Archive for the ในห้วงคำนึง Category

Speak Less, Listen More

Posted in ในห้วงคำนึง ด้วยแท็ก , , , , , , , on ตุลาคม 26, 2009 by blackdogsworld

หลายครั้งที่ฉันพูดในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่รู้แน่ชัด แน่นอน มันอาจจะถูกบ้างผิดบ้าง และบางทีพูดไปก็ไม่ก่อประโยชน์อันใดขึ้นมา มิหน้ำซ้ำยังก่อให้เกิดความไม่ลงรอบกันกับคนรอบข้างอีก แต่ฉันก็ยังคงพูดมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับแผ่นเสียงตกร่อง

ฉันพูดโดยเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองพูดคือ “ความจริง” ทั้งที่เมื่อพิจารณาดูดีๆ มันเป็นเพียง “ความเชื่อ” ที่เกิดจากการปะติดปะต่อข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงเสียมากกว่า บางครั้งข้อมูลที่รับรู้มามีเพียงนิดเดียว แต่อคติต่างๆ ในใจก็ขยายข้อมูลออกไปมากมาย ฉันเชื่อว่าคนเรามองโลกในแบบที่พวกเขาอบากมองมากกว่าจะมองโลกแบบตรงไปตรงมาในแบบที่มันเป็น เราเชื่อในสิ่งที่เราอยากเชื่อมากกว่าเชื่อโดยอาศัยหลักของเหตุและผล

จากนี้ไปฉันจะพยายามเลิกพูดในสิ่งที่ตัวเองก็ยังไม่รู้แน่ชัด เลิืกพูดในสิ่งที่พูดไปแล้วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจโลกและชีวิตและผู้คนรอบข้างเพิ่มมากขึ้น

แต่ฉันจะทำได้หรือเปล่า นั่นสิ?

ก้าวแรกบนถนนสายจิตวิทยาการปรึกษา

Posted in ในห้วงคำนึง ด้วยแท็ก , , , , , on กันยายน 27, 2009 by blackdogsworld

หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกงานไม่นาน บาดแผลจากการเรียนรู้ยังไม่ทันหายดี การทำงานในสนามจริงบนถนนสายจิตวิทยาการปรึกษาของผมก็เริ่มต้นขึ้น…เป็นครั้งแรก

ฝีมือยังอ่อนหัด สภาพจิตใจยังอ่อนไหว แต่ก็อุ่นใจเพราะมีเพื่อนๆ และรุ่นพี่ รวม 10 คนที่ไปทำงานครั้งนี้ด้วยกัน คือ พี่บุ๋ม พี่มินต์ พี่วาย พี่บอม พี่ยุ้ย พี่มีมี่ ปูน แพน เจ และผม

พวกเราออกเดินทางในค่ำคืนหนึ่งที่สถานีขนส่งหมอชิต จุดมุ่งหมายของเราห่างจากกรุงเทพฯ ออกไปประมาณเกือบเจ็ดร้อยกิโลเมตร

ที่นั่น…จังหวัดน่าน

รถทัวร์พาพวกเรามาถึงจุดหมายตอนเช้ามืดท่ามกลางสายหมอก ลมหนาววูบผ่านมาทักทายตั้งแต่ก้าวเท้าลงจากรถ มองเห็นควันจางๆ ลอยล่องออกมาจากปากในขณะพูดคุย ท้องฟ้ายังคงมืดมิด แสงจันทร์และแสงดาวยังคงส่องสกาว ก้าวแรกที่ลงจากรถทัวร์ในวันนั้น คือก้าวแรกบนถนนเส้นนี้ของผม

รถสองแถวหกล้อของมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ วิทยาเขตน่าน มารับเราที่ท่ารถ และนำพาพวกเรา 10 ชีวิตฝ่าลมหนาวและความมืดไปยังมหาวิทยาลัย ที่อยู่ท่ามกลางบรรยากาศของเทือกสวนไร่นาและป่าเขา

เมื่อมาถึง ยังพอมีเวลาพักผ่อนราวสองชั่วโมงก่อนเริ่มต้นทำงาน สถานที่พักของพวกเราคือห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ พวกเราส่วนใหญ่แยกย้ายกันเข้านอน ผมกับเจนอนไม่หลับ เราสองคนจึงหยิบกีตาร์ขึ้นมาบรรเลงบทเพลงต้อนรับเช้าวันใหม่

เราแหกปากร้องเพลงกันด้วยความร่าเริง ไม่รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง

***

การไปทำงานที่น่านถือเป็นการทำงานจริงครั้งแรกของผม หลังจากผ่านการฝึกงานที่โคราชเมื่อเทอมก่อน สภาพจิตใจของผมก็ยังไม่ค่อยดีขึ้นนักหลังจากการฝึกงาน อาจเป็นเพราะความคาดหวังที่มีกับตัวเอง ที่อยากจะทำกลุ่มออกมาให้ดีที่สุด แต่สุดท้ายมักผิดหวังเสมอ ไม่เคยพอใจกับผลลัพธ์ที่ออกมา

กว่าจะเรียนรู้และเข้าใจได้ว่า เราเพียงแค่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด…เท่านั้นพอ ก็ใช้เวลาอยู่พอสมควร

กว่าจะเรียนรู้และเข้าใจได้ว่า กลุ่มไม่ใช่ของเรา และเราไม่ใช่ผู้กำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นในกลุ่ม ก็ผิดหวังและเจ็บปวดไปไม่น้อย

กว่าจะเรียนรู้และเข้าใจได้ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในกลุ่ม เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะมันคือความจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความคาดหวังในใจของเรา ก็ท้อแท้และทุกข์ทนมายาวนาน

กว่าจะเรียนรู้และเข้าใจทั้งหมดที่กล่าวมา ก็ต้องอาศัยวันเวลาอันยาวนาน แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่อาจเข้าใจได้หมด แบบฝึกหัดในชีวิตมีมาให้ทดสอบอยู่เสมอ ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ไม่หลีกหนีที่จะเผชิญหน้ากับมัน

บนถนนสายนี้ ผมเชื่อว่าเราเพียงทำหน้าที่ให้เต็มที่ทุกครั้งและเพียรพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของฟ้าดิน เหตุปัจจัย โชคชะตา และอะไรบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุมและการคาดคะเนของเรา

ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น ความมั่นใจในการทำกลุ่มของผมมีอยู่เพียงน้อยนิด และน้อยลงทุกครั้งที่รู้สึกว่ากลุ่มออกมาแย่และไม่เป็นไปตามที่ใจคาดหวัง ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองดีพอสักที ไม่เคยมีความเข้าใจว่าทุกอย่างก็ดำเนินไปตามวิถีของมัน

แต่จะมีหนทางอื่นใดเล่าที่ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งเหล่านี้ นอกจากการเข้าไปสัมผัสและเผชิญหน้ากับมันโดยตรง

แม้จะเจ็บปวดและทุกข์ทน แม้จะผิดหวังและท้อแท้ แม้จะเศร้าโศกและเสียใจ แต่ทุกๆ ความรู้สึกเป็นสิ่งที่เราต้องก้าวผ่าน เพื่อเติบโต ทุกๆ ประสบการณ์ทั้งดีร้ายหลอมรวมตัวเราให้เป็นตัวเราในวันนี้ บาดแผลคือที่ระลึกอันงดงามและเป็นหมุดหมายของการเรียนรู้

การไปทำงานที่น่านช่วยเติมความมั่นใจและเยียวยาความเจ็บปวดในใจของผม แม้จะไม่หายไปเสียทีเดียว แต่ก็ช่วยให้ผมสัมผัสได้ถึงความสุขและความงอกงามในใจของตัวเอง และมองเห็นคุณค่าและความหมายของการเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษามากขึ้น

***

ความมืดค่อยๆ เลือนหาย บรรยากาศภายนอกเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ สายหมอกจางๆ ปกคลุมไปทั่วบริเวณมหาวิทยาลัย พวกเราทยอยอาบน้ำแต่งตัว และเก็บของ

…และแล้วก็ถึงเวลา

รถสองแถวคันเดิมมีน้องๆ นักศึกษากว่าห้าสิบชีวิตรอคอยอยู่แล้ว พร้อมออกเดินทาง

ล้อรถค่อยๆ หมุน พาทุกชีวิตออกจากมหาวิทยาลัยวิ่งฝ่าลมหนาวและเส้นทางที่คดเคี้ยว ไปยังสถานที่ทำกลุ่มของเรา ซึ่งห่างออกไปอีกหลายสิบกิโลเมตร…ที่ค่าย ตชด. 324

5 วันนับจากนี้เป็นช่วงเวลาที่งดงามช่วงหนึ่งในชีวิตของผม เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญและยังคงตราตรึงอยู่ภายในใจของผม

คืนวันแห่งความสับสน

Posted in ในห้วงคำนึง ด้วยแท็ก , on กันยายน 19, 2009 by blackdogsworld

ฉันนอนดึก ตื่นสาย เป็นกิจวัตร (อีกครั้ง)

งานหนักงานหนึ่งเพิ่งผ่านพ้นไป แต่อีกหลายงานยังคงค้างคา มีงาน ก็มีเงิน แต่ความสับสนก็เกิดขึ้นตามมา ทำไปถามตัวเองไป นี่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการหรือ?

บางเวลาฉันมีพลังเหลือเฟือ ไอเดียบรรเจิด ทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่บางคราก็รู้สึกสับสนห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรง อยากอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร ปล่อยชีวิตค่อยๆ เลื่อนไหลไป

ฉันคือมนุษย์ผู้ตกอยู่ในวังวนแห่งความสับสน สมองฟุ้งซ่านไปด้วยความคิดเพ้อเจ้อ จิตใจแกว่งไกวไปมาวุ่นวาย เอาแน่เอานอนอะไรกับตัวเองไม่ได้ ทุกวันนี้ฉันยังสับสนอยู่ว่าจะพาตัวเองออกมาจากความสับสนได้ยังไง

ดูแลตัวเองยังไม่ค่อยได้ จะมีปัญญาไปดูแลใคร เมื่อไหร่เอ็งจะโตสักที – เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ ฉันจนปัญญา

รู้ดีว่าถามไปก็ไม่มีคำตอบ รู้ดีทั้งนั้น รู้ดีทุกเรื่อง แต่เอาเข้าจริงความรู้กลับไม่ช่วยอะไรเลย

แต่ละคืนผ่านไปแสนยากเย็น แม้ในความฝัน ฉันยังคงสับสน

ในห้วงคำนึง

Posted in ในห้วงคำนึง ด้วยแท็ก , , , , on สิงหาคม 20, 2009 by blackdogsworld

ผมเีขียนอะไรลงบล็อกครั้งสุดท้ายเมื่อปลายเดือนก่อน เวลาผ่านไปไวอย่างไม่รู้ตัว เผลออีกทีก็ผ่านครึ่งเดือนแรกของเดือนใหม่มาแล้ว แต่ผมยังไม่มีเวลานั่งนิ่งๆ เขียนอะไรลงบล็อกเลย ช่วงนี้ชีวิตของผมไม่ค่อยว่างเหมือนแต่ก่อน แม้จะไม่ได้ทำงานประจำ แต่ก็มีงานในมือที่รับจ้างมาทำอยู่ไม่น้อย ซึ่งแตกต่างจากชีวิตเมื่อปีที่แล้วโดยสิ้นเชิง ปีก่อนผมตั้งใจว่าจะไม่หางานทำจริงจัง มีงานเข้ามาให้ทำก็ทำ ไม่มีก็หาอะไรที่ตัวเองสนใจทำไปเรื่อยเปื่อย อ่านหนังสือ ดูหนัง เที่ยวเล่น รอไปเป็นทหารเกณฑ์ตอนกลางปีนี้ แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน หลังจากพลาดการเข้ากรมทหารในปีก่อน ปีนี้ผมก็พลาดไปอีกหนึ่งปี ทำให้รู้สึกว่าจะอยู่เฉยๆ อีกต่อไปไม่ได้แล้ว ประจวบเหมาะกับเพื่อนๆ ที่เหลือเรียนจบในปีนี้พอดี ก็เลยรวมตัวกันก่อตั้งกลุ่มเพื่อรับงาน ชีวิตการทำงานแบบฟรีแลนซ์ที่ผมกำลังทดลองอยู่นี้ ในแง่หนึ่งก็อิสระและสบายใจดี เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเอง ไม่ต้องมีใครหรืออะไรมาบีบคั้น ความเป็นอยู่ขึ้นอยู่กับความขยันและความสามารถของตัวเองเป็นสำคัญ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็ค่อนข้างจะเป็นชีวิตที่ไม่มั่นคงเอามากๆ ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะี่รายได้ คำว่าไม่มั่นคงดูเหมือนจะเป็นคำที่สื่อถึงแง่ลบ แต่ในความเป็นจริง ความไม่มั่นคงก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอยู่แล้ว มีอะไรบ้างที่เรามั่นใจได้อย่างแท้จริงในชีวิต จะว่าไป ก็แทบจะไม่มี ทุกวันนี้ผมออกจากบ้านครั้งละหลายๆ วันเพื่อไปทำงาน กลับมาบ้านเพื่อพักผ่อนสักวันสองวันก็กลับไปทำงานต่อ ดำเนินชีวิตโดยตั้งใจว่าจะพึ่งพาทางบ้านให้น้อยที่สุด ผมไม่รู้เหมือนกันว่าผมกำลังเขียนสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไร การเขียนอะไรสักอย่างลงบล็อกของผมมีจุดประสงค์อะไรหรือ ก็เปล่า แค่อยากเขียนให้คนอ่าน แต่การที่มีคนเข้ามาอ่านหรือไม่ มีผลอะไรกับชีวิตของผมหรือเปล่า ก็เปล่าอีกนั่นแหละ ช่วงนี้หากผมจะห่างหายจากการเขียนบล็อกไปบ้างก็ไม่ต้องแปลกใจ (ซึ่งก็คงไม่มีใครแปลกใจอยู่แล้ว) ผมจะเขียนก็ต่อเมื่อผมอยากเขียน ไม่ใช่อยากเขียนอะไรสักอย่างให้บล็อกต้องอัพเดทอยู่เสมอ ที่จริงผมไม่จำเป็นต้องอธิบายสิ่งเหล่านี้หรอก เพราะะว่าไปก็เหมือนกับอธิบายให้ตัวเองฟัง คนที่เข้ามาอ่านก็คงไม่ได้คิดอะไรมากอยู่แล้ว เขาก็เพียงแต่เข้ามาอ่าน คนที่ฟุ้งซ่าคือผมต่างหาก ผมมักจะมีคำถามทำนองนี้กับชีวิตอยู่เสมอ บางคำถามก็เป็นคำถามที่ดีและสมควรหาคำตอบ แต่บางคำถามก็ไม่รู้จะถามไปหาพระแสงอะไร ทำชีวิตให้มันยาก ใช่ ผมมักจะทำชีวิตให้มันยากเข้าไว้ ทั้งที่ในความเป็นจริง ชีวิตมันเรียบง่ายกว่าที่เราเคยคิดเอาไว้เยอะทีเดียว บางครั้ง การหยุดคิด หยุดถาม หยุดฟุ้งซ่าน สักนิด จิตใจก็ปลอดโปร่งโล่งสบาย หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเกิดคำถามว่า “มึงเขียนอะไรของมึงวะ” หรือ “มึงเป็นห่าอะไรของมึง” ถือว่าผมประสบความสำเร็จที่สามารถสื่อถึงความไม่เข้าใจและความไร้สาระเรื่อยเปื่อยของตัวเองได้ เพราะผมก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเขียนอะไรหรือเป็น(ห่า)อะไร ข้อความที่เรียงรายต่อๆ กันอยู่นี้เกิดขึ้นโดยไม่ผ่านการเรียบเรียงใดๆ มันออกมาจากความคิดที่ผุดขึ้นในหัวของผมโดยตรง การปล่อยให้ความคิดเลื่อนไหลไปอย่างอิสระ จะว่าไปก็คล้ายๆ เทคนิค free association ของจิตวิเคราะ์ห์เหมือนกันแฮะ เท่าๆ ที่เคยอ่านมาบ้าง แต่ผมไม่บังอาจพูดถึงหรืออธิบายมันในที่นี้หรอกนะ เพราะผมเองก็ยังไม่รู้จักมันดีพอ บ้านเมืองเรามีคนที่ชอบพูดถึงสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จักอยู่มากเกินพอแล้ว ที่จริง ผมควรจะทำคำเตือนนะ ว่าเนื้อหาของงานเขียนชิ้นนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าบทรำพึงรำพันเพ้อเจ้ออย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ ไม่มีประเด็นหรือที่มาที่ไป หากไม่อยากเสียเวลา ก็ข้ามๆ ไปซะ แต่ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ เห็นทีก็คงไม่ต้องเตือนอะไรกันแล้ว ชีวิตมันก็ต้องลองผิดลองถูกแบบนี้แหละ ใช้วิจารณญาณตัดสินเอาเองว่าจะนำพาชีวิตไปในทางใด และรับผิดชอบกับการเลือกนั้น

เสียงของความเงียบ (The Sound of Silence)

Posted in ในห้วงคำนึง ด้วยแท็ก , on กรกฎาคม 30, 2009 by blackdogsworld

บางครั้งชีวิตก็ไม่มีคำอธิบาย ถ้อยคำยิ่้งมากก็ยิ่งห่างไกลจากความเข้าใจ บางทีคำอธิบายที่ดีที่สุดก็คือการไม่มีคำอธิบายใดๆ ความเงียบดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของคำถามมากมายในชีวิต

ตอนนี้ผมกำลังชอบเพลง The Sound of Silence ของ Pual Simon และ Art Garfunkel คู่หูนักร้อง-นักแต่งเพลงชาวอเมริกันที่โด่งดังในทศวรรษ 1960 ล่าสุดเพลง The Sound of Silence ของพวกเขาถูกนำไปใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Watchmen ภาพยนตร์ดราม่าฮีโร่ที่จับใจที่สุดสำหรับผม

การเขียนข้อเขียนชิ้นนี้ขึ้นมาของผมก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการบอกว่าผมชอบเพลงนี้

มาลองฟังเพลงนี้กันดูครับ

The Sound of Silence

Hello darkness, my old friend,

Ive come to talk with you again,

Because a vision softly creeping,

Left its seeds while I was sleeping,

And the vision that was planted in my brain

Still remains

Within the sound of silence.

In restless dreams I walked alone

Narrow streets of cobblestone,

neath the halo of a street lamp,

I turned my collar to the cold and damp

When my eyes were stabbed by the flash of

A neon light

That split the night

And touched the sound of silence.

And in the naked light I saw

Ten thousand people, maybe more.

People talking without speaking,

People hearing without listening,

People writing songs that voices never share

And no one deared

Disturb the sound of silence.

Fools said i,you do not know

Silence like a cancer grows.

Hear my words that I might teach you,

Take my arms that I might reach you.

But my words like silent raindrops fell,

And echoed

In the wells of silence

And the people bowed and prayed

To the neon God they made.

And the sign flashed out its warning,

In the words that it was forming.

And the signs said, the words of the prophets

Are written on the subway walls

And tenement halls.

And whisperd in the sounds of silence.

……….

เราคุยกันแต่ไม่ได้พูด

เราฟังกันแต่ไม่ได้ยิน

หากเราจะเข้าใจกันมากขึ้นสักหน่อย

คงไม่มีอะไรดีไปกว่า…

การเงียบ…

…และฟังเสียงของความเงียบ

บันทึกและความฝัน

Posted in ในห้วงคำนึง on มิถุนายน 10, 2009 by blackdogsworld

ประโยชน์อย่างหนึ่งของการกลับไปอ่านบันทึกที่เคยเขียนไว้คือ การได้ทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นการเปิดลิ้นชักความทรงจำออกมาปัดกวาดเช็ดถู เพื่อทำให้เรามองเห็นเรื่องราวในชีวิตชัดเจนขึ้น

การกลับไปอ่านบันทึกเก่าๆ ของตนเองทำให้ผมค้นพบแง่มุมใหม่ๆ ในการมองโลกและชีวิต บางครั้งเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อได้ทบทวนความทรงจำที่งดงามและมีความสุขกับคนที่ผมรัก บางครั้งก็อยากเขกกะโหลกตัวเองเมื่อพบความบ้า ความโง่ และความงี่เง่าของตนเองในบันทึก แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้ายหรือดี ทุกตัวอักษรในบันทึกนั้นงดงามเสมอ สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วสวยงามเสมอ แม้กระทั่งความเลวในอดีตก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับปัจจุบัน

วันนี้ผมเปิดดูบันทึกเก่าๆ ที่ตนเองเคยเขียน (พิมพ์) ไว้ ทำให้ผมค้นพบอะไรมากมายในบันทึกเหล่านี้

ในวันนี้เมื่อ 4 ปีก่อน ผมทำอะไรอยู่ ลองไปดูกันดีกว่า

***

9/6/48

วันนี้ไม่มีเรียนแต่ก็ออกจากบ้านมานั่งอ่านหนังสือที่หอสมุด มาถึงตอนเที่ยงครึ่ง นั่งอ่านเรื่องจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ อ่านไปได้ไม่ทันไรก็หลับ อ่านไปหลับไป แต่ก็ยังอ่านต่อ อ่านจนเคลิ้มฝันเป็นเรื่องเป็นราวที่อ่าน เมื่อสมัยต้นศตวรรษที่ 20 ศาสตราจารย์ จี. แสตนลีย์ ฮอลล์ ได้เชิญฟรอยด์ไปบรรยายให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยคลาร์ก เมืองวูสเตอร์ รัฐแมสสาซูเสทท์ ประเทศอเมริกา จึงเป็นที่มาของ Five Lectures บทบรรยายเกี่ยวกับจิตวิเคราะห์ 5 ตอนของฟรอยด์ แปลโดยเฉลิมเกียรติ ผิวนวล อ่านรู้เรื่องมั่ง ไม่รู้เรื่องมั่ง ภาษาที่แปลบางทีก็อ่านแล้วงง อ่านไปได้แค่บทที่ 4 ก็หลับสนิท

หลับไปราวชั่วโมงกว่าๆ ตื่นขึ้นมาตอนบ่ายสามโมง เปิดหนังสือเกี่ยวกับฟรอยด์ที่หยิบมาจากชั้นหนังสือของห้องสมุดอ่านอีกนิดหน่อย ก่อนจะออกจากหอสมุดไปหาอะไรรองท้อง แล้วตรงไปยังศูนย์ฟิตเนตทันที ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพไปได้ชั่วโมงกว่าๆ ก็กลับมาอ่านหนังสือที่หอสมุดต่อ ยังตะบี้ตะบันอ่านเรื่องของฟรอยด์ต่อไป เจอหนังสือเล่มหนึ่งเป็นหนังสือภาพพร้อมกับคำบรรยายเกี่ยวกับชีวิตของฟรอยด์ แค่เปิดดูผ่านๆ ก็รู้สึกว่าชีวิตของฟรอยด์ช่างโลดโผนเหลือเกิน คนในประวัติศาสตร์หลายคนที่รู้จักและมีความเกี่ยวข้องกับฟรอยด์ ไม่ว่าจะเป็นไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ ฟริดิช นิทเช่ นักปรัญชา จนถึงนักเขียนอย่าง เอช. จี. เวลล์ และเวอร์จิเนียร์ วูลฟ์

ออกจากหอสมุดตอนสองทุ่มครึ่ง ตอนนั่งรถกลับบ้านก็อ่าน An Introduction to the History of Psychology เป็นหนังสือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับจิตวิทยาที่ดีมากๆ ไล่ตั้งแต่ยุคกรีกโบราณจนถึงยุคปัจจุบัน แยกเป็นหัวข้ออย่างชัดเจน มีตัวอย่างประกอบด้วย เล่มนี้ยืมมาจากห้องสมุดคณะสังคมศาสตร์ที่เกษตรฯ ให้ไอ้นิลรุ่นน้องยืมให้ ไม่ได้อ่านเรียงหน้าตั้งแต่หน้าแรก แต่สนใจหัวข้อไหนก็เปิดอ่าน ตอนนี้กำลังสนใจเรื่องฟรอยด์และจิตวิเคราะห์ ก็เลยอ่านหัวข้อ Psychoanalysis and its early alternative อ่านแล้วทำให้ได้ความรู้ใหม่ว่าฟรอยด์เคยใช้โคเคนและเห็นว่ามันเป็นสารที่ดี ช่วยบรรเทาความทุกข์ จึงแนะนำให้น้องสาว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงผู้ป่วยของเขาได้ลองใช้ จนเมื่อเพื่อนของเขาคนหนึ่งที่ชื่อ Ernest von Fleischl-Marxow ตายเพราะโคเคน เขาจึงเลิกใช้มันในที่สุด สารเสพติดอีกชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของฟรอยด์ก็คือ นิโคติน ฟรอยด์สูบซิการ์เฉลี่ยวันละ 20 มวน ตอนอายุ 38 เขาพบว่าตนเองเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ จึงพยายามหยุดสูบแต่ไม่เคยทำได้สำเร็จ และเมื่ออายุ 67 ปี ฟรอยด์เป็นมะเร็งที่ริมฝีปากและเหงือก แต่ฟรอยด์ก็ไม่เคยหยุดสูบจนกระทั่งเขาตาย

ช่วงนี้รู้สึกว่าตนเองใช้เวลาอยู่กับหนังสือมากกว่าปกติ นั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ต้องหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน อ่านหนังสือวิชาการมากขึ้น ไม่ค่อยได้อ่านนิยาย และก็พยายามอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ แม้จะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ตาม ตอนนี้พยายามเตือนตัวเองอยู่ตลอดว่า เราเป็นนิสิตปริญญาโทแล้ว จะมัวทำตัวเหลวไหลเรื่อยเปื่อยเหมือนปริญญาตรีไม่ได้ หากเรียนแค่ให้มันผ่านๆ ไปไม่ได้ขวนขวายหาความรู้อะไรมากเหมือนปริญญาตรี ถ้าเป็นอย่างนั้นจะมาเรียนทำไม พยายามหาเวลาพักบ้างเหมือนกัน แต่ก็คิดว่าที่ตนเองกำลังทำอยู่มันไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรเลย อาจารย์โสรีช์บอกว่า เป็นนักศึกษาต้องค้นคว้าหาความรู้และอ่านหนังสือวันละ 8-10 ชั่วโมง เอาเข้าจริงๆ ก็ทำไม่ถึงสักที ต้องพยายามอีกเยอะ

***

ในวันนี้เมื่อ 4 ปีก่อน ผมเป็นเด็กหนุ่มไฟแรงที่ขวนขวายอยากรู้นั่นรู้นี่เต็มไปหมด โดยเฉพาะศาสตร์แห่งจิตวิทยาที่ตนเองกำลังร่ำเรียน มาวันนี้ไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นมอดดับลงไปหลายส่วน เหลือเพียงแสงสลัวเลือนราง และขี้เถ้าแห่งความเพ้อฝันว่าอยากทำโน่นทำนี่ แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรสักที เรียนจบมาหนึ่งปี แต่ชีวิตยังคงย่ำอยู่ที่เดิม มองสิ่งต่างๆ รอบตัวค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป ลูกโป่งแห่งความฝันหลุดลอยไปลูกแล้วลูกเล่า วันแล้ววันเล่าที่ผมแหงนหน้ามองดูพวกมันลอยจากไปบนท้องฟ้าแห่งโชคชะตาอันกว้างใหญ่ มีเพียงความคิดที่จะเอื้อมมือไขว่คว้ามันไว้ แต่สิ่งที่ผมทำคือ การเฝ้ามองอยู่เงียบๆ และเพ้อฝันต่อไป

บันทึกฉบับนี้ช่วยย้ำเตือนว่าผมเคยคิดเคยฝันอะไรไว้ และถามผมด้วยน้ำเสียงรุนแรงว่า “มึงอยากเป็นคนแก่ที่มัวนั่งเสียดายในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำหรือไงวะ จนกระทั่งแก่ตายไปโดยที่ทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง” แน่นอน ผมปฏิเสธว่าผมไม่อยากแ่ก่ตายไปแบบนั้น

ผู้คนจำนวนมากตายไปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ “ตื่น” คำว่า “ตื่น” ในที่นี้อาจหมายถึงการบรรลุถึงความปรารถนาที่แท้ของชีวิต

ผมยังอยากที่จะ “ตื่น” ก่อนตาย

เห็นทีผมคงต้องลงมือทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ

กลอเรีย จีนส์ ร้านกาแฟในความทรงจำ

Posted in ในห้วงคำนึง ด้วยแท็ก , , , , , on มีนาคม 17, 2009 by blackdogsworld

ผมเป็นคนชอบดื่มกาแฟ ไม่ถึงกับดื่มเป็นนิสัย แต่ก็ดื่มเกือบทุกครั้งที่โอกาส (และเงินในกระเป๋า) เอื้ออำนวย มีความรู้เรื่องกาแฟบ้า่ง งูๆ ปลาๆ จากการอ่านหนังสือ ทำให้ผมรู้จักและพอแยกแยะประเภทของเครื่องดื่มที่ทำจากกาแฟได้ ซึ่งก็ทำให้การดื่มกาแฟมีอรรถรสขึ้นเล็กน้อย จากที่เมื่อก่อนนี้ไม่รู้ว่าเอสเพรสโซคืออะไร ลาเต้กับคาปูชิโนต่างกันยังไง ไหนจะม็อคคาอีกล่ะ แต่ยังไงก็ตาม ผมว่าในเรื่องความพึงพอใจในรสชาติ เราก็ใช้ประสาทสัมผัสกับความเคยชินมากกว่าความรู้อยู่ดี บางทีเราก็สามารถบอกได้ว่ากาแฟแก้วไหนอร่อยหรือไม่อร่อย (สำหรับเรา) โดยไม่ต้องรู้จักหรือมีความรู้เกี่ยวกับมัน หรือสำหรับบางคน กาแฟสดราคาเป็นร้อยในร้านสุดหรูอาจไม่อร่อยเท่ากาแฟชงของรถเข็นข้างทางก็เป็นได้ ที่เกริ่นมายืดยาวไม่มีอะไรมากไปกว่าต้องการที่จะบอกว่า ผมชอบดื่มกาแฟ และอยากเขียนถึงร้านกาแฟร้านหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านโปรดของผม

นอกจาก “อกาลิโก” ร้านกาแฟของคนรักของผมที่ปิดตัวไปเมื่อต้นปีก่อน (2551) ร้านกาแฟอีกร้านที่เป็นร้านโปรดสำหรับผมคือ “กลอเรีย จีนส์” ร้่านนี้มีทั้งหมด 3 สาขา คือ อโศก มาบุญครอง และภูเก็ต ก่อนหน้านี้ผมเดินผ่าน กลอเรีย จีนส์ สาขามาบุญครองเป็นประจำ แต่ไม่เคยคิดจะเข้าไปนั่งดื่มกาแฟ เพราะเห็นราคาแล้วรับไม่ไหว ตอนนั้นผมยังไม่กล้าที่จะลองดื่มกาแฟแพงๆ เท่าไหร่ ร้านที่เข้าเป็นประจำในตอนนั้นคือ “คอฟฟีเวิร์ล” ซึ่งราคาถูกกว่ากลอเรีย จีนส์ ประมาณ 20 – 30 บาท ส่วนราคากาแฟที่กลอเรีย จีนส์ นั้นพอๆ กับ “สตาร์บั๊คส์” เลยทีเดียว (ซึ่งผมไม่ชอบกาแฟสตาร์บั๊คส์ ทั้งเรื่องราคาและรสชาติ) เหตุผลที่ผมชอบไปนั่งคอฟฟี่เวิร์ลไม่ใช่เพราะรสชาติของกาแฟ แต่ชอบไปนั่งอ่านหนังสือมากกว่า ร้านคอฟฟี่เวิร์ลส่วนใหญ่จะอยู่ในร้านหนังสือบีทูเอส ทำให้เรากินกาแฟและเลือกอ่านหนังสือในร้านไปด้วยได้ มาช่วงหลังๆ ก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากคอฟฟี่เวิร์ลเป็นร้านอื่นๆ แต่ก็ไม่มีร้านไหนที่รสชาติถูกใจ จนกระทั่งผมตัดสินใจเดินเข้าร้านกลอเรีย จีนส์ และสั่งไอซ์ลาเต้หนึ่งแก้วใหญ่ ในราคา 120 บาท กาแฟแก้วใหญ่ของที่นี่ใส่เอสเพรสโซถึง 3 ช็อต ทำให้รสชาติกาแฟเข้มข้นได้ใจผมมากๆ (ปกติแล้วกาแฟแก้วใหญ่ของร้านส่วนใหญ่จะเพิ่มแค่นมกับน้ำแข็งเข้ามาเท่านั้น แต่กาแฟเท่าเดิม) พนักงานของที่นี่ก็มีความรู้เรื่องกาแฟพอสมควรทีเดียว และมีมาตรฐานและความพิถีพิถันในการชงกาแฟอย่างมากจากการสังเกตของผม

แม้จะไม่ค่อยมีโอกาสนั่งดื่มกาแฟที่นี่บ่อยครั้ง เพราะมาบุญครองไม่ใช่สถานที่เที่ยวของผมกับคนรัก โดยปกติเราจะวนเวียนอยู่แถวๆ เดอะมอลล์ท่าพระบ้าง บางแคบ้าง หรือไม่ก็เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า แต่กลอเรีย จีนส์ ก็เป็นร้านโปรดในใจของผมไปแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่ได้ลิ้มรสกาแฟของที่นี่ เมื่อมีโอกาส (และมีเงิน) ผมจะแวะเวียนมานั่งดื่มกาแฟที่นี่เสมอ มาคนเดียวบ้าง มากับเพื่อนบ้าง จนเมื่อเร็วๆ นี้ ผมมีโอกาสมานั่งดื่มกาแฟที่กลอเีรีย จีนส์ สาขามาบุญครองบ่อยครั้ง (เคยไปสาขาอโศกครั้งเดียว เพราะมันไกลเกินไปหน่อย) หอบโน้ตบุ๊คมานั่งทำงานไปด้วย สั่งกาแฟแก้วเดียว แต่นั่งทำงานทีละหลายๆ ชั่วโมง นั่งทำงานบ้าง (เป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุด หึหึ) นั่งคุยกับเพื่อนบ้าง มองผู้คนเดินผ่านไปมาบ้าง ครุ่นคิดอะไรคนเดียวบ้าง แอบมองพนักงานสาวของร้านอาหารญี่ปุ่นฝั่งตรงข้ามบ้าง ฯลฯ เหตุผลที่ผมอยากเขียนถึงกลอเรีย จีนส์ก็คือ วันนี้ (16 มีนาคม) เป็นวันสุดท้ายของร้่านสาขามาบุญครอง

อาจไม่ถึงกับเรียกว่าผูกพัน แต่รสชาติของกาแฟที่โปรดปราน รวมถึงการมานั่งที่นี่บ่อยครั้งในช่วงเวลาไม่นานมานี้ ทำให้ผมอดเสียดายไม่ได้ที่มันต้องปิดตัวลง ผมมานั่งดื่มกาแฟในวันสุดท้ายของร้าน ไม่ได้ต้องการมาดื่มด่ำซึมซับบรรยากาศอะไรหรอก แต่ตั้งใจมานั่งทำงานอยู่แล้ว พนักงานในร้านยังคงทักทายและยิ้มต้อนรับเหมือนเช่นเคย รวมถึงดูแลเรื่องการใช้ปลั๊กไฟและอินเตอร์เน็ตของร้านโดยไม่ต้องร้องขอ แม้เราจะไม่ได้รู้จักอะไรกันเป็นพิเศษ แม้กระทั่งชื่อของอีกฝ่ายเราก็ยังไม่รู้จัก แต่เราก็ไม่ได้แปลกหน้าต่อกันเหมือนคนที่ไม่เคยพบกันมาก่อน ผมเชื่อว่าถึงวันนี้เราต่างเข้าไปมีพื้นที่เล็กๆ ในชีวิตของอีกฝ่าย อย่างน้อยผมก็ยังจำรอยยิ้มของพวกเขาได้ กลอเรีย จีนส์สาขามาบุญครองปิดตัวลง เพื่อรอเปิดสาขาใหม่ที่สยามตอนกลางปีนี้ ผมบอกกับพนักงานคนหนึ่งว่า “ไว้จะรอไปอุดหนุนที่สาขาใหม่นะครับ” เขายิ้มและตอบกลับมาว่า “ผมก็จะรอพี่มาอุดหนุนนะครับ”

จากนี้ไปสถานที่ตรงนี้คงเปลี่ยนเป็นร้านอะไรสักอย่าง อาจจะเป็นร้านอาหาร ร้านขนม หรือร้านอะไรก็ตามแต่ แต่สำหรับผมแล้ว ที่แห่งนี้คือร้านกาแฟที่ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตผมเคยมานั่งดื่มด่ำกับรสชาติของกาแฟและสร้างมิตรภาพใหม่ๆ