “อคติ” ในการวินิจฉัยความผิดปกติของบุคลากรของโรงพยาบาลจิตเวชให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่เห็นกับผลการทดลองนี้ด้วยอาจจะโต้แย้งว่า การทดลองของโรเซนฮานทำขึ้นเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ในยุคสมัยที่ระบบการวินิจฉัยความผิดปกติทางจิตยังไม่สมบูรณ์ ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา ในยุคนั้น (ทศวรรษ 1970) การวินิจฉัยความผิดปกติยังอิงกับ DSM-II ซึ่งในปัจจุบันพัฒนามาจนถึง DSM-IV-TR และกำลังจะเป็น DSM-V ในปีหน้าแล้ว

อืม… ถ้างั้นเรามาดูการทดลองต่อไปนี้กัน

ลอเรน สเลเตอร์ (Lauren Slater) นักจิตวิทยาและนักเขียน ตัดสินใจทำการทดลองของเดวิด โรเซนฮาน ซ้ำอีกครั้ง โดยทำขั้นตอนเดียวกันทุกอย่าง เธอทำแบบเดียวกันในโรงพยาบาล 8 แห่ง แต่แน่นอนว่า ในยุคนี้ (ทศวรรษ 2000) ด้วยอาการเพียงเท่านี้ (ได้ยินเสียงว่า ว่างเปล่า กลวง หรือเสียงตุ๊บตั๊บ) สเลเตอร์ไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่าเป็น “โรคจิต” และต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลดังยุคก่อน แต่เธอถูกวินิจฉัยว่ามีอาการซึมเศร้าและจ่ายใบสั่งยาต้านซึมเศร้า (antidepressant) แทน

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ที่จริงแล้ว อาการของสเลเตอร์นั้นยังไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัยความผิดปกติใดๆ (คือมีความไม่ปกติบางอย่าง แต่ยังไม่ถึงขั้นชี้ชัดอะไรได้) และหากอาการที่ปรากฏไม่ชัดเจนเพียงพอต่อการวินิจฉัย แพทย์ก็ควรวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า “Deferred” หรืออนุโลมไปก่อน ว่ายังไม่ผิดปกติอะไร (บางคนเสนอว่าที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะแพทย์กลัวที่จะบอกว่าตนเอง “ไม่รู้” เลยต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง)

การทดลองของสเลเตอร์แสดงให้เราเห็นว่า อคติจากการวินิจฉัยความผิดปกติทางจิตนั้น ยังไม่หมดไปง่ายๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรพึงปฏิบัติคงไม่ใช่การล้มเลิกระบบการวินิจฉัยทั้งหมด เพราะมันเชื่อถือไม่ได้ หากคือการวินิจฉัยด้วยความระมัดระวัง เพราะอคติอาจจะลวงเราจากความจริง และทำให้ความปกติกลายเป็นความผิดปกติ และความผิดปกติกลายเป็นความปกติ

—–

เดวิด โรเซนฮาน (David Rosenhan) คือ นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ผู้นำด้านการประยุกต์ใช้วิธีการทางจิตวิทยาในกระบวนการตัดสินคดีความ เช่น การคัดเลือกคณะลูกขุน และการให้คำปรึกษาลูกขุน ปัจจุบันโรเซนฮานดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านกฎหมายและจิตวิทยา ที่มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด

เอดส์เป็นเรื่องของเราทุกคน

Posted in มารู้จักโรคเอดส์กันเถอะ with tags , , , on มีนาคม 26, 2014 by blackdogsworld

โรคเอดส์อาจเป็นโรคที่ฟังดูคุ้นหู คนไทยได้ยินชื่อโรคนี้มานาน นับตั้งแต่วันแรกที่เราพบผู้ป่วยโรคเอดส์ในประเทศไทย ก็เป็นเวลาเกือบ 30 ปีมาแล้ว

ปัจจุบันมีคนไทยที่ติดเชื้อเอชไอวีสะสมกว่า 1 ล้านคน และครึ่งหนึ่งเสียชีวิตไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่มักคิดว่าโรคเอดส์เป็นเรื่องที่ไกลตัวและไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตน โดยมองว่าโรคเอดส์เป็นเรื่องของคนบางกลุ่มเท่านั้น

แต่ที่จริงแล้ว โรคเอดส์อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด

ก่อนหน้านี้การแพร่ระบาดของโรคเอดส์พบในกลุ่มชายรักชาย ผู้ใช้ยาเสพติด และผู้ขายบริการทางเพศเป็นหลัก แต่ในเวลาต่อมาแนวโน้มการพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มอื่นมีมากขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลทางระบาดวิทยาของประเทศไทย พบว่ามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีในทุกเพศ ทุกวัย และหลากหลายสาขาอาชีพ

กลุ่มที่มีแนวโน้มของความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นก็คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน ที่มีอัตราการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเร็วขึ้น และมีการเปลี่ยนคู่นอนอย่างรวดเร็ว

โรคเอดส์เป็นเรื่องใกล้ตัวเนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนี้โรคเอดส์จึงเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องทำความเข้าใจโรคนี้อย่างแท้จริง เพื่อร่วมมือกันยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ และจัดการกับปัญหาโรคเอดส์ของประเทศไทยตามกำลังที่เรามี

โดยเริ่มต้นจากการยอมรับว่าโรคเอดส์เป็นเรื่องใกล้ตัวและเป็นเรื่องของเราทุกคน

มารู้จักโรคเอดส์กันเถอะ

Posted in มารู้จักโรคเอดส์กันเถอะ with tags , , , on มีนาคม 26, 2014 by blackdogsworld

2 ปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ทำงานที่องค์กรเอดส์แห่งหนึ่ง ทำให้มีความเข้าใจโรคร้ายชนิดนี้ขึ้นมากทีเดียว

ที่จริงแล้ว โรคเอดส์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และเชื้อเอชไอวีก็ไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ ดังที่หลายคนเข้าใจผิด

จากประสบการณ์ของผม พบว่าคนจำนวนมากยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหานี้ของสังคมไทย

ผมจึงคิดว่าตนเองน่าจะแบ่งปันความรู้จากการทำงานด้านนี้ให้กับเพื่อนๆ ที่เดินทางผ่านมายังบล็อกแห่งนี้ เผื่อบางทีมันอาจมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย หากวันหนึ่งบางท่านที่บังเอิญได้อ่านไปเกี่ยวข้องกับโรคนี้เข้า

ผมจะค่อยๆ ทยอยลงบทความที่ผมเขียนไว้ จำนวน 21 ตอน ในบล็อกแห่งนี้นะครับ

ขอเชิญติดตาม

สวัสดีครับ มีใครอยู่ที่นี่บ้าง

Posted in ในห้วงคำนึง on กุมภาพันธ์ 28, 2014 by blackdogsworld

ผมไม่ได้เข้ามาที่บล็อกแห่งนี้นานมาก นานจนจำรหัสผ่านไม่ได้กันเลยทีเดียว ลองเดาอยู่หลายรอบครับกว่าจะเข้ามาได้ เมื่อเข้า่มาแล้วทำให้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ในยุคสมัยที่เฟซบุ๊คยังไม่เป็นที่นิยม หากต้องการจะขีดเขียนอะไรก็อาศัยบล็อกนี่แหละครับเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดสิ่งที่คิด

มองดูวันที่โพสล่าสุดของตัวเอง ก็พบว่าเกิดขึ้นเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว นานทีเดียวเชียว ที่จริงก่อนหน้านั้นผมเองก็ค่อยๆ ห่างหายจากการโพสมาเป็นปีแล้ว แต่ก็ยังคงแวะเวียนมาบ้าง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ห่างหายไปนานที่สุด มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นกับชีวิตมากทีเดียวครับ เมื่อผมได้เข้ามาอ่านสิ่งที่เคยโพสไว้่อีกครั้ง ก็เหมือนกับว่าได้ทบทวนความคิด ความฝัน และตัวตนในอดีตของตัวเองอีกครั้ง

ผมไม่ได้ขีดเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมานานมากแล้ว ไม่อยากอ้างว่าเป็นเพราะภารกิจมากมายในชีวิต แต่คงเป็นเพราะไม่ได้ใช้เวลานั่งครุ่นคิดเหมือนในอดีตมากกว่า เมื่อวันนี้เข้ามาเยี่ยมเยียนบ้านหลังเก่า เลยถือโอกาสขีดเขียนอะไรสักหน่อย โดยสื่อสารกับท่านทั้งหลายที่บังเอิญหลงทางผ่านมานี่ล่ะครับ ผมดูสถิติพบว่า ยังคงมีคนแวะเวียนมาที่บล็อกแห่งนี้อยู่เรื่อยๆ ทีแรกคิดว่าคงไม่น่ามีแล้วล่ะ เพราะไม่ได้อัพเดทเนื้อหาสาระอะไรเลย บางท่านมีคอมเมนต์ทิ้งไว้ด้วย แต่ก็เพิ่งได้อ่าน ต้องขออภัยจริงๆ ครับ

จำนวนผู้เข้ามาเยี่ยมชมในแต่ละวัน แม้ไม่ได้มากมายหลายร้อยหลายพัน แต่ก็ทำให้ผมเกิดแรงฮึด อยากกลับมาขีดเขียนอะไรอีกครั้ง เริ่มต้นจากคำทักทายถึงทุกท่านในโพสนี้แล้วกันครับ

สวัสดีครับ มีใครอยู่ที่นี่บ้าง เข้ามาทักทายกันหน่อยครับ

๒๗ กุมพาพันธ์ ๒๕๕๗

เรื่องวุ่นๆ ของแบบทดสอบรอร์ชาค กับ ความท้าทายของวิชาชีพจิตวิทยา

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ with tags , on เมษายน 9, 2012 by blackdogsworld

หลายสัปดาห์ก่อน อาจารย์ท่านหนึ่งที่เคยสอนผมตอนปริญญาตรีโทรมาหา ผมค่อนข้างแปลกใจพอสมควรที่ท่านโทรมา ท่านเริ่มต้นทักทายด้วยการถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ก่อนจะเข้าเรื่องที่เป็นเหตุให้ท่านโทรมา

ท่านบอกว่าบทความที่ผมเคยเขียนเกี่ยวกับแบบทดสอบรอร์ชาคนั้นมีปัญญาบางอย่าง สมาคมนักจิตวิทยาคลินิกไทยมีความกังวลใจเกี่ยวกับแบบทดสอบชิ้นนี้ ที่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแบบทดสอบและภาพบางภาพจากแบบทดสอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่นักจิตวิทยากังวลมากหากมีการเผยแพร่แบบทดสอบมาตรฐานที่ใช้กันอยู่ ทางสมาคมจึงอยากให้ติดต่อกับผู้เผยแพร่เพื่อนำบทความชิ้นนี้ออกจากเว็บไซต์

แม้ผมจะไม่เห็นด้วย เนื่องจากบทความที่ผมเผยแพร่นั้น ผมถอดความจากสารานุกรมทางจิตวิทยาเล่มหนึ่งมา ขึ้นชื่อว่าสารานุกรม ก็บ่งบอกอยู่แล้วว่า เนื้อหาในนั้นเป็นความรู้ทั่วๆ ไปที่ใครๆ ก็อ่านได้ บทความรอร์ชาคที่ผมนำมาจากสารานุกรมเล่นนี้ก็ไม่ได้มีรายละเอียดเชิงลึกใดๆ เลย นำเสนอแต่เพียงภาพกว้างๆ ของแบบทดสอบรอร์ชาคเท่านั้น ซึ่งจะว่าไปใครๆ ก็สามารถหามาอ่านได้ ส่วนภาพที่ผมนำมาประกอบ ก็มาจากอินเตอร์เน็ตที่มีการเผยแพร่กันอย่างแพร่หลายในเมืองนอก

แต่เอาเถอะ ในเมื่ออาจารย์ร้องขอมา ผมก็ยินดีทำตาม แม้จะไม่เห็นด้วย ผมเคารพอาจารย์ แต่รู้สึกผิดหวังในสมาคมนักจิตวิทยาคลินิกไทย ผมไม่เข้าใจว่าพวกเขาจะกังวลอะไร ในเมื่อบทความชิ้นนี้ไม่ได้มีรายละเอียดเชิงลึกใดๆ แม้แต่น้อย คนอ่านอ่านแล้วก็ไม่มีทางเข้าใจการแปลผลอยู่ดี หรือหากพวกเขาอยากเข้าใจจริงๆ เว็บไซต์เมืองนอกก็มีสิ่งเหล่านี้เผยแพร่อยู่เป็นจำนวนมาก

วันนี้ (9 เม.ย. 55) ผมเข้า wikipedia เปิดหาข้อมูลเกี่ยวกับแบบทดสอบรอร์ชาค พบข้อมูลที่น่าตกใจมากว่า แบบทดสอบรอร์ชาคมีการเผยแพร่ออกสู่สาธารณะตั้งแต่ปี 1983 ในหนังสือ Big Secret โดยนักเขียนที่ชื่อ William Poundstone แต่นั่นก็ยังเผยแพร่อยู่ในวงจำกัด จนกระทั่งในปี 2009 Dr.James Heilman ได้นำภาพทั้ง 10 ภาพ พร้อมกับรายละเอียดของการแปลผลมาเผยแพร่ใน wikipedia ทำให้แบบทดสอบรอร์ชาคไม่เป็นความลับอีกต่อไป เพราะใครๆ ที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ ก็สามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับแบบทดสอบนี้ได้

การกระทำของ Dr.Heilman ก่อให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งในแง่กฎหมายและในแง่ของจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ในแง่กฎหมายนั้น ลิขสิทธิ์ของแบบทดสอบรอร์ชาคอาจจะหมดลงไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถฟ้องร้องได้ เนื่องจาก Hermann Rorschach ผู้คิดค้นแบบทดสอบนี้เสียชีวิตไปเกิน 70 ปีแล้ว ทำให้ใครๆ ก็นำแบบสอบนี้มาใช้ประโยชน์ได้ แต่ในแง่จรรยาบรรณยังมีข้อโต้แย้งมากมาย ในมุมมองของ Dr.Heilman เขาเชื่อว่าแบบทดสอบนี้ควรจะได้รับการตรวจสอบในวงกว้างถึงความถูกต้องและเที่ยงตรงของมัน

ผมขอขยายความเพิ่มเติมแล้วกันครับ เนื่องจากแบบทดสอบรอร์ชาคเป็นแบบทดสอบชนิดโปรเจคทิฟ (projective test) ทำให้ต้องอาศัยการตีความจากผู้แปลผล ซึ่งเกิดความคลาดเคลื่อนและอคติได้ง่าย อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาเชื่อว่าแม้จะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่แบบทดสอบรอร์ชาคก็ยังมีประสิทธิภาพอยู่ แต่ Dr.Heilman ไม่คิดเช่นนี้ เขาเชื่อว่านักจิตวิทยาที่ออกมาโต้แย้งเขาเป็นเพียงการปกป้องวิชาชีพตัวเองเท่านั้น โดยการทำให้เรื่องนี้เป็นความลับต่อไป ดังนั้นสิ่งที่ Dr.Heilman เรียกได้ว่าเป็นการท้าทายวิชาชีพจิตวิทยาอย่างรุนแรง

การโต้แย้งกันในเรื่องนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ ครับ เพราะมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ตอนนี้เว็บไซต์จำนวนมากมีการนำข้อมูลเรื่องนี้จาก wikipedia ไปเผยแพร่ นักจิตวิทยาแต่ละประเทศคงต้องทำงานหนักกันมากทีเดียว หากคนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลเรื่องนี้ได้ เพราะนั่นหมายความว่าประสิทธิภาพและความเที่ยงตรงของแบบทดสอบรอร์ชาคจะลดน้อยลงไปอีก (จากเดิมที่อาจจะน้อยอยู่แล้ว)

โดยส่วนตัว แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับการเผยแพร่แบบทดสอบมาตรฐานของนักจิตวิทยา (อย่างน้อย ผมก็ยึดถือจรรยาบรรณก็ระบุเรื่องนี้ไว้อยู่บ้าง) แต่ผมก็เห็นด้วยว่า ถึงเวลาแล้วที่จะมีการสังคยนาแบบทดสอบที่สร้างขึ้นมาร่วมๆ 100 ปี ดังเช่นกรณีของรอร์ชาคกันเสียใหม่ ผู้ที่อ้างถึงความเสียหายจากการเผยแพร่แบบทดสอบรอร์ชาคออกสู่สาธารณะ ก็ควรคำนึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความไม่มีมาตรฐานในการแปลผลแบบทดสอบนี้ด้วยเช่นกัน บางทีเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องประโยชน์ของคนไข้ที่ต้องถูกทดสอบด้วยแบบทดสอบนี้อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการรักษาสถานะและอำนาจทางวิชาชีพจิตวิทยาอีกด้วย

หากสมาคมนักจิตวิทยาคลินิกไทยรู้เรื่องนี้ (ซึ่งผมคาดว่าพวกเขาน่าจะรู้?) กรณีของผมคงกลายเป็นเรื่องเด็กๆ ไปเลย พวกเขาจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้คนไทยเข้าถึง wikipedia หรือเว็บไซต์อื่นๆ

ผมบอกได้เลยว่า ไม่มีทาง

ข้อมูลเพิ่มเติม

สมภพ แจ่มจันทร์

ท่ามกลางกระแสน้ำ(ลาย)

Posted in ในห้วงคำนึง with tags , , on พฤศจิกายน 6, 2011 by blackdogsworld

ท่ามกลางกระแสน้ำที่ท่วมท้นในหลายพื้นที่ราวหนึ่งในสามของประเทศไทย ผมสังเกตว่าสิ่งที่ท่วมท้นไม่แพ้กันก็คือกระแสน้ำลายที่พัดพาข่าวลือมากมายลอยล่องเหนือผืนน้ำไม่แพ้เศษปฏิกูล ในฐานะนักจิตวิทยา คำถามที่สำคัญสำหรับผม พอๆ กับคำถามที่ว่าน้ำท่วมปีนี้เกิดจากอะไร คือคำถามที่ว่า ข่าวลือเกิดขึ้นได้อย่างไร

“ข่าวลือ” หมายถึง ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจริงหรือเท็จพอๆ กัน ผมเชื่อว่าคนเราไม่ชอบอยู่กับความไม่รู้ เราจึงมักหาคำอธิบายเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ รอบตัว ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงเรื่องสำคัญในชีวิต  และข่าวลือก็เริ่มต้นขึ้นตรงนี้เอง

ข่าวลือเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่คลุมเครือ กำกวม และไม่ชัดเจน เมื่อมีข้อมูลบางอย่างที่สามารถขจัดความพร่ามัวของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้หมดไป ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะเป็นความจริงหรือไม่ เราก็พร้อมที่จะรับเอาข้อมูลนั้นๆ ไว้ก่อน หากมันสอดรับกับความเชื่อบางอย่างของเรา เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและหลุดพ้นจากสภาวะของความไม่รู้ ในขณะเดียวกัน เราก็พร้อมที่จะปฏิเสธข้อมูลบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อของตนเองหรือเป็นข้อมูลที่มาจากฝ่ายตรงข้าม

เมื่อเรารับเอาข่าวลือเข้ามาเพื่อตอบคำถามบางอย่างในใจตนเองแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการส่งต่อข่าวลือ แน่นอนว่า เราย่อมส่งต่อข่าวลือที่เราเชื่อว่าเป็นความจริง แต่ก็เป็นไปได้ว่าการส่งข่าวลืออาจเป็นมากกว่าแค่การหาคำอธิบายให้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะข่าวลืออาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามก็เป็นได้ คนบางกลุ่มอาจจะเผยแพร่ข่าวลือที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จออกไปเพื่อหวังผลบางอย่าง

สถานการณ์น้ำท่วมของประเทศไทย มีความคลุมเครือ กำกวม และไม่ชัดเจนหลายประการ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดข่าวลือจำนวนมากจากหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันและฝ่ายที่คิดว่าตัวเองเป็นกลาง ข่าวลือที่แพร่สะพัดมาพร้อมกับกระแสน้ำมีทั้งข่าวลือที่พอจะมีความเป็นไปได้ และข่าวลือที่ไร้เหตุผลจนไม่น่าจะมีใครเชื่อ (แต่ก็มีคนเชื่อมากมายจนน่าเหลือเชื่อ!)

สำหรับคนบางกลุ่ม ข่าวลือได้กลายเป็นความจริงสำหรับพวกเขาโดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ ไม่ว่าข่าวลือนั้นจะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด หรือมีความสมเหตุสมผลเพียงใด นอกจากนี้ คนบางกลุ่มพร้อมที่จะเชื่อข่าวลือในแง่ลบทุกอย่างเกี่ยวกับฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับตนเองอยู่แล้ว และพร้อมที่จะแพร่กระจายข่าวลือนั้นอย่างฉับพลันทันทีโดยปราศจากการยั้งคิด ประตูระบายน้ำของพวกเขาเปิดอ้าซ่าให้ข่าวลือที่เชี่ยวกราดไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว เป็นไปได้ว่ากระแสข่าวลืออาจไหลไปไวกว่ากระแสน้ำเสียอีก

ผมคิดว่าข่าวลือที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหา เพราะเป็นธรรมชาติของสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ยังไงคนเราก็ต้องหาคำตอบให้กับคำถามที่เกิดขึ้น (ทำไมปีนี้น้ำจึงท่วมหนัก น้ำจะมาถึงบ้านเราตอนไหน เมื่อไหร่น้ำจะลด ฯลฯ) แต่ปัญหาคือ การปักใจเชื่อข่าวลืออย่างหน้ามืดตามัวด้วยอคติภายในใจของเราเอง ทำให้เราเลือกรับรู้ข้อมูลบางอย่างและปฏิเสธข้อมูลบางอย่างโดยปราศจากการพิสูจน์ ไม่ว่าจะเป็นการพิสูจน์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์หรือพิสูจน์ด้วยความสมเหตุสมผลเชิงตรรกะก็ตาม

ลำพังแค่เผชิญกับปัญหาน้ำท่วมก็ทำให้คนจำนวนมากทุกข์ร้อนแสนสาหัสอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เราต้องเผชิญกับปัญหาข่าวลือไปพร้อมๆ กัน หากจะมีคำแนะนำอะไรสักอย่างจากผม ในฐานะนักจิตวิทยาคนหนึ่งที่กำลังตกอยู่ท่ามกลางกระแสข่าวลือรอบด้านไม่ต่างจากคนอื่นๆ ผมขอแนะนำว่า เราควรพิจารณาให้รอบคอบในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารใดๆ โดยเฉพาะข่าวลือ ก่อนที่เราจะเชื่อหรือปฏิเสธ ขอให้พึงตระหนักว่าข่าวลือคือสิ่งที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นทางการ (ถ้ามันได้รับการพิสูจน์แล้ว มันก็จะกลายเป็นข้อเท็จจริง) โปรดอย่าเพิ่งรีบปักใจเชื่อและเผยแพร่ต่อเมื่อข่าวลือนั้นมาจากฝ่ายที่เราเห็นด้วย และโปรดอย่าเพิ่งด่วนปฏิเสธความเป็นไปได้หากว่ามันมาจากฝ่ายตรงข้าม ใช้เวลาในการไตร่ตรองและใคร่ครวญเกี่ยวกับมันสักหน่อย

บางที เรื่องบางเรื่อง เราอาจจะไม่มีความรู้พอที่จะไปพิสูจน์ความจริงเท็จของมัน แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่พิสูจน์ได้แน่ๆ ก็คือ การเชื่อหรือการปฏิเสธข้อมูลใดๆ ของเราเกิดจากอคติภายในใจของเราเองใช่หรือไม่

๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

จิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่

Posted in จิ(ต)ปาถะ with tags , , , , , on กันยายน 16, 2011 by blackdogsworld

คำถามที่ว่า ‘จิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่’ ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ดังนั้นเราอาจเริ่มต้นที่การพิจารณาว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร วิทยาศาสตร์คือวิธีการหาคำตอบเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาธรรมชาติโดยตรง ซึ่งเริ่มต้นจากการสังเกตอย่างเป็นระบบ ต่อมานำสิ่งที่สังเกตได้มาจัดประเภท และสุดท้ายคือการอธิบายสิ่งที่สังเกตได้ ดังนั้นอาจจะสรุปได้ว่าวิทยาศาสตร์มีองค์ประกอบ 2 อย่าง หนึ่งคือ การสังเกตอย่างเป็นระบบ และสองคือ ทฤษฎี

สิ่งที่ทำให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพคือ การนำแนวคิดประจักษ์นิยม (empericism) มารวมกับเหตุผลนิยม (rationalism) โดยนักเหตุผลนิยมเชื่อว่าความรู้ได้มาจากการใช้เหตุผล ส่วนนักประจักษ์นิยมเชื่อว่าความรู้ได้มาจากประสาทสัมผัส แต่ทั้งสองแนวคิดก็มีข้อจำกัด ดังนั้นวิทยาศาสตร์จึงนำทั้งสองแนวคิดมารวมกัน โดยใช้ในการสังเกตอย่างเป็นระบบและการสร้างทฤษฎี ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มีองค์ประกอบหลัก 2 อย่างคือ หนึ่ง การจัดการกับสิ่งที่ได้จากการสังเกตอย่างเป็นระบบ และสอง เป็นแนวทางในการสังเกตครั้งต่อไป ซึ่งเป็นการทดสอบความถูกต้องของทฤษฎี

ลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งของวิทยาศาสตร์คือ การค้นหาความสัมพันธ์ที่เป็นกฎ กฎทางวิทยาศาสตร์คือความสัมพันธ์ที่สังเกตได้ว่าไปในทางเดียวกันระหว่างเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์หรือมากกว่า แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ หนึ่ง กฎสหสัมพันธ์ (correlation law) คือ กฎที่บรรยายความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยกันอย่างเป็นระบบ และสอง กฎเหตุและผล (causal law) คือ กฎที่บรรยายความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุและผลกันระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยกัน จากกฎดังกล่าว จะเห็นได้ว่ากฎเหตุและผลมีประสิทธิมากกว่า เพราะสามารถใช้ทำนายและควบคุมเหตุการณ์ได้เนื่องจากทราบสาเหตุของเหตุการณ์ ส่วนกฎสหสัมพันธ์สามารถทำได้เพียงทำนายเหตุการณ์เท่านั้น เนื่องจากไม่ทราบความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุและผลระหว่าเหตุการณ์

เมื่อเป้าหมายของวิทยาศาสตร์คือ การค้นหากฎของธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์จึงสันนิษฐานว่าสิ่งที่ตนค้นพบคือกฎ การสันนิษฐานว่าเราสามารถเข้าใจสิ่งที่ศึกษาในแง่มุมของกฎเหตุและผลมีชื่อว่า นิยัตินิยม (determinism) ซึ่งเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเกิดจากสาเหตุที่สามารถทราบได้ หากเราทราบสาเหตุ เราก็จะสามารถควบคุมผลที่เกิดขึ้นได้ แต่ก็มีนักปรัชญาวิทยาศาสตร์บางคนที่มีมุมมองที่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์กระแสหลัก หนึ่งในนั้นก็คือ คาร์ล ปอปเปอร์ (Karl Popper) และโธมัส คูห์น (Thomas Khun)

คาร์ล ปอปเปอร์ (1902-1994) ไม่ยอมรับที่กระบวนการวิทยาศาสตร์เริ่มต้นการสังเกตอย่างเป็นระบบ เพราะสิ่งที่แต่ละคนสนใจสังเกตมักจะแตกต่างกันไป เขาคิดว่ากระบวนการวิทยาศาสตร์ควรเริ่มจากปัญหา และใช้ปัญหาเป็นตัวกำหนดสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สังเกต ขั้นตอนต่อมาก็คือ การเสนอวิธีการจัดการกับปัญหา และจากนั้นก็ทำการทดสอบมัน กระบวนการสามารถสรุปได้เป็น 3 ขั้นคือ การกำหนดปัญหา การสร้างทฤษฎี และการวิจารณ์ทฤษฎี ปอปเปอร์ได้แยกทฤษฎีที่เป็นวิทยาศาสตร์ออกจากทฤษฎีที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์โดยการใช้หลักการสามารถผิดพลาดได้ (principle of falsifiability) เขาเชื่อว่าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ต้องสามารถผิดพลาดได้ สามารถปรับปรุงได้ และมีความเสี่ยงในการทำนายผล และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทำให้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ปอปเปอร์เชื่อว่าต้องมีสักครั้งที่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เกิดความผิดพลาด และถูกแทนที่ด้วยทฤษฎีที่เหมาะสมกว่า ดังนั้นวิทยาศาสตร์แบบปอปเปอร์จึงไม่มีที่สิ้นสุดในการค้นหาการจัดการกับปัญหา หรือการอธิบายทฤษฎีที่ดีที่สุด แต่เขาก็ไม่ได้เชื่อว่าทฤษฎีที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์จะไม่มีประโยชน์ มีหลายทฤษฎีที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์แต่พบว่ามีประโยชน์ เช่น ทฤษฎีของฟรอยด์ เป็นต้น

โธมัส คูห์น (1922-1996) เชื่อว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์เริ่มต้นจากกระบวนทัศน์ (paradigm) ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานหรือความเชื่อจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับหัวข้อที่ต้องการศึกษาที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งใช้เป็นแนวทางในการสังเกตและวิเคราะห์เรื่องที่ศึกษา เมื่อกระบวนทัศน์ได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ ก็จะมีการสำรวจและทดสอบกระบวนทัศน์นั้นๆ กระบวนการดังกล่าวเรียกว่า วิทยาศาสตร์ปกติ (Normal science) เขาเปรียบวิทยาศาสตร์ปกติกับการแก้ปริศนา (puzzle solving) ดังนั้นปัญหาของวิทยาศาสตร์ปกติจึงมีทางแก้ที่แน่นอนและมีกฎที่จำกัดวิธีการและขั้นตอนในการแก้ปัญหา อาจกล่าวได้ว่าวิทยาศาสตร์ปกติเป็นการตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนทัศน์ สำหรับคูห์นแล้ว กระบวนทัศน์เป็นตัวกำหนดทุกอย่างในการวิจัย ขั้นตอนในการพัฒนา กระบวนทัศน์ของคูห์น แบ่งออกเป็น 3 ขั้นคือ ขั้นแรกคือ Preparadigmatic ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อสันนิษฐานและความเชื่อ ขั้นที่สอง Paradigmatic ซึ่งเป็นการตรวจสอบกระบวนทัศน์และขั้นที่สามคือ Revolutionary ซึ่งเป็นการแทนที่กระบวนทัศน์เดิมด้วยกระบวนทัศน์ใหม่

แนวคิดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของปอปเปอร์และคูห์นมีความแตกต่างกันคือ ปอปเปอร์เน้นที่ตรรกะและความสร้างสรรค์ ส่วนคูห์นเน้นที่ปัจจัยส่วนบุคคล (subjective factor) และการวิจัยของปอปเปอร์เริ่มต้นจากปัญหา ส่วนการวิจัยของคูห์นเริ่มต้นจากกระบวนทัศน์

นักปรัชญาวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งเชื่อว่า การพยายามกำหนดลักษณะให้กับวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ผิดพลาด พวกเขาคิดว่าจริงๆ แล้วไม่มีวิธีการและหลักการทางวิทยาศาสตร์ การให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ต้องเน้นที่การสร้างสรรค์และการตัดสินใจของนักวิทยาศาสตร์แต่ละคน พอล เฟเยอเรเบนด์ (Paul Feyerabend) กล่าวว่า ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นต่อเมื่อกฎต่างๆ ที่คงอยู่ถูกทำลายลง

การนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ได้ก่อเกิดความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในจิตวิทยา นักจิตวิทยาที่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จำนวนมากในของจิตวิทยาสาขาหลัก นักจิตวิทยาที่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ใช้แนวคิดนิยัตินิยมในการอธิบายมนุษย์ แนวคิดนิยัตินิยมแบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่ นิยัตินิยมทางชีวภาพ (biological determinism) ซึ่งเน้นที่ความสำคัญของสภาวะทางสรีระวิทยาหรือพันธุกรรมในการอธิบายมนุษย์ นิยัตินิยมทางสิ่งแวดล้อม (environmental determinism) ซึ่งเน้นที่ความสำคัญของสิ่งกระตุ้นทางสิ่งแวดล้อมว่าเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม นิยัตินิยมประเภทนี้มีประเภทย่อยคือ นิยัตินิยมทางสังคม-วัฒนธรรม (sociocultural determinism) ซึ่งเน้นที่กฎทางสังคมและวัฒนธรรม ระเบียบ ขนบธรรมเนียม และความเชื่อว่าเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์

นักนิยัตินิยมเชื่อว่าพฤติกรรมเกิดจากปฏิสัมพันธ์ของอิทธิพลทางชีววิทยา สิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม ยิ่งสาเหตุของพฤติกรรมถูกค้นพบมากขึ้นเท่าใด พฤติกรรมของมนุษย์ก็จะสามารถทำนายและควบคุมได้เพิ่มขึ้น แม้นักนิยัตินิยมจะเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากสาเหตุ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทราบสาเหตุทั้งหมดของพฤติกรรม นิยัตินิยมที่กล่าวมาข้างต้นอาจเรียกรวมๆ ได้ว่า นิยัตินิยมทางกายภาพ (physical determinism) เนื่องจากเน้นสิ่งที่สามารถวัดได้โดยตรง แต่นอกจากนั้นยังมีนิยัตินิยมอีกประเภทที่เรียกว่า นิยัตินิยมทางจิต (psychical determinism) ซึ่งเน้นที่ความสำคัญของเหตุการณ์ทางจิตใจ (mental event) ที่เราตระหนักรู้และไม่ตระหนักรู้ สิ่งที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมมนุษย์ในนิยัตินิยมประเภทนี้ เช่น ความเชื่อ อารมณ์ ความรู้สึก การรับรู้ ความคิด ค่านิยม และเป้าหมาย เป็นต้น

ส่วนนักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์มีสาเหตุที่แน่นอน แต่เราไม่สามารถรู้ได้ว่ามันคืออะไร แนวคิดเช่นนี้เรียกว่า อนิยัตินิยม (indeterminism) และนักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากการเลือกอย่างอิสระและไม่ขึ้นอยู่กับสาเหตุทางกายภาพและทางจิต แนวคิดเช่นนี้เรียกว่า Nondeterminism

เก็บความจาก Introduction to History of Psychology ของ B.R. Hergenhahn

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 35 other followers