Archive for the Reflecting on Life Category

คำตอบของชีวิต

Posted in Reflecting on Life ด้วยแท็ก , on ตุลาคม 8, 2009 by blackdogsworld

ในขณะที่ฉันกำลังเดินจูงมือเจ้าไนตรัส – หลานชายวัย 3 ขวบกว่าๆ ระหว่างทางเดินไปบ้านอา ฉันครึ้มอกครึ้มใจถามไนตรัสขึ้นว่า “รู้ไหมว่าคนเราเกิดมาทำไม” หลานชายตัวน้อยนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบว่า “ไม่รู้ จำไม่ได้” ฉันถามต่อไปว่าจำไม่ได้จริงๆ เหรอ ไนตรัสส่ายหัวยืนยันคำตอบเดิม

ในวันเวลาหนึ่งของชีวิต ฉันเคยครุ่นคิดและใคร่ครวญคำถามดังกล่าวอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่ก็ไม่ได้คำตอบ แถมยังได้คำถามมารบกวนจิตใจเพิ่มเติม ตอนนี้ฉันพอจะเข้าใจอย่างเลือนรางได้บ้างว่า คำถามดังกล่าวเป็นคำถามที่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าใดนัก เพราะไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่ว่าเราเกิดมาทำไม เราก็ยังคงต้องมีชีวิตต่อไปบนโลกใบนี้อยู่ดี และหากคำถามดังกล่าวจะมีคำตอบ มันก็คงจะไม่ใช่คำตอบเพียงหนึ่งเดียวของคำถาม คนเราอาจเกิดมาเพื่อบางสิ่งบางอย่าง หรืออาจเกิดมาเพื่อหลายสิ่งหลายอย่าง หรือแม้กระทั่งไม่ได้เกิดมาเพื่ออะไรเลย จุดมุ่งหมายและความปรารถนาอาจเป็นเพียงมโนทัศน์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อขับเคลื่อนชีวิตของตนเองให้ดำเนินไปอย่างมีทิศทาง หรืออย่างน้อยก็มีอะไรบางอย่างให้ยึดเหนี่ยว จะได้ไม่รู้สึกเปล่าเปลี่ยวและไม่มั่นคงเกินไปนัก คำตอบของคำถามอาจเ็ป็นเพียงความจำได้หมายรู้ที่คนเราสะสมผ่านวันเวลาอันยาวนาน ซึ่งก็ทั้งมีความหมายและไร้่สาระพอๆ กัน

เท่าที่จำความได้ ตอนที่ฉันยังเป็นเด็กน้อยในวัยเท่าเจ้าไนตรัส ฉันไม่เคยถามคำถามทำนองนี้กับตัวเอง และเชื่อว่าเด็กวัย 3 ขวบทุกคนคงไม่เสียเวลามาถามคำถามเหล่านี้ ในเมื่อชีวิตมีอะไรน่าสนใจมากกว่าการมานั่งหาคำตอบของคำถามดังกล่าวเยอะเลยทีเดียว สำหรับเด็กๆ โลกรอบตัวของพวกเขามีอะไรน่าสนใจเกินกว่าจะมัวมาหมกมุ่นกับโลกของความคิด คำถามของเด็กมาจากการสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว มากกว่าการใคร่ครวญชีวิต แต่เมื่อคนเรายิ่งเติบโต โลกรอบตัวที่แสนกว้างใหญ่ในวัยเด็กเริ่มแคบลงๆ จนจำกัดอยู่เพียงโลกของความคิด คำถามเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ลดน้อยถอยลงจนเหลือเพียงคำถามเกี่ยวกับตัวเอง เย็นนี้จะกินอะไร? ชีวิตอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไง? จะหาเงินที่ไหนมาผ่อนบ้านผ่อนรถผ่อนทีวีผ่อนเครื่องเสียง? ฯลฯ

กลับมาที่คำถามข้างต้น เมื่อพิจารณาคำถามที่ว่า “คนเราเกิดมาทำไม?” ฉันคิดว่าคำถามดังกล่าวไม่ใช่คำถามที่เป็นกลางเท่าใดนัก เพราะมันเกิดจากความคิดพื้นฐานที่ว่าชีวิตของคนเราต้องมีจุดมุ่งหมายอะไรบางอย่าง แต่จำเป็นหรือไม่ที่ชีวิตต้องมีจุดมุ่งหมาย? สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ถูกสร้่างขึ้นพร้อมๆ กับการมีเจตจำนงในชีวิตงั้นหรือ? คำตอบอา่จเป็นได้ทั้ง “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ซึ่งเราอาจไม่มีทางรู้ และบางทีอาจไม่จำเป็นต้องรู้ ในเมื่อสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับชีวิตเป็นเพียงความจำได้หมายรู้ในภาพสะท้อนอันเลือนรางของชีวิต

ในวันเวลาที่คาดเดาไม่ได้ของชีวิต หากเราเผชิืญกับคำถามดังกล่าว บางทีอาจไม่มีคำตอบใดที่จะดีไปกว่า “ไม่รู้ จำไม่ได้”

เมื่อคุณเป็นผู้แสดงในละครแห่งชีวิต

Posted in Reflecting on Life, ท่ามกลางสวนอักษร ด้วยแท็ก , , , on กรกฎาคม 15, 2009 by blackdogsworld

หลายครั้งที่เราเฝ้ามองชีวิตจากภายนอกในฐานะผู้ชม เราเฝ้ามองการแสดงของชีวิตและทำความเข้าใจมันด้วยความคิดและความเพ้อฝันที่บ่อยครั้งมักจะไม่ตรงกับความเป็นจริง ในฐานะผู้ชมที่นั่งเหม่อลอยอยู่กับความคิดฝันของตนเอง สิ่งต่างๆ ในชีวิตดูง่ายและสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุและผล ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปในแบบที่มันควรจะเป็น อย่างน้อยเราก็เชื่อมั่นเช่นนั้น ตราบจนเรากระโดดเข้าไปเป็นผู้แสดงในละครแห่งชีวิต เมื่อนั้นสิ่งต่างๆ ก็เริ่มไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ในสุนทรพจน์ของ ดร.มาร์ค ลูอิส อาจารย์สอนจิตวิทยาคลินิกที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส ที่กล่าวกับบัณฑิตจบใหม่ของมหาวิทยาลัยเท็กซัสในปี 2000 (จากหนังสือ วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลับไม่ได้สอน แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล*) มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ผมชอบ เรื่องดังกล่าวมีชื่อว่า “นักไต่ลวดคนแรก” ดร.ลูอิส เล่าถึง “บรอนดินผู้ยิ่งใหญ่” เขาเป็นนักแสดงกายกรรมไต่ลวดที่มีชื่อเสียง เขาเดินไต่ลวดข้ามน้ำตกไนแองกาล่าครั้งแล้วครั้งเล่าต่อหน้าผู้คนนับพัน เขาเดินข้ามน้ำตกโดยตีลังกาเมื่อเดินไปถึงกึ่งกลางเส้นลวดแล้วเดินต่อ ข้ามโดยการปิดตา ข้ามโดยยกเตาอบไปด้วย ข้ามโดยล่ามโซ่ไว้ที่ขา ข้ามโดยขี่จักรยาน ครั้งหนึ่งเขาข้ามโดยผลักรถเข็นล้อเดียวข้ามไปด้วย แต่ก่อนหน้าที่จะข้าม เขาตะโกนถามคนดูว่า “ใครเชื่อบ้างว่าผมจะผลักรถเข็นคันนี้ข้ามไปได้?” ทุกคนยกมือแสดงความเห็นด้วย บรอนดินชี้ไปที่ชายคนหนึ่งเพื่อถามถึงความมั่นใจ ชายคนนั้นยืนยันหนักแน่นด้วยความเชื่อมั่นว่าบรอนดินต้องทำได้ “ขอบคุณครับ” บรอนดินตอบ ก่อนที่จะบอกต่อไปว่า “ถ้าอย่างนั้นขอเชิญให้คุณเข้ามานั่งในรถเข็นหน่อยครับ”

หากคุณเป็นชายคนนั้น คุณจะรู้สึกอย่างไร?

หากไม่ได้เข้าไปสัมผัสกับประสบการณ์จริง เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา ชีวิตจริงไม่ได้ดำเนินไปดังที่เราเคยคิดหรือจินตนาการถึง เมื่อเราเปลี่ยนจากผู้ชมเป็นผู้แสดง ชีวิตช่างไม่ง่ายและไม่สมเหตุสมผลเหมือนดังที่เราเคยคิดเอาเสียเลย เราอาจยืนยันหนักแน่นถึงสิ่งที่เรายึดถือและเชื่อมั่นโดยที่เราเองก็ไม่เคยได้สัมผัสมันจริงๆ ดังที่ชายคนนั้นเชื่อมั่นว่าบรอนดินต้องข้ามเส้นลวดโดยผลักรถเข็นล้อเดียวไปด้วยได้ แต่เมื่อเราต้องเข้าไปสัมผัสกับชีวิตจริงที่ไม่ใช่แค่ความคิดฝันอันเพ้อเจ้อในหัวของตัวเอง เช่นเดียวกับที่บรอนดินท้าทายชายคนดังกล่าวให้ขึ้นมานั่งในรถเข็น เมื่อนั้นความรู้สึกของเราที่มีต่อชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ความเชื่อมั่นที่เราเคยมีเริ่มสั่นคลอน เหตุผลเดียวที่มันสั่นคลอนเป็นเพราะเราไม่เคย “เชื่อ” มันจริงๆ เราใช้ชีวิตโดยวางพื้นฐานอยู่บนความคิดและจินตนาการ มากกว่าประสบการณ์ตรง ทำให้เราไม่เคยเชื่อมั่นในความคิดและความเชื่อของเราอย่างแท้จริง ทางออกของสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรมากไปว่า “กลืนความกลัวเข้าไป และก้าวเข้าไปนั่งในรถเข็น” ดังที่ ดร.ลูอิส กล่าวไว้

คุณล่ะ พร้อมหรือยังที่จะก้าวเข้าไปนั่งในรถเข็นที่กำลังไต่ไปบนเส้นลวดแห่งโชคชะตา

หมายเหตุ

วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน (สำนักพิมพ์โอเพ่นบุคส์ ราคา 165 บาท) เป็นหนังสือรวบรวมสุนทรพจน์ของบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ ที่กล่าวในวันจบการศึกษาของบัณฑิตมหาวิทยาลัยในอเมริกา สุนทรพจน์ของ ดร.ลูอิส เป็นสุนทรพจน์ที่ผมชอบที่สุดในเล่ม รองลงมาคือสุนทรพจน์ของสตีฟ จ็อบส์ ผู้บริหารบริษัทแอ๊ปเปิ้ล ลองหามาอ่านดูนะครับ

คำถามที่แม้แต่ฟรอยด์ก็ยังตอบไม่ได้

Posted in Reflecting on Life ด้วยแท็ก , , , on กรกฎาคม 11, 2009 by blackdogsworld

ในหนังสือชีวประวัติของ Sigmund Freud ที่เขียนโดย Ernest Jones ที่ชื่อ “Sigmund Freud: Life and Work” ตอนหนึ่งระบุถึงจดหมายที่ Freud เขียนถึง Marie Bonaparte เกี่ยวกับคำถามที่ตัวเขาเองก็ยังตอบไม่ได้ เนื้อความส่วนหนึ่งมีดังนี้

คำถามที่ยิ่งใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบและตัวข้าพเจ้าเองก็ยังตอบไม่ได้ แม้ว่าข้าพเจ้าจะใช้เวลาศึกษาเรื่องจิตวิญญาณของผู้หญิงมานานถึง 30 ปี ก็คือคำถามที่ว่า ‘ผู้หญิงต้องการอะไร?’

ไม่ใช่ Freud คนเดียวที่เคยถามคำถามดังกล่าวและยังไม่พบคำตอบ ผมเชื่อว่ามีผู้ชายจำนวนมากที่เคยถามคำถามดังกล่าว อย่างน้อยก็มีผมคนหนึ่งที่เคยถามคำถามเดียวกันนี้และยังไม่พบกับคำตอบเช่นกัน

ในสายตาของผู้ชายอย่างผม ผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าอัศจรรย์และน่าพิศวงพอๆ กัน ในด้านหนึ่งผู้หญิงช่างน่าดึงดูดชวนให้เคลิบเคลิ้มหลงไหลในขณะเดียวกันก็น่าหวาดหวั่นจนคิดอยากหลีกหนีไปให้ไกล ความยอกย้อนขัดแย้งในตัวเองและอธิบายไม่ได้ด้วยเหตุผลเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของมนุษย์เพศหญิง

อย่างไรก็ตาม ในสายตาของผู้หญิง พวกเขาก็คงมองผู้ชายไม่ต่างกัน และอาจมีคำถามคล้ายๆ กันว่า “แล้วผู้ชายล่ะ ต้องการอะไร?”

มนุษย์ การคิด และสัญชาติญาณ

Posted in Reflecting on Life ด้วยแท็ก , , , on มิถุนายน 9, 2009 by blackdogsworld

หนึ่งในความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ คือ “การคิด” ว่ากันว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวที่สามารถคิดและใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาได้ ส่วนสัตว์อื่นๆ ทำได้อย่างมากก็แค่เพียงใช้ความจำและการเีรียนรู้ รวมถึงสัญชาติญาณในการแก้ปัญหา

แม้การคิดจะเป็นความสามารถพิเศษของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นคำสาปที่ทำให้มนุษย์ต้องเจ็บปวด จะว่าไปมนุษย์อาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสาปมาให้คิดเป็น มันออกจะเป็นตลกร้ายพอสมควรที่การคิดทำให้อารยธรรมของมนุษย์เจริญรุดหน้าไปกว่าสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น แต่การคิดก็เป็นสิ่งฉุดรั้งมนุษย์ให้ตกลงสู่กับดักแห่งความเจ็บปวดและกรงขังแห่งความทุกข์ทรมาน ซึ่งสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นไม่มีทางเผชิญ

การคิดนำพามนุษย์ออกห่างจากธรรมชาติที่แท้ของความเป็นสัตว์ ที่จริงมนุษย์ก็เป็นเพียงแค่สัตว์ประเภทหนึ่งเท่านั้น ยิ่งคิดยิ่งใช้เหตุผลมากขึ้นเท่าไหร่ มนุษย์ก็หลงลืมสัญชาติญาณของความเป็นสัตว์มากขึ้นเท่านั้น หลายคนอาจแย้งว่าสังคมคงวุ่นวายน่าดูหากคนเราใช้ชีวิตตามสัญชาติญาณมากกว่าเหตุผล แต่นั่นก็เป็นเพียงการคาดเดาที่วางรากฐานอยู่บนความคิดความเชื่อที่ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความเป็นอารยะกว่าสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นเท่านั้น ซึ่งก็เป็นเพียงความจริงแบบหลอกๆ ที่มนุษย์สรรค์สร้างขึ้น

การใช้เหตุผลมักจะกลิ้งกลอกและลวงหลอกคนเราอยู่เสมอ แต่เราก็มักจะพอใจอยู่กับความสุขแบบหลอกๆ เช่นนี้

หมายเหตุ

การรำพึงรำพันข้างต้นเป็นเพียงความเพ้อเจ้อของผม ซึ่งเป็นมนุษย์คนหนึ่งและเป็นสัตว์ตัวหนึ่ง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

ความไม่แน่นอน คือ ความแน่นอน

Posted in Reflecting on Life ด้วยแท็ก on พฤษภาคม 18, 2009 by blackdogsworld

“ชีวิตคือความไม่แน่นอน”

เราอาจได้ยินถ้อยคำดังกล่าวบ่อยครั้ง แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจมันอย่างแท้จริง

ความไม่แน่นอนคือสัจธรรมอย่างหนึ่งของชีวิต แม้ไม่เต็มใจยอมรับ แต่ใครเล่าจะปฏิเสธมันได้อย่างสิ้นเชิง

เราอาจมีเจตจำนง เราอาจมีเป้าหมาย เราอาจมีทางเดินของชีวิตที่เราเลือกเอง แต่ใครเล่าจะยืนยันและมั่นใจได้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของเราดำเนินไปบนเส้นทางที่เราเลือก และไปสิ้นสุดลงตรงจุดหมายปลายทางที่เราปรารถนา

เราอาจไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่เชื่อในโชคชะตา ไม่เชื่อว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่คอยกำหนดวิถีชีวิตของเรา แต่เราไม่อาจปฏิเสธความไม่แน่นอนของชีวิต มันเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์ อยู่นอกเหนือตรรกะเหตุผล และความเข้าใจทั้งหลายทั้งปวงที่มนุษย์สรรหามาอธิบาย

หากจะค้นหาสิ่งที่แน่นอนที่สุดในชีวิต สิ่งเดียวที่เราจะพบก็คือ “ความไม่แน่นอน” นี่เอง

การตระหนักรู้ในตนเอง

Posted in Reflecting on Life ด้วยแท็ก , on กันยายน 26, 2008 by blackdogsworld

การตระหนักรู้ตนเองที่แท้คือ การตระหนักรู้ว่าตัวเรานั้นไม่ได้ “เป็น” อะไรเลย สิ่งที่เราคิดว่าเรา “เป็น” ล้วนเกิดจากภายนอก เรา “เป็น” ในสิ่งที่เราถูกกำหนดให้ “เป็น” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นโดยตัวมันเอง ดังนั้น ทุกสิ่งที่เรา “เป็น” จึงเป็นเพียงมายา หาใช่ความจริงแท้

การเป็นอิสระจากการ “เป็น” สิ่งใดๆ คือการตระหนักรู้ตัวเองที่แท้จริง

Anything you think you are, you are not.

- Nisargadatta Maharaj

Indian Spiritual teacher