Archive for the รู้(จัก)ใจ Category

การเดินทาง รอยยิ้ม และความสุข

Posted in รู้(จัก)ใจ ด้วยแท็ก , , , , on กุมภาพันธ์ 25, 2009 by blackdogsworld

ละอองน้ำลอยมากระทบใบหน้าของฉันพร้อมกับความสดชื่นและอารมณ์โหยหาอดีต เย็นวันนี้ฉันอยู่บนเรือโดยสารกลางแม่น้ำเจ้าพระยา เดินทางจากท่าน้ำนนท์ฯ มุ่งสู่ท่าสาธร ใต้สะพานตากสิน นับเป็นการเดินทางด้วยเรือโดยสารในเส้นทางเดียวกันนี้เป็นครั้งที่สองในชีวิต ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนตอนที่เดินทางกับเบิ้ล – คนรักของฉัน – จากท่าน้ำนนท์ฯ ไปยังสะพานพุทธ แต่วันนี้ฉันเดินทางเพียงลำพัง เนื่องจากมาทำธุระที่บ้านพี่ซูนที่นนทบุรี

ปกติแล้วฉันคุ้นชินกับการนั่งรถเมล์มากกว่า เรียกได้ว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ของพาหนะที่ฉันใช้ในการเดินทางไปยังที่ต่างๆ คือรถเมล์นี่แหละ ทำให้การเดินทางด้วยเรือโดยสารในเย็นวันนี้เป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับฉัน และฉันก็หลงเสน่ห์มันเข้าแล้ว การการนั่งเรือโดยสารเป็นการเดินทางที่ทำให้ใจปลอดโปร่งและผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง ประกายแสงระยิบระยับของแม่น้ำเจ้าพระยายามเย็น ละอองน้ำเย็นๆ ที่กระเซ็นเข้ามาเป็นระยะ ภาพทิวทัศน์ริมสองฝั่งแม่น้ำ (แม้จะขัดใจตึกสูงริมแม่น้ำอยู่บ้างก็ตาม) การเดินทางที่ค่อยเป็นค่อยไปไม่รีบเร่งจนเกินพอดี ทำให้ฉันลืมความร้อนรนของชีวิตในเมืองหลวงไปได้ชั่วคราว

หลายปีก่อนตอนไปเข้ากลุ่มเชิงจิตวิทยาในสมัยเรียนปริญญาตรี กิจกรรมหนึ่งอาจารย์ให้พวกเราวาดรูปที่เป็นสัญลักษณ์แทนชีวิตของตนเอง และรูปที่ฉันวาดก็คือรถเมล์ ความหมายที่ฉันต้องการสื่อก็คือชีวิตคนเรานั้นดำเนินไปเรื่อยๆ จอดแวะพักเป็นครั้งคราว มีผู้คนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ทั้งแปลกหน้าและคุ้นเคย ทั้งต่างจุดหมายและเป็นเพื่อนร่วมทาง หากเป็นตอนนี้ฉันอาจจะเปรียบชีวิตตนเองว่าเป็นเหมือนเรือโดยสารก็ได้ แม้จะเป็นเดินทางเหมือนกัน แต่การเดินทางทางน้ำเป็นการเดินทางที่น่าอภิรมณ์มากกว่าการโลดแล่นบนท้องที่เต็มไปด้วยมลภาวะมากนัก จะว่าไปแล้ว ทั้งรถเมล์และเรือโดยสารในความเป็นจริงต่างก็มีปลายทางที่แน่ชัด ผิดกับรถเมล์และเรือโดยสารในจินตนาการที่เป็นสัญลักษณ์แทนชีวิตของฉัน ซึ่งไม่อาจรู้ว่าปลายทางจะไปสิ้นสุดที่ใด อย่างไรก็ตาม ฉันเชื่อว่าสิ่งที่ควรคำนึงไม่ใช่ปลายทางที่ชีวิตนำพาเราไป หากเป็นคำถามที่ว่าเราจะเดินทางด้วยความรู้สึกแบบใด และแบบไหนที่เรียกว่าชีวิตที่มีความสุข – เร่งรีบร้อนรนให้ถึงจุดหมาย หรือค่อยเป็นค่อยไปและดื่มด่ำกับทิวทัศน์สองข้างทาง – แม้คำตอบอย่างหลังจะดูดีและพาฝันเหมือนชีวิตในอุดมคติ หากทว่าในชีวิตจริงบางครั้งเราก็ลืมตระหนักไปว่าเรากำลังใช้ชีวิตแบบใด

ฉันย้อนถามตัวเองว่าแล้วฉันล่ะ กำลังใช้ชีวิตแบบใดอยู่ ฉันครุ่นคิดจนได้คำตอบว่า แม้ฉันปรารถนาที่จะดื่มด่ำกับชีวิตระหว่างทาง แต่ก็พบว่าบางครั้งตนเองก็เร่งเร้าที่จะนำพาชีวิตไปสู่อะไรสักอย่างที่ดูเหมือนว่าฉันก็ยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร พักนี้ฉันค่อนข้างตระหนักถึงความเคลื่อนไหวของจิตใจตนเองได้ไว แม้จะไม่ทุกครั้งก็เถอะ แต่หลายครั้งที่ฉันรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่ามันกำลังร้อนรน บีบคั้น และอยู่ไม่สุข ความปรารถนาภายในจิตใจลอยวูบไหวไปมาราวกับวิญญาณ เหมือนจะรับรู้ได้ว่ามีอยู่ แต่จับต้องไม่ได้และมองเห็นไม่ถนัดชัดเจน หรือเป็นเพราะฉันเร่งเร้ากับชีวิตมากเกินไป กำหนดกะเกณฑ์กับมันมากเกินไป จึงทำให้ใจของตนเองไม่เป็นสุข

หลายวันก่อน ในขณะที่ฉันกำลังรอรถเมล์อยู่ที่สยามด้วยความร้อนรนและขุ่นเคืองใจเล็กๆ ที่รถเมล์สายที่รอคอยยังไม่มาสักที ฉันเหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเดินผ่านมา ท่าทางในการเดินของเธอแสดงออกถึงความไม่ปกติบางอย่าง ใบหน้าของเธอมอมแมม เนื้อตัวของเธอสกปรก เธอตรงเข้ามารื้อค้นถุงขยะสีดำที่วางอยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งที่ฉันยืน สิ่งที่ทำให้ฉันสะดุดใจไม่ใช่ทั้งหมดที่กล่าวมา หากแต่เป็นรอยยิ้มที่ปรากฎบนใบหน้าของเธอ มันปรากฎขึ้นราวกับสิ่งแปลกปลอมและไม่น่าอยู่ร่วมกันได้ ในขณะที่หลากหลายใบหน้าที่ยืนอยู่บริเวณนั้น – ซึ่งเนื้อตัวสะอาดสะอ้าน แต่งกายตามมาตรฐานและค่านิยมของสังคม – เรียบเฉย บึ้งตึ้ง หรือไม่ก็หน้านิ่วคิ้วขมวดเช่นฉัน แต่ใบหน้าของผู้หญิงที่ดูไม่ค่อยเต็มเต็งคนนี้กลับมีรอยยิ้ม

ราวกับมีมนตร์วิเศษ รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของฉันเช่นกัน ความร้อนรนและขุ่นเคืองใจมลายหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ฉันทุกข์ร้อนกับชีวิตนักหรือไงถึงได้ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดปานนั้น ก็ไม่ถึงขนาดนั้น แล้วทำไมฉันจึงไม่ยิ้มแย้มให้กับชีวิตอย่างมีความสุขล่ะ แม้เราจะไม่รู้จักกัน แต่ที่ป้ายรถเมล์ในค่ำคืนนั้น ฉันรู้สึกเหมือนเธอคือครูผู้สอนวิชาชีวิตที่ชื่อว่า “ความสุข” บางทีหลักการในการใช้ชีวิตอาจไม่มีอะไรมากไปกว่า ยิ้มต้อนรับให้กับทุกขณะของชีวิต

ในชีวิตจริง ไม่ว่าเราจะเดินทางด้วยจักรยาน มอเตอร์ไซค์ รถเก๋งคันใหญ่ หรือเครื่องบิน อาจมีทุกข์บ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ขอเพียงแค่เหลือบมองดูสองข้างทางบ้างเป็นบางคราวและยิ้มให้กับชีวิตบ้างในบางหน อาจเพียงเท่านี้…ความสุขเล็กๆ ของชีวิตก็เกิดขึ้นได้

ห่วง โหย หา

Posted in รู้(จัก)ใจ on มกราคม 29, 2009 by blackdogsworld

ในช่วงเดียวกันนี้ของปีที่แล้ว ฉันกำลังพยายามอย่างหนักในการเขียนวิทยานิพนธ์เพื่อสอบจบ ด้วยเงื่อนไขและปัจจัยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงในชีวิต ทำให้ฉันต้องจบให้ได้ภายในเทอมนั้น ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อทำงาน แม้ตอนพักฉันก็ไม่อาจสลัดความคิดเกี่ยวกับงานที่กำลังทำอยู่ให้หลุดออกไปได้ง่ายๆ วนเวียน ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า จนกระทั่งในที่สุด…มันก็สำเร็จลุล่วง แม้จะไม่ดีเท่าที่หวัง แต่ก็คงดีที่สุดแล้วที่ฉันจะทำได้ในขณะนั้น

มาถึงปีนี้ เพื่อนๆ ของฉันหลายคนกำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกันกับที่ฉันเคยเจอ ความกดดันและความบีบคั้นที่เกิดขึ้นภายในจิตใจเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ยิ่งเวลาล่วงเลยไปเท่าใด ในใจก็ยิ่งร้อนรนมากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าจะเชื่อมั่นว่าในที่สุดแล้ว เพื่อนๆ ของฉันก็จะผ่านมันไปได้ด้วยดี แต่ลึกๆ ฉันก็อดเป็นห่วงพวกเขาไม่ได้ ความรู้สึกเก่าๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับฉันหวนกลับคืนมาอีกครั้ง แม้มันจะไม่ใช่การงานของฉันเองก็ตาม ฉันอาจจะสำเร็จการศึกษาไปล่วงหน้าเพื่อนๆ แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่ว่าฉันทำวิทยานิพนธ์เสร็จก่อนเท่านั้น หากพูดถึงความสำเร็จที่แท้จริง มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเพื่อนร่วมรุ่นของฉันทุกคนเรียนจบ ฉันรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ แม้ว่าจะเรียนจบไปก่อน แต่ในใจของฉันยังรู้สึกค้างๆ คาๆ เหมือนยังทำภาระกิจบางอย่างไม่เสร็จสิ้น มาถึงวันนี้ภาระกิจดังกล่าวใกล้จะสำเร็จลุล่วงแล้ว ฉันไม่รู้ว่าจะมีโอกาสมางานรับปริญญาของพวกเขาไหม แต่นั่งคงไม่สำคัญเท่ากับความสำเร็จของพวกเราที่เกิดขึ้น ฉันรับรู้เสมอมาว่าเราต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เราก้าวเดินไปบนเส้นทางสายนี้พร้อมๆ กัน ทั้งในวันเวลาแห่งความยากลำบาก และช่วงเวลาแห่งความสุขสันต์

เหลือเวลาอีกไม่นานที่พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันในฐานะของเพื่อนร่วมชั้นเรียน จากนี้แต่ละคนต้องก้าวเดินไปบนเส้นทางชีวิตที่ตนเองเลือก เราอาจได้พบปะกันน้อยลง พูดคุยกันน้อยลง ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันน้อยลง หรือกระทั่งอาจจะไม่ได้เจอกันอีก ไม่มีใครรู้อนาคต เมื่อนึกแล้วฉันก็อดที่จะใจหายไม่ได้กับความจริงที่ตนเองกำลังเผชิญ ช่วงนี้ความรู้สึกโหยหาวันเวลาเก่าๆ เกิดขึ้นในใจของฉันบ่อยครั้ง ภาพวันคืนที่ล่วงเลยหวนกลับคืนมาในห้วงคำนึง เสียงหัวเราะและหยาดน้ำตาที่เคยเกิดขึ้นยังคงชัดเจนในความทรงจำ

ฉันอยากบอกเพื่อนทุกคนว่า ฉันดีใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตมีโอกาสได้มาพบเจอพวกเขา เพื่อนที่นี่คือความหมายที่สำคัญสำหรับชีวิตของฉัน แม้บนเส้นทางที่พวกเราร่วมเดินมาด้วยกันอาจจะไม่ราบเรียบและอาจไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด แต่หากชีวิตของฉันมีโอกาสเลือกอีกครั้ง ฉันก็คงเลือกเส้นทางสายนี้…เส้นทางสายเดิมที่มีทุกคนเดินอยู่ข้างๆ ฉัน กิตติกรรมประกาศในวิทยานิพนธ์ของฉันไม่มีชื่อของเพื่อนคนใดบันทึกลงนั้น แต่อยากให้ทุกคนรับรู้ไว้ว่าทุกคนจารึกอยู่ในใจของฉันเสมอ

cu-couseling1

ฉันและพี่น้องจิตวิทยาการปรึกษา กับ งานจุฬาวิชาการ

Posted in รู้(จัก)ใจ ด้วยแท็ก , , , , , , , on ธันวาคม 1, 2008 by blackdogsworld

งานจุฬาวิชาการจัดขึ้นในวันที่ 26 – 30 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา คณะจิตวิทยาตั้งบู๊ทเผยแพร่ความรู้อยู่ที่จตุรัสจามจุรี (ห้างสรรพสินค้าของมหาวิทยาลัย?) จิตวิทยาสาขาต่างๆ นำความรู้ในสาขาของตนมานำเสนอ สิ่งที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจคือ แบบทดสอบทางจิตวิทยา ที่มีมาให้ทำเป็นจำนวนมาก แม้ว่าฉันจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับแบบทดสอบเหล่านี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นจุดขายที่ดีทีเดียวที่ดึงผู้คนให้มาสนใจจิตวิทยา

ส่วนที่บู๊ทสาขาจิตวิทยาการปรึกษา พวกเราจัดห้องบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาขึ้นเพื่อให้บริการแก่ผู้ที่สนใจ เป็นห้องเล็กๆ 3 ห้องที่กั้นด้วยบอร์ดที่ใช้ติดโปสเตอร์นำเสนอผลงาน ตลอด 5 วันของงานจุฬาวิชาการ มีผู้มารับบริการเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนและนักศึกษา และมีบ้างที่เป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน เหตุผลที่มารับบริการมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์กับครอบครัว คนรัก เพื่อน หรือปัญหาเรื่องการเรียน การทำงาน หรือแม้กระทั่งการแสวงหาตัวตน และความหมายในชีวิต ฯลฯ แม้ว่าห้องบริการปรึกษาอาจจะไม่ค่อยสมบูรณ์นัก เพราะเป็นห้องแคบๆ ที่อยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่เดินผ่านไปมาและมีเสียงดังอื้ออึงอยู่ตลอดเวลา แต่ “ใจ” ของบรรดาพี่น้องจิตวิทยาการปรึกษาที่มาช่วยงานครั้งนี้นั้นเกินร้อย คนที่มาประจำบู๊ทของสาขาส่วนใหญ่เป็นน้องปี 1 ที่เพิ่งเข้าเรียนเป็นปีแรก ถึงแม้จะไม่มีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษามากนัก แต่ฉันคิดว่านั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะหัวใจสำคัญของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาไม่ใช่เทคนิคหรือวิธีการ แต่เป็น “ใจ” ของผู้ให้บริการ

เนื่องจากข้อจำกัดหลายๆ อย่าง ทำให้กระบวนการปรึกษาของพวกเราอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ฉันเชื่อว่าการนั่งรับฟังผู้มารับบริการด้วยใจที่ปรารถนาดีก็เพียงพอแล้วสำหรับการช่วยเหลือในเบื้องต้น และฉันก็เชื่อว่าทุกคนทำได้ดี ปัญหาของผู้รับบริการอาจจะไม่คลี่คลายโดยสิ้นเชิง แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ได้ระบายมันออกมาและได้รับรู้ว่ามีคนที่พร้อมจะรับฟัง ถึงที่สุดแล้วแม้จะไม่มีการประเมินว่าผลการปรึกษาของพวกเราเป็นอย่างไร แต่รอยยิ้มของผู้รับบริการที่เดินออกมาจากห้องก็คงตอบได้ในระดับหนึ่งว่าผลการปรึกษาเป็นอย่างไร หลายคนเดินเข้าไปด้วยสีหย้าและแววตาที่แสดงถึงความทุกข์ใจ แต่เดินกลับออกมาด้วยสีหน้าเบิกบาน ตลอด 5 วันของการบริการ ฉันมองเห็นภาพเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งยืนยันคุณค่าของจิตวิทยาการปรึกษาได้เป็นอย่างดี

นอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว การบริการปรึกษาในงานนี้ยังเป็นสนามฝึกที่ดีของพวกเรา โดยเฉพาะน้องปี 1 การฝึกครั้งนี้มีครูเดินหามาถึงที่ ไม่ต้องไปขวนขวายหาที่ไหน อีกทั้งหากมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นระหว่างการปรึกษา ฉันและรุ่นพี่คนอื่นๆ ก็เตรียมพร้อมที่จะเข้าไปช่วย ซึ่งตลอดงานที่ผ่านมา พวกรุ่นพี่ก็เข้าไปช่วยน้องเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ซึ่งแสดงถึงความมั่นใจและฝีมือที่ค่อยๆ เพาะบ่มขึ้นของบรรดาน้องๆ ฉันเองก็ได้รับประสบการณ์มากมายจากการทำงานครั้งนี้ นอกจากประสบการณ์ในการปรึกษาที่เพิ่มพูนขึ้น จิตใจที่ห่อเหี่ยวจากสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติก็ได้รับการเติมเต็มเช่นเดียวกัน ผู้รับบริการเดินออกจากห้องด้วยรอยยิ้ม ส่วนฉันก็เดินออกมาด้วยความเบิกบานและอิ่มเอมใจ นอกจากนี้ การทำงานครั้งนี้ยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องอีกด้วย ฉันได้คุยกับรุ่นน้องหลายคนที่ปกติไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกัน ได้ปรึกษาหารือกันในเรื่องต่างๆ ฉันรู้สึกว่าการทำงานครั้งนี้เป็นการทำงานที่สนุกสนานและเบิกบานอย่างยิ่ง

ความรู้สึกผิดของฉันกับความโดดเดี่ยวของเธอ

Posted in รู้(จัก)ใจ ด้วยแท็ก , , , on พฤศจิกายน 14, 2008 by blackdogsworld

ความรู้สึกผิดเกิดขึ้นในใจของฉัน หลังจากวางสายจากเพื่อนคนหนึ่ง บางทีความรู้สึกผิดอาจจะเป็นกระบวนการปรับสมดุลทางจิตใจอย่างหนึ่งของคนเราก็เป็นได้ เรารู้สึกผิดเพื่อทำให้ตนเองรู้สึกว่าได้แสดงความรับผิดชอบบางอย่างต่อสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ฉันก็รู้สึกผิดที่เป็นส่วนหนึ่ง (ในบรรดาเหตุและปัจจัยที่ซับซ้อนทั้งหมด) ของความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นภายในใจของรุ่นพี่คนหนึ่ง ความรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่ได้เกิดจากการที่เราอยู่เพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่เรารู้สึกว่าแท้ที่จริงไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกจริงๆ ของเรา ภาพที่ปรากฎดูเหมือนว่าพวกเราจะมีความสัมพันธ์กันดี ระหว่างพี่กับน้อง ระหว่างเพื่อนกับเพื่อน ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ แต่ภาพที่ปรากฎก็เป็นความจริงพอๆ กับเป็นภาพลวงตา มันซ้อนทับกันอยู่อย่างแยกไม่ออก

จากคำบอกเล่าของเพื่อน รุ่นพี่ของฉันตั้งใจว่าจะไม่ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกอีกต่อไป หลังจากพากเพียรพยายามมาอย่างยาวนาน แต่แทบไม่มีความก้าวหน้าใดๆ เกิดขึ้น ผลจากการการปรึกษาหารือเกี่ยวกับแบบวัดของวิทยานิพนธ์ในวันนี้ อาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เธอตัดสินใจ แต่เบื้องหลังการตัดสินใจของเธอคงมีความรู้สึกและเหตุผลหลายๆ อย่างปะปนกันอยู่ การพากเพียรร่ำเรียนมาตลอด 5 ปี ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดใจทิ้งมันไป แต่การที่รุ่นพี่ของฉันตัดสินใจแบบนี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เธอกำลังเผชิญมันยากลำบากเพียงใด และยิ่งหากต้องเผชิญกับมันเพียงลำพังพร้อมๆ กับความรู้สึกโดดเดี่ยวด้วยเล่า คงไม่มีทางออกอื่นใดที่เหมาะสมไปกว่าการหยุดทุกอย่างเอาไว้แต่เพียงเท่านี้

เพื่อนของฉันบอกว่าให้ฉันลองโทรไปหารุ่นพี่คนนี้ดู เผื่อว่าเธออาจจะเปลี่ยนใจ ในใจหนึ่งฉันก็อยากโทรไปหา แต่อีกใจหนึ่งฉันก็ไม่อยากเอาคำปลอบประโลมแบบมักง่ายไปให้กับเธอ ฉันรู้ดีว่าเธอไม่ต้องการคำพูดสวยหรูที่ฟังดูไม่จริงใจเพราะขัดแย้งกับการกระทำ เท่าๆ ที่ฟังจากเพื่อน นาทีนี้ฉันคิดว่าคำพูดใดๆ ก็ไม่เพียงพอที่จะเยียวยาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นและคงไม่มีประโยชน์อันใด ในใจของฉันยังหวังลึกๆ ว่ารุ่นพี่อาจจะเปลี่ยนใจและกลับมาพยายามต่ออีกครั้ง (“อีกครั้ง?” เธอคงบอกกับตัวเองด้วยคำนี้มานับไม่ถ้วนแล้ว) อย่างไรก็ตาม ฉันตั้งใจว่าจะโทรไปหาเธอเพื่อรับฟังเรื่องราวทั้งหมดจากเธอ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ฉันได้แต่หวังให้เวลาช่วยเยียวยาบาดแผลของเธอ แม้จะไม่หายดี แต่ก็ขอให้เธอไม่ทุกข์จนเกินไป

Out of Control

Posted in รู้(จัก)ใจ ด้วยแท็ก , , , , , on กรกฎาคม 20, 2008 by blackdogsworld

ปลายเดือนที่แล้ว ฉันสัญญากับตนเองว่าจะพยายาม “หยุด” การถกเถียงเรื่องการเมืองอย่างเอาเป็นเอาตาย มาวันนี้ฉันพบว่าการทำตามสัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องยากเหลือเกิน

ฉันอดไม่ได้ที่จะมีอารมณ์เมื่อนึกถึงเรื่องการเมือง ปัจุบันสถานการณ์ของบ้านเมืองไม่ค่อยสู้ดีนัก ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังตึงเครียด ทหารไทยกับทหารกัมพูชาเตรียมพร้อมรบอยู่ทุกขณะ เพียงเพื่อดินแดนและสิ่งก่อสร้างที่ต่างฝ่ายสมมติว่าเป็นเจ้าของ ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังปลุกปั่นความรู้สึกชาตินิยมให้กับคนไทยอย่างบ้าคลั่ง และยุยงทหารให้ออกไปรบอยู่ทุกวี่วัน

ฉันพยายามไม่มองว่าพวกเขาเป็น “ศัตรู” แต่ดูเหมือนฉันกำลังหลอกตนเองให้คิดเช่นนั้น

เมื่อมีสติรู้ตัว ฉันจะหายใจเข้า-ออก 3 ครั้ง เพื่อดึงตนเองขึ้นมาจากห้วงเหวแห่งอารมณ์อันกราดเกรี้ยว แต่บ่อยครั้งที่ฉันจมดิ่งลงไปในมหาสมุทรแห่งความเกลียดชังโดยปราศจากแรงต้านทาน

รอยแยกของจิตใจกว้างขึ้นทุกวัน “ศัตรู” ปรากฏเด่นชัดในความรู้สึก

ฉันควรจะทำอย่างไร?

แม้ว่าฉันจะไม่ถึงขั้นหายใจเข้าออกเป็นการเมือง แต่การเฝ้าดูความเคลื่อนไหวและความเป็นไปของกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มตรงข้าม(รัฐบาลและผู้สนับสนุน) กลายเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่งของฉันไปแล้ว โดยเฉพาะการเข้าไปอ่านการถกเถียงทางความคิดในเว็บบอร์ด

ฉันไม่ปฏิเสธว่าการถกเถียงของผู้คนในเว็บบอร์ดมีประโยชน์ในการทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ในความรู้สึกของฉัน เกินครึ่งหนึ่งของข้อความที่ผู้คนเข้ามาโพสเป็นสิ่งที่ไม่มีแก่นสารใดๆ เป็นเพียงการนำเสนอความคิดเห็นของตนเองอย่างสุดโต่ง (หมายถึงเสนออย่างเดียว แต่ไม่รับฟังคนอื่น) การใช้ถ้อยคำหยาบคาย การตอบโต้โดยใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล ฯลฯ

ฉันยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกห่อเหี่ยว ราวกับพลังชีวิตค่อยๆ ลดลงไปทุกขณะเมื่อเปิดเว็บบอร์ด

แน่นอน ทางออกง่ายๆ ก็คือ “หยุดอ่าน” ซะสิ

แต่มันหยุดไม่ได้ง่ายๆ แบบนั้น เพราะจะว่าไปในความห่อเหี่ยว มันก็ยังมีความอยากรู้อยากเห็นปะปนอยู่ ทำให้ฉันคอยติดตามความคิดเห็นในนี้อยู่เสมอ

หลายครั้งที่ฉันรู้สึกว่าตนเองเป็นโรคติดอินเตอร์เน็ตไปเรียบร้อยแล้ว น่าตลกตรงที่ตอนเรียนวิชา “ปัญหาพิเศษ” ตอนปริญญาตรี ฉันเลือกทำหัวข้อ “โรคติดอินเตอร์เน็ต” แต่ตอนนี้ฉันดันมาเป็นเอาเสียเอง

หลายวันต่อจากนี้ ฉันจะเดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัด คงได้ห่างจากอินเตอร์เน็ตไปพอสมควร ฉันหวังว่าฉันคงจะพบบางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจกว่ามัน

ดูเหมือนว่าฉันยิ่งเขียนยิ่งออกทะเลไปเรื่อย ฉันรู้สึกไม่ค่อยมีสมาธิเท่าใดนักในช่วงนี้

ตอนนี้ฉันกำลังพยายามลดการใช้อินเตอร์เน็ตของตนเองให้น้อยลง แต่ไม่ค่อยได้ผลนัก

จะว่าไป ฉันยังควบคุมตนเองไม่ได้เลย แล้วนับประสาอะไรจะไปเปลี่ยนความคิดและความเชื่อของคนอื่น

ไม่มีมิตร-ศัตรู มีเพียงจิตใจที่แบ่งแยก

Posted in รู้(จัก)ใจ ด้วยแท็ก , , , , , , , , , on มิถุนายน 30, 2008 by blackdogsworld

ชีวิตของฉันในช่วงนี้วนเวียนอยู่กับการถกเถียงทางความคิด ทั้งกับคนรอบข้างและกับตนเอง เกือบทุกครั้งไม่มีข้อสรุป และมากครั้งที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ทั้งทางความคิดและความรู้สึก

ประเด็นสำคัญตอนนี้ก็คือ “การเมืองไทย” ที่กำลังร้อนระอุ ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลของนายสมัคร(หรือนายทักษิณ?)กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(ของใคร?) ขยายวงกว้างเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนที่นิยมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือแม้กระทั่งผู้ที่ไม่นิยมฝ่ายใดก็ยังถูกดึงเข้าไปสู่เกมแห่งการประลองกำลังกับเขาด้วย

ตอนนี้ความคิดที่ว่าคนที่คิดเห็นตรงกันคือ “มิตร” และคิดต่างคือ “ศัตรู” กำลังก่อตัวขึ้นในสังคม และฉันเอง แม้จะปฏิเสธการเลือกข้าง แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความคิดแบ่งแยกเกิดขึ้นภายในใจ

ฉันมองว่าการถกเถียงทางความคิดที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในสังคมตั้งอยู่บน “ความรู้สึก” มากกว่า “เหตุผล” หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็น “เหตุผลปนความรู้สึก” เสียเป็นส่วนใหญ่

เมื่อต่างฝ่ายต่างมีกรอบในการมองโลกคนละชุดและพยายามชูกรอบของตนเองว่าเป็นความจริงสูงสุด ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจึงไม่อาจยุติ ยิ่งนานวันจิตใจที่แบ่งแยกระหว่างพวกเขา-พวกเรา มิตร-ศัตรูก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ฉันแทบไม่อยากเชื่อเมื่ออ่านความคิดเห็นตามเว็บบอร์ดทางการเมืองต่างๆ ความคิดเห็นจำนวนมากแสดงถึงความโกรธ เกลียด แค้น เคือง ฝ่ายตรงข้ามราวกับพวกเขาได้ก่ออาชญากรรมใหญ่หลวง ทั้งที่ทั้งหมดเป็นเพียง “ความต่าง” ของจุดยืนทางการเมือง

ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเพียงเศษเสี้ยงเดียวของชีวิต

จุดยืนของฉันคือไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ และคิดว่าพวกเขาควรจะเลิกตะแบงในการขับไล่รัฐบาลและหยุดสร้างความแตกแยกให้กับคนในสังคมเสียที ในขณะที่คนรายรอบตัวฉันหลายคนเชื่อในแนวทางของกลุ่มพันธมิตรฯ และพวกเขาก็มีเหตุผลในการชุมนุมและขับไล่รัฐบาลที่พวกเขาคิดว่าไม่ชอบธรรม

ในการสนทนาเกี่ยวกับประเด็นนี้ หลายครั้งที่ฉันนิ่งเงียบเพราะไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพวกพ้อง ได้แต่เก็บเป็นความขับข้องในใจ แต่ก็มีไม่น้อยเหมือนกันที่ฉันพยายามชักจูงให้พวกเขาเชื่อตามเหตุผลของฉัน

และอย่างที่บอก มันมักจบลงด้วยความขัดแย้งเสมอ

ตอนนี้ฉันยังมองไม่เห็นทางออกของความขัดแย้งในสังคมที่กำลังเกิดขึ้น ไม่รู้ว่าบทสรุปของเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร

กลุ่มพันธมิตรฯ จะชุมนุมไปถึงเมื่อไหร่?

รัฐบาลของนายสมัครจะลาออกหรือไม่?

นายทักษิณจะถูกดำเนินคดีและถูกจำคุกไหม?

ฯลฯ

คงไม่มีผู้ใดตอบได้

แต่สิ่งที่ฉันคิดว่าสิ่งที่พวกเราควรจะทำเป็นอันดับแรกก็คือ “หยุด” ที่จะมองผู้ที่เห็นต่างเป็น “ศัตรู”

ไม่ว่าเราจะนิยมกลุ่มพันธมิตรฯ หรือเชียร์รัฐบาล อย่าให้ใครมาชักจูงให้เราต้องต่อสู้กันเองเพื่อ “อุดมคติ” ซึ่งแท้จริงแล้วไร้แก่นสาร

สำหรับคนส่วนใหญ่ คำว่า “สมานฉันท์” อาจฟังดูเลื่อนลอย เพราะอย่างไรเสียความขัดแย้งก็เป็นสิ่งไม่อาจหลีกเลี่ยง ไม่มีทางที่เราทุกคนจะคิดเห็นตรงกัน แต่อย่างน้อยก็ขอให้ “สมานฉันท์” จิตใจที่แบ่งแยกและเต็มไปด้วยความโกรธเกลียดของเราเอง

ฉันสัญญากับตนเองว่าจะพยายาม “หยุด” การถกเถียงเรื่องการเมืองอย่างเอาเป็นเอาตายนับแต่บัดนี้ เพราะรู้สึกว่าตนเองสูญเสียพลังไปกับเรื่องนี้มากเหลือเกิน และไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดกับชีวิต

แน่นอน การเมืองเป็นเรื่องที่คนทุกคนในสังคมควรใส่ใจ แต่อย่าลืมว่ามันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต จุดยืนและความคิดที่แตกต่างก็ถกเถียงและว่ากันไปตามครรลองของมัน

แต่สิ่งที่เราต้องต่อสู้ด้วยแท้จริงก็คือ “ความโกรธเกลียด” ในใจของเราเอง