กรุสำหรับ จอห์น บี. วัตสัน

ตัวจริงของหนูน้อยอัลเบิร์ตและโชคชะตาของเขาภายหลังการทดลองของวัตสัน

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , , , on กันยายน 8, 2011 by blackdogsworld

หนูน้อยอัลเบิร์ต (liitle Albert) หรืออัลเบิร์ต บี (Albert B.) เป็นนามแฝงของเด็กชายอายุประมาณ 9 เดือน ที่ถูกจอห์น บี วัตสัน (John B. Watson) ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งแนวคิดพฤติกรรมนิยม” ใช้เป็นกรณีศึกษาในการทดลองของเขาเกี่ยวกับการวางเงื่อนไข การทดลองครั้งนี้ถือเป็นการทดลองครั้งสำคัญที่เป็นรากฐานให้กับแนวคิดพฤติกรรมนิยมและสร้างชื่อเสียง (ที่ค่อนไปในทางลบ) ให้กับวัตสัน

รายละเอียดโดยย่อของการทดลองก็คือ วัตสันได้คัดเลือกหนูน้อยอัลเบิร์ต เพื่อทำการทดลองเกี่ยวกับการวางเงื่อนไขให้เกิดความกลัวขึ้น และสิ่งที่ต้องการให้กลัวก็คือ หนูขาว เดิมทีอัลเบิร์ตไม่ได้กลัวหนูขาวแต่อย่างใด แต่เมื่อวัตสันนำหนูขาวมาปรากฏพร้อมกับเสียงดังที่เกิดจากการเคาะแท่งเหล็ก (ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลเบิร์ตกลัว) อัลเบิร์ตจึงนำความกลัวเสียงดังไปเชื่อมโยงกับหนูขาว และเกิดเป็นความกลัวหนูขาวขึ้นมาในที่สุด นอกจากนี้ ในการทดลองยังพบว่าความกลัวได้แผ่ขยายไปยังสิ่งเร้าอื่นๆ ได้แก่ หน้ากากซานตาคลอส เสื้อคลุมขนสัตว์ และกระต่าย อีกด้วย

ภายหลังการทดลองที่ทำขึ้นในปลายทศวรรษ 1920 ไม่มีใครรู้ว่าชะตากรรมของหนูน้อยอัลเบิร์ตจะเป็นอย่างไรต่อไป จนกระทั่งย่างเข้าสู่ต้นศตวรรษที่ 21 นักจิตวิทยา 3 คนคือ ฮอลล์ เบ็ค (Hall Beck) ชาร์แมน เลวินสัน (Sharman Levinson) และแกรี ไอรอนส์ (Gary Irons) ได้เริ่มต้นโครงการตามหาอัลเบิร์ตตัวจริง เพื่อคลี่คลายหนึ่งในปริศนาที่ดำรงอยู่ในวงการจิตวิทยามายาวนาน พวกเขาใช้เวลาถึง 7 ปีเพื่อศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนในที่สุดก็ได้ว่าตัวจริงของหนูน้อยอัลเบิร์ตคือใคร และชะตากรรมของเขาภายหลังการทดลองของวัตสันเป็นอย่างไร

ข้อมูลที่พวกเขาพบมีดังนี้ ชื่อจริงของอัลเบิร์ตคือ ดักกลาส เมอร์ริตต์ (Douglas Merritte) เกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 1919 ที่โรงพยาบาลจอห์น ฮอปกินส์ แม่ของเขาคือ หญิงผิวชาวชื่อ อาร์วิลลา เมอร์ริตต์ (Arvilla Merritte) อายุ 22 ปี ทำงานที่แฮร์เรียต เลน โฮม (Herriet Lane Home) ภายหลังจากคลอดอัลเบิร์ต ส่วนพ่อของคือ วิลเลียม เมอร์ริตต์ อายุ 25 ปี ซึ่งไม่พบข้อมูลอะไรมากไปกว่านี้ ปกติแล้ว วัตสันจะไม่ตั้งชื่อให้กับผู้เข้าร่วมการทดลองของเขา แต่สำหรับอัลเบิร์ตถือเป็นครั้งแรกที่เขาตั้งชื่อให้ ชื่อ อัลเบิร์ต บี. มาจากชื่อของบาทหลวงนิกายโปรแตสแตน์ ที่ชื่อ จอห์น อัลเบิร์ต โบรเอดัส (John Albert Broadus)

สิ่งที่ช่วยยืนยันว่าตัวจริงของอัลเบิร์ตคือ ดักกลาส เมอร์ริตต์ มาจากการเชื่อมโยงหลักฐานหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือภาพถ่ายใบเก่าที่พบในหีบของอาร์วิลลา หลังจากที่เธอเสียชีวิต ภายในนั้นมีรูปถ่ายของดักกลาส ซึ่งถ่ายในสตูดิโอที่อยู่ไม่ไกลจากแฮร์เรียต เลน โฮม เมื่อนำภาพถ่ายของดักกลาสมาเปรียบเทียบกับอัลเบิร์ตในวีดีโอ ก็พบว่าทั้งสองคือเด็กคนเดียวกัน

อาร์วิลลายินยอมให้วัตสันทดลองกับลูกชายของเธอตอนที่เขาอายุเกือบ 9 เดือน การทดลองดำเนินอยู่หลายเดือนจนกระทั่งอัลเบิร์ตอายุขวบกว่าๆ แต่ยังไม่ทันที่การทดลองจะเสร็จสิ้น เธอก็พาลูกชายย้ายไปยังเมืองอื่น การที่เธอพาลูกชายออกจากการทดลองกลางครัน ทำให้เราเกิดความสงสัยว่าความกลัวของเขาที่ถูกสร้างขึ้นนั้นยังคงอยู่หรือไม่

อัลเบิร์ต หรือ ดักกลาส เบอร์เน็ตต์ ใช้ชีวิตอยู่บนโลกได้ไม่นาน เขาไม่ทันได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่และไม่ทันได้เห็นความสำเร็จของวัตสันที่มีเขาเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ดักกลาสจากไปเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 1925 ในวัย 6 ขวบ ด้วยโรค hydrocephalus

ข้อมูลเพิ่มเติม

• Beck, H. P., Levinson, S., & Irons, G. (2009). Finding Little Albert: A Journey to John B. Watson’s Infant Laboratory. American Psychologist, 64, 605-614.

http://www.thepsychfiles.com/2010/01/episode-114-video-finding-little-albert/#ixzz1IlArzQrM

ประวัติโดยสังเขปของจอห์น บี. วัตสัน (John Broadus Watson)

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , , , , , , , on พฤศจิกายน 4, 2008 by blackdogsworld

จอห์น บี. วัตสัน (1878 – 1958)

นักจิตวิทยาชาวอเมริกันและผู้ก่อตั้งสำนักพฤติกรรมนิยม (behaviorism)

จอห์น บี. วัตสัน เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ก่อตั้งสำนักพฤติกรรมนิยม เขาให้ความหมายของสำนักนี้ไว้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติสาขาหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการทดลอง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำนายและควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์. รูปแบบของสำนักนี้มีพื้นฐานจากการศึกษาเรื่องการตอบสนองแบบวางเงื่อนไข (conditioned reflex) ของอิวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov) ที่ว่าพฤติกรรมทุกพฤติกรรมคือการตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือชุดของสถานการณ์ที่เป็นสิ่งเร้าที่ซับซ้อน. ตอนที่เราเกิด มีสิ่งเร้าเพียงไม่กี่อย่างที่ทำให้เกิดพฤติกรรมที่แน่ชัด. แต่พฤติกรรมส่วนใหญ่เป็นการถูกวางเงื่อนไข โดยเป็นผลมาจากการเชื่อมโยงสิ่งเร้าที่ไม่ได้ถูกวางเงื่อนไขเข้ากับสิ่งเร้าอื่นๆ.*

วัตสันเกิดในปี 1878 ในครอบครัวยากจนที่ชนบทของเซาธ์แคโรลินา (South Carolina). แม่ของเขาเป็นผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนต์ที่เคร่งครัด ส่วนพ่อของเขาทิ้งครอบครัวไปในปี 1891. หลังจากผ่านหลักสูตรดั้งเดิมตามประเพณีที่มหาวิทยาลัยเฟอร์แมน (Furman University) เขาเรียนต่อด้านปรัชญาที่มหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก (University of Chicago). แต่ความผิดหวังในการสอนของจอห์น ดิวอี้ (John Dewey) ทำให้เขาหันมาทำงานด้านจิตวิทยาสัตว์ และได้รับปริญญาเอกในปี 1903. วัตสันทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) ระหว่างปี 1908 ถึง 1920 ก่อนที่จะถูกไล่ออกเพราะไปมีความสัมพันธ์กับลูกศิษย์ที่ชื่อโรสารี เรย์เนอร์ (Rosalie Rayner). เขาหย่ากับภรรยาและแต่งงานกับโรสารี และประสบความสำเร็จจากงานด้านการโฆษณา. ในปี 1957 เขาได้รับรางวัลเหรียญทองจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Association) (ซึ่งในปี 1915 เขาได้เป็นประธานสมาคมที่อายุน้อยที่สุด). วัตสันเสียชีวิตในปี 1958. (อายุรวม 80 ปี)

ประเด็นด้านพัฒนาการ (developmental issue) เป็นประเด็นสำคัญสำหรับสำนักพฤติกรรมนิยม. วัตสันระบุไว้ว่า บุคลิกภาพของผู้ใหญ่ที่ไม่สมบูรณ์ (หรือผิดปกติ) เป็นผลมาจากระบบนิสัยที่ได้มาจากวัยทารก. วัยเด็กตอนต้นเป็นวัยที่สำคัญ ความรู้อย่างละเอียดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการออกแบบเทคโนโลยีทางสังคมด้านพฤติกรรม. การให้ความสำคัญกับวัยเด็กและการศึกษาเกี่ยวกับเด็กของสำนักพฤติกรรมนิยมสรุปได้จากคำกล่าวที่มีชื่อเสียงของวัตสันที่ว่า “นำทารกที่มีสุขภาพดีให้กับผม 12 คน…และโลกที่เป็นพิเศษของผมจะเลี้ยงดูพวกเขาเอง ผมรับรองว่าผมจะปฎิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียมและฝึกฝนให้พวกเขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านที่ผมเลือก…ไม่ว่าความฉลาด ความชื่นชอบ นิสัย ความสามารถ ความโน้มเอียงในการเลือกอาชีพ และเชื้อชาติของบรรพบุรุษของพวกเขาจะเป็นอย่างไร”

ในปี 1917 วัตสันให้ความสนใจในงานวิจัยของเขาเกี่ยวกับเด็ก. เขาเป็นผู้บุกเบิกงานด้านการสังเกตและการทดลองเกี่ยวกับเด็กแรกเกิดและเด็กทารก โดยผลิตภาพยนตร์ด้านจิตวิทยาเรื่องแรกๆ ของอเมริกาชื่อ “การสำรวจทดลองเกี่ยวกับเด็กทารก” (Experimental Investigation of Babies) (1919) และเขียนหนังสือคู่มือขายดีที่ชื่อ “การดูแลทางด้านจิตวิทยาในทารกและเด็ก” (Psychological Care of Infant and Child) ทำให้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงดูเด็กที่มีชื่อเสียง. งานวิจัยจำนวนมากของเขามุ่งตรงไปที่การแยกแยะพฤติกรรมที่ไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้กับพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้. การสังเกตเด็กทารกจำนวนหลายร้อยคนแสดงให้เห็นว่าการจาม การสะอึก การร้องไห้ การตั้งตรงของอวัยวะเพศ การถ่ายปัสสาวะ การถ่ายอุจจาระ การยิ้ม การเคลื่อนไหวของลูกตา และการตอบสนองของกล้ามเนื้อไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้ แต่พวกเขาก็เริ่มถูกวางเงื่อนไขในไม่กี่ชั่วโมงหลังการเกิด. ส่วนการคลาน การว่ายน้ำ และการใช้มือข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้างหนึ่งเกิดจากการเรียนรู้. นอกจากนี้ วัตสันได้ตามรอยต้นกำเนิดของภาษาเกี่ยวกับการออกเสียงที่ไม่ได้เกิดจากาการเรียนรู้ และพบว่ามีรูปแบบการตอบสนองทางอารมณ์ 3 รูปแบบ (เกี่ยวกับสัญชาติญาณ) ที่ติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิดโดยเป็นการตอบสนองกับสิ่งเร้า 3 ชุด การตอบสนองดังกล่าว ได้แก่ ความกลัว (fear) (เกิดจาการไม่ได้รับการตอบสนองและเสียงที่ดัง วัตสันไม่ได้ระบุไว้ว่าความกลัวที่ถูกวางเงื่อนไขโดยการเผาไฟของเขานั้นขัดแย้งกับมุมมองของเขาเอง) ความโมโห (rage) (เกิดจากการถูกขัดขวางการเคลื่อนไขวของร่างกาย) และความรัก (เกิดจากการสัมผัสผิว การจั๊กจี้ การโยกไกวอย่างอ่อนโยน และการตบเบาๆ). มีเพียงความกลัวความมืดและความรักของเด็กที่มีต่อแม่ที่ไม่ได้มีมาแต่กำเนิดและไม่ได้เป็นไปตามสัญชาติญาณ แต่ “นิสัยที่เกิดจากสัญชาติญาณ” (visceral habits) ทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนได้โดยการวางเงื่อนไข. หนึ่งในการทดลองทางจิตวิทยาที่มีการโต้เถียงกันมากที่สุดคือ การที่วัตสันวางเงื่อนไขเด็กทารกอายุ 11 เดือนที่ชื่อ “อัลเบิร์ตน้อย” (little Albert) ให้กลัววัตถุที่มีขน กรณีนี้เป็นข้อพิสูจน์ของเขาที่ว่าพฤติกรรมที่ซับซ้อนถูกพัฒนาขึ้นจากการวางเงื่อนไขการตอบสนองง่ายๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้.

วัตสันมองว่าจุดมุ่งหมายสูงสุดของจิตวิทยาคือการปรับเปลี่ยนความต้องการของบุคคลให้เข้ากับความต้องการของสังคม. เขาสนับสนุนให้ผู้ปกครองเลี้ยงดูเด็กเด็กด้วยวิธีการแบบมืออาชีพของสำนักพฤติกรรมนิยม. หนังสือ “การดูแลทางด้านจิตวิทยาในทารกและเด็ก” (1928) ถูกอุทิศให้แก่ “แม่คนแรกที่ทำให้เด็กมีความสุข” (to the first mother who bring up a happy child). เด็กเหล่านี้จะมีความเป็นตัวของตัวเอง ปราศจากความกลัว เชื่อมั่นในตนเอง ปรับตัวได้ดี แก้ปัญหาได้ ไม่ร้องให้แม้ว่าจะเจ็บตัว สนใจการงานและการเล่น และไม่ยึดติดกับสถานที่หรือบุคคลใดมากเกินไป. วัตสันเตือนถึงอันตรายของ “ความรักของแม่ที่มากเกินไป” และการใช้ตารางเวลาที่เข้มงวดและการควบคุมสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมของเด็กอย่างเคร่งครัด. การไม่เลิกดูดนิ้วโป้ง การช่วยตนเอง และการชอบเพศเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องของศีลธรรม แต่เป็นเรื่องของการกระทำ เขาสนับสนุนให้ผู้ปกครองตรงไปตรงมากับเด็กในเรื่องเพศ. เขาเห็นด้วยกับนักจิตวิเคราะห์ในเรื่องความสำคัญของเรื่องเพศ. ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการสิ้นสุดลงก่อนเวลาอันสมควรของการทำงานของวัตสันในมหาวิทยาลัย ทำให้มุมมองของเขาไม่มีอิทธิพลด้านการตัดสินใจต่อแวดลงวิชาการด้านจิตวิทยาเด็ก. อย่างไรก็ตาม แวดวงวิชาการก็ยอมรับการเลี้ยงดูเด็กอย่างมืออาชีพและสนับสนุนความคิดเห็นร่วมสมัยของวัตสันในการพิจารณาผลของพัฒนาการในวัยเด็กที่มีต่อชีวิตระยะยาว (ตัวอย่างผู้ที่ยอมรับคือ เฟรดและจอห์น ดิวอี้).

แปลจาก The Gale Encyclopedia of Psychology หน้า 662 – 663

หมายเหตุ

* ทฤษฎีการเรียนรู้ของพาฟลอฟ มีชื่อว่า “การวางเงื่อนไขแบบดั้งเดิม” (Classical Conditioning) เป็นการเชื่อมโยงสิ่งเร้าที่ไม่ได้ถูกวางเงื่อนไขเข้ากับสิ่งเร้าที่ถูกวางเงื่อนไข ผลก็คือเกิดการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ถูกวางเงื่อนไข ตัวอย่างคลาสสิคคือการทดลองของพาฟลอฟในการทำให้สุนัขน้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงระฆัง ตอนแรกสุนัขน้ำลายไหลเมื่อมองเห็นอาหาร ผู้ทดลองตีระฆังไปด้วยเมื่อให้อาหารแก่สุนัข ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงเสียงระฆังเข้ากับอาหาร เมื่อทำเช่นนี้บ่อยครั้งเข้า ต่อมาเมื่อสุนัขได้ยินเสียงระฆัง น้ำลายก็ไหลออกมาทั้งๆ ที่ไม่มีอาหาร

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.