Archive for the ท่ามกลางสวนอักษร Category

เมื่อคุณเป็นผู้แสดงในละครแห่งชีวิต

Posted in Reflecting on Life, ท่ามกลางสวนอักษร ด้วยแท็ก , , , on กรกฎาคม 15, 2009 by blackdogsworld

หลายครั้งที่เราเฝ้ามองชีวิตจากภายนอกในฐานะผู้ชม เราเฝ้ามองการแสดงของชีวิตและทำความเข้าใจมันด้วยความคิดและความเพ้อฝันที่บ่อยครั้งมักจะไม่ตรงกับความเป็นจริง ในฐานะผู้ชมที่นั่งเหม่อลอยอยู่กับความคิดฝันของตนเอง สิ่งต่างๆ ในชีวิตดูง่ายและสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุและผล ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปในแบบที่มันควรจะเป็น อย่างน้อยเราก็เชื่อมั่นเช่นนั้น ตราบจนเรากระโดดเข้าไปเป็นผู้แสดงในละครแห่งชีวิต เมื่อนั้นสิ่งต่างๆ ก็เริ่มไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ในสุนทรพจน์ของ ดร.มาร์ค ลูอิส อาจารย์สอนจิตวิทยาคลินิกที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส ที่กล่าวกับบัณฑิตจบใหม่ของมหาวิทยาลัยเท็กซัสในปี 2000 (จากหนังสือ วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลับไม่ได้สอน แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล*) มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ผมชอบ เรื่องดังกล่าวมีชื่อว่า “นักไต่ลวดคนแรก” ดร.ลูอิส เล่าถึง “บรอนดินผู้ยิ่งใหญ่” เขาเป็นนักแสดงกายกรรมไต่ลวดที่มีชื่อเสียง เขาเดินไต่ลวดข้ามน้ำตกไนแองกาล่าครั้งแล้วครั้งเล่าต่อหน้าผู้คนนับพัน เขาเดินข้ามน้ำตกโดยตีลังกาเมื่อเดินไปถึงกึ่งกลางเส้นลวดแล้วเดินต่อ ข้ามโดยการปิดตา ข้ามโดยยกเตาอบไปด้วย ข้ามโดยล่ามโซ่ไว้ที่ขา ข้ามโดยขี่จักรยาน ครั้งหนึ่งเขาข้ามโดยผลักรถเข็นล้อเดียวข้ามไปด้วย แต่ก่อนหน้าที่จะข้าม เขาตะโกนถามคนดูว่า “ใครเชื่อบ้างว่าผมจะผลักรถเข็นคันนี้ข้ามไปได้?” ทุกคนยกมือแสดงความเห็นด้วย บรอนดินชี้ไปที่ชายคนหนึ่งเพื่อถามถึงความมั่นใจ ชายคนนั้นยืนยันหนักแน่นด้วยความเชื่อมั่นว่าบรอนดินต้องทำได้ “ขอบคุณครับ” บรอนดินตอบ ก่อนที่จะบอกต่อไปว่า “ถ้าอย่างนั้นขอเชิญให้คุณเข้ามานั่งในรถเข็นหน่อยครับ”

หากคุณเป็นชายคนนั้น คุณจะรู้สึกอย่างไร?

หากไม่ได้เข้าไปสัมผัสกับประสบการณ์จริง เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา ชีวิตจริงไม่ได้ดำเนินไปดังที่เราเคยคิดหรือจินตนาการถึง เมื่อเราเปลี่ยนจากผู้ชมเป็นผู้แสดง ชีวิตช่างไม่ง่ายและไม่สมเหตุสมผลเหมือนดังที่เราเคยคิดเอาเสียเลย เราอาจยืนยันหนักแน่นถึงสิ่งที่เรายึดถือและเชื่อมั่นโดยที่เราเองก็ไม่เคยได้สัมผัสมันจริงๆ ดังที่ชายคนนั้นเชื่อมั่นว่าบรอนดินต้องข้ามเส้นลวดโดยผลักรถเข็นล้อเดียวไปด้วยได้ แต่เมื่อเราต้องเข้าไปสัมผัสกับชีวิตจริงที่ไม่ใช่แค่ความคิดฝันอันเพ้อเจ้อในหัวของตัวเอง เช่นเดียวกับที่บรอนดินท้าทายชายคนดังกล่าวให้ขึ้นมานั่งในรถเข็น เมื่อนั้นความรู้สึกของเราที่มีต่อชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ความเชื่อมั่นที่เราเคยมีเริ่มสั่นคลอน เหตุผลเดียวที่มันสั่นคลอนเป็นเพราะเราไม่เคย “เชื่อ” มันจริงๆ เราใช้ชีวิตโดยวางพื้นฐานอยู่บนความคิดและจินตนาการ มากกว่าประสบการณ์ตรง ทำให้เราไม่เคยเชื่อมั่นในความคิดและความเชื่อของเราอย่างแท้จริง ทางออกของสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรมากไปว่า “กลืนความกลัวเข้าไป และก้าวเข้าไปนั่งในรถเข็น” ดังที่ ดร.ลูอิส กล่าวไว้

คุณล่ะ พร้อมหรือยังที่จะก้าวเข้าไปนั่งในรถเข็นที่กำลังไต่ไปบนเส้นลวดแห่งโชคชะตา

หมายเหตุ

วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน (สำนักพิมพ์โอเพ่นบุคส์ ราคา 165 บาท) เป็นหนังสือรวบรวมสุนทรพจน์ของบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ ที่กล่าวในวันจบการศึกษาของบัณฑิตมหาวิทยาลัยในอเมริกา สุนทรพจน์ของ ดร.ลูอิส เป็นสุนทรพจน์ที่ผมชอบที่สุดในเล่ม รองลงมาคือสุนทรพจน์ของสตีฟ จ็อบส์ ผู้บริหารบริษัทแอ๊ปเปิ้ล ลองหามาอ่านดูนะครับ

แวนโก๊ะเรียกพี่: ปลุกความเป็นเ็ด็กในตัวคุณ

Posted in ท่ามกลางสวนอักษร ด้วยแท็ก , , , , , , on กุมภาพันธ์ 18, 2009 by blackdogsworld

พักหลังๆ มานี้ ผมอ่านหนังสือจบเล่มน้อยมาก ส่วนใหญ่อ่านแบบครึ่งๆ กลางๆ ค้างๆ คาๆ เล่มนี้นิดเล่มนั้นหน่อย แล้วก็คั่นหน้าค้างไว้จนลืม มาปีนี้ตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือให้มากขึ้น แต่ผ่านมาเกือบสองเดือนแล้ว หนังสือที่ผมอ่านจบจริงๆ มีเพียงนิยาย 2 เล่ม คือ “ปิศาจ” ของเสนีย์ เสาวพงษ์ กับ “ทุ่งมหาราช” ของเรียมเอง (มาลัย ชูพินิจ)  ทั้ง 2 เล่มได้มาพร้อมกันจากร้านดอกหญ้าที่สยามแสคว์ หลังจากอ่านทุ่งมหาราชจบไปเมื่อต้นเดือน ผมก็ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มใดจบอีกเลย จนกระทั่งวันนี้

วันนี้ผมไปนั่งทำงานที่หอสมุดกับเพื่อนๆ ซึ่งประกอบด้วยพี่มี่ วิกกี้ และปูน ในขณะที่กำลังนั่งทำงาน ผมเห็นพี่มี่หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน และหัวเราะคิกคักอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผมเกิดความสนใจขึ้นมาว่าหนังสือที่อยู่ในมือของพี่มี่เป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร ทำไมถึงทำให้พี่มี่ขำได้ขนาดนี้ คำถามของผมได้รับคำตอบเมื่อผมลองหยิบมันขึ้นมาอ่านด้วยตัวเอง หนังสือเล่มที่ว่าก็คือ “แวนโก๊ะเรียกพี่” ของสังข์ 108 มงกุฏ ที่จริงผมเคยเห็นหนังสือเล่มนี้มานานแล้ว แต่ไม่เคยคิดอยากจะอ่าน ไม่แม้กระทั่งหยิบขึ้นมาเปิดดู แต่พอได้เปิดอ่านแล้ว ต้องบอกว่า มันสนุกถึงขั้นวางไม่ลงทีเดียว

แวนโก๊ะเรียกพี่

“แวนโก๊ะเรียกพี่” ไม่ได้มีสาระ หรือแง่คิดใดๆ ให้หนักหัว มากไปกว่าความสดใสและน่ารักของบรรดาเด็กน้อย แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หนังสือเล่มนี้คู่ควรแก่การหยิบมาอ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกผู้ใหญ่ทั้งหลายที่นับวันจินตนาการและความสดใสแบบเด็กๆ จะถูกลืมเลือนไปตามเข็มนาฬิกาของชีวิตที่หมุนไปอย่างเร่งรีบ ผู้ใหญ่ทุกคนสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ เพื่อปลุกความเป็นเด็กในตัวคุณที่หลับใหลอยู่ที่ไหนสักแห่งให้ตื่นขึ้น นานเท่าไรแล้วนะที่คุณหลงลืมเขาไป ตอนนี้เด็กน้อยคนนั้นยังสบายดีไหม หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว ลองถามเขาดูสิครับ

ผมเชื่อว่าตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ใหญ่ที่จินตนาการหดหาย ทุกวันนี้ผมคิดแล้วคิดอีกก่อนจะหยิบดินสอมาวาดรูปสักรูป เพราะกลัวว่ามันจะไม่สวย และกังวลหากมีคนมาเห็นและวิจารณ์มัน ระยะทางระหว่างหัวใจกับมือแม้จะสั้นๆ แต่สำหรับผมมันช่างไกลแสนไกล กว่าที่หัวใจจะสื่อสารกับมือและถ่ายทอดออกมาเป็นภาพได้นั้นช่างแสนยากเย็น จริงๆ แล้วผมอาจลืมไปว่าคุณค่าของการวาดรูปไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผมกลัวและกังวลเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ปล่้อยให้หัวใจกับมือสื่อสารกันโดยที่ไม่ต้องมีอะไรมาขวางกั้น เพียงแค่นี้…นี่แหละคือคุณค่าของการวาดรูป นอกเหนือจากการวาดรูปแล้ว ผมรู้สึกว่าตนเองมักมองโลกและชีวิตด้วยสายตาที่ซับซ้อน บ่อยครั้งที่ผมอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตตามกรอบของแนวคิดและทฤษฎีหรือความเคยชิน แต่บางทีผมอาจลืมไปว่าคุณค่าบางอย่างของชีวิตไม่อาจค้นพบได้จากตัวหนังสือหรือจากขี้ปากของใคร แต่เกิดจากสัมผัสสิ่งต่างๆ ในชีวิตด้วยใจที่เปิดกว้าง รับรู้โลกอย่างตรงไปตรงมาตามที่หัวใจชักนำ แม้ไม่มีอะไรมายืนยันว่าหัวใจจะนำพาให้ชีวิตประสบความสำเร็จ ร่ำรวย หรือมีชื่อเสียง แต่ที่แน่ๆ หัวใจไม่หลอกเราแน่นอน

ผมไม่อยากยกตัวอย่างว่าเด็กๆ ในหนังสือเล่มนี้เขามีคำพูดเด็ดๆ อะไรบ้าง อยากให้คุณไปลองหาอ่านเอาเองตั้งแต่ต้นจนจบเพื่ออรรถรสในการเสพหนังสือเล่มเล็กที่หนาเพียงสองร้อยกว่าหน้า แต่ผมขอยกส่วนหนึ่งที่ผมชอบที่สุดในหนังสือเล่มนี้มาเป็นตัวอย่างและบทสรุปเรื่องราวทั้งหมดของ “แวนโก๊ะเรียกพี่” ส่วนที่ว่าก็คือบทสุดท้่ายของหนังสือเล่มนี้ สังข์ถามหนูน้อยอายุ 5 ขวบคนหนึ่งว่าโตขึ้นเขาอยากเป็นอะไร หนูน้อยตอบว่า “อยากเป็นเหมือนเดิมครับ” สังข์ถามต่อไป “เป็นอะไร?” คำตอบของหนูน้อยคนนี้ทำเอาผมรู้สึกเหมือนตนเองถูกทุบเข้าจังๆ ที่หัว “…เป็นคน” หนูน้อยตอบ คำตอบของเด็กน้อยอาจจะเกิดขึ้นอย่างใสซื่อและไม่ได้่ผ่านการใคร่ครวญใดๆ ก่อนตอบ แต่มันเป็นคำตอบที่แสดงถึงสัจธรรมสูงสุดอย่างหนึ่งของชีวิต เราไม่จำเป็นต้องอยากเป็นอะไรเลย เพราะจริงๆ แล้วเราก็เป็นอย่างที่เราเป็นนั่นแหละ นั่นก็คือ “…เป็นคน” บางทีอาจจะมีแต่เด็กกับผู้บรรลุธรรมเท่านั้นจึงจะคิดเ่ช่นนี้ได้ ที่จริงแล้ว เด็กน้อยคนนั้นเมื่อหลายปีก่อน(หรือหลายสิบปีก่อน) อาจะไม่ได้หายไปไหน แต่อะไรหลายๆ อย่างในชีวิตทำให้เราหลงลืมเขาไป เราจะทำอย่างไรให้คงความเป็นเด็ก “เหมือนเดิม” ในชีวิตเอาไว้ให้ได้ มันเป็นคำถามที่ท้าทายอย่างยิ่ง

ผมนึกถึงประโยคที่ปราชญ์ชาวอินเดียท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “สิ่งใดๆ ก็ตามที่คุณคิดว่าคุณเป็น จริงๆ แล้วคุณไม่ได้เป็นมันหรอก” เราเป็นอะไรไม่ได้เกิดจากความคิดว่าเราเป็น แต่เราเป็นในสิ่งที่เราเป็น ขอให้คุณหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านด้วยความเพลิดเพลิน และอย่าลืมชวนเด็กน้อยคนนั้นที่นั่งอยู่ข้างๆ คุณคุยด้วยล่ะ หรือถ้าจะให้ดี ฟังเพลง “พื้นที่เล็กเล็ก” ของบอย-ตรัยฯ ไปด้วยก็จะได้อารมณ์มากๆ ครับ

ขอพื้นที่เล็กเล็กให้ยังเป็นเด็กอยู่ได้ไหม นานเท่าไรก็ไม่เปลี่ยนไปได้หรือเปล่า

ให้ความสดใสยังอยู่กับเรา อย่าให้ใครเขามาแย่งไป

ขอพื้นที่เล็กเล็กนี้ยังเป็นเด็กไปนานนาน ให้เรายังได้ฝันให้เรายังยิ้มได้

โลกแห่งความจริงมันจะดีหรือร้าย เก็บความเป็นเด็กในหัวใจ…เอาไว้

(เพลงพื้นที่เล็กเล็ก)

หมายเหตุ

แวนโก๊ะเรียกพี่

บริษัท เวิร์คพอยท์ พับลิชชิ่ง จำกัด

พิมพ์ครั้งที่ 1 ปี 2549

ราคา 185 บาท

หันหน้าเข้าหากัน: จุดเริ่มต้นแห่งการสร้างสรรค์โลกใบใหม่

Posted in ท่ามกลางสวนอักษร ด้วยแท็ก , , , , , , , , , on กุมภาพันธ์ 6, 2008 by blackdogsworld

ช่วงเวลาเกือบสามปีที่ผ่านมา ฉันมีโอกาสพูดคุยกับผู้คนจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการแสวงหาบางสิ่งบางอย่างในชีวิต การพูดคุยกับพวกเขาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ฉันกำลังศึกษา นั่นคือ “จิตวิทยาการปรึกษา” (Counseling Psychology)

จิตวิทยาการปรึกษาคืออะไร? ความหมายคร่าวๆ ของมันก็คือกระบวนการช่วยเหลือและเยียวยาผู้คนอย่างหนึ่งที่อาศัยการพูดคุยเป็นหลัก แต่นิยามที่ฉันคิดว่าสามารถสื่อความเป็นจิตวิทยาการปรึกษาได้ดีกว่าคือ “การพาคนจากที่มืดไปสู่ที่สว่าง” เมื่อผู้คนเป็นทุกข์เปรียบเสมือนพวกเขากำลังเดินอยู่ท่ามกลางโลกที่มืดมิด หน้าที่ของฉันและผู้ที่เรียนจิตวิทยาการปรึกษา ซึ่งเรียกตนเองว่า “Counselor” คือการนำทางผู้คนออกจากความมืดมนไปสู่ความสว่างไสวของชีวิต กระบวนการเพียงอย่างเดียวที่พวกเราใช้ก็คือ “การสนทนา” อาจารย์ของฉันบอกว่าหากเครื่องมือของหมอคือมีดผ่าตัด เครื่องมือของ Couselor ก็คือ “ถ้อยคำ” ที่จะช่วยเยียวยาและรักษาใจของผู้คน

เมื่อได้อ่าน “หันหน้าเข้าหากัน” ของมาร์กาเร็ต เจ. วีตเลย์ ฉันพบว่าสิ่งที่เธอเขียนและกำลังทำไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่ฉันและเพื่อนๆ กำลังทำอยู่ในตอนนี้ วีตเลย์บอกว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ หากเราเริ่มต้นกลับมารับฟังกันและกันอีกครั้ง สิ่งดีๆ หลายอย่างบนโลกเริ่มต้นจากการพูดคุยกันของคนเพียงไม่กี่คน เพียงแค่เราเริ่มต้นหันหน้าเข้าหากัน จากการเดินทางไปพูดคุยกับผู้คนจำนวนมากทั่วโลกที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น ผู้คนเหล่านั้นบอกกับเธอว่าทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อ “ฉันและเพื่อนๆ บางคนเริ่มพูดคุยกัน”

จากการที่ได้เข้าไปสัมผัสและพูดคุยกับผู้คนตลอดสามปีที่ผ่านมา ฉันรู้สึกถึงพลังของการพูดคุยที่สามารถก่อให้เกิดเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ อย่างน้อยก็เริ่มต้นที่ “จิตใจ” ของผู้คน ฉันเชื่อว่าคนทุกคนมีสิ่งที่ตนเองอยากพูด อยากบอก และอยากเล่าให้ผู้อื่นฟัง เพียงแต่ไม่มีโอกาสและวิธีการที่เหมาะสมในการถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ภายใน ทำให้การพูดคุยในชีวิตประจำวันของพวกเราเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตของเราเท่าใดนัก เราพูดคุยกันมากขึ้น แต่เรากลับเข้าใจกันน้อยลง นั่นเป็นเพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะคุย “อะไร” และคุยกัน “อย่างไร”

ใน “หันหน้าเข้าหากัน” วีตเลย์ แนะนำให้พวกเรารู้จักวิธีการที่พวกเราจะสนทนากัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่พวกเราจะนำมันไปสานต่อในวิถีทางของเราเอง หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกเป็นความเรียงสั้นๆ เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสนทนา ส่วนที่สองเป็นภาพวาดประกอบกับถ้อยคำสั้นๆ เพื่อให้ผู้อ่านไตร่ตรอง และส่วนที่สามเป็นบทเริ่มต้นสำหรับการสนทนา ซึ่งเป็นความเรียงสั้นๆ ของวีตเลย์ที่สามารถนำไปใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการพูดคุย สิ่งที่วีตเลย์เน้นย้ำในการสนทนาคือ

     เรายอมรับความเสมอภาคระหว่างกัน

     เราพยายามที่จะสนใจใคร่รู้ในเรื่องราวของผู้อื่น

     เราตระหนักว่าเราต่างต้องการความช่วยเหลือจากกันและกันเพื่อเป็นผู้ฟังที่ดีกว่าเดิม

     เราพูดคุยกันให้ช้าลง เพื่อจะมีเวลาในการขบคิดและไตร่ตรอง

     เราระลึกว่าการพูดคุยเป็นวิธีการใช้ความคิดร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติของมนุษย์

     เราต้องตระหนักว่าอาจจะเกิดความสับสนวุ่นวายในการพูดคุยกันได้

ข้างต้นเป็นหลักการโดยรวมในการสนทนาของวีตเลย์ ฉันพอเข้าใจได้ว่าเป็นรูปแบบการสนทนาที่ไม่เป็นทางการมากนัก อาจเป็นการรวมตัวกันพูดคุยของกลุ่มเพื่อน คนที่ทำงานด้วยกัน หรือสมาชิกของชมรมและองค์กรต่างๆ เพื่อพูดคุยถึงประเด็นต่างๆ ร่วมกัน โดยมีคนหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการสนทนา ซึ่งค่อนข้างคล้ายคลึงกับงานที่ฉันและเพื่อนๆ กำลังทำอยู่

วิธีการหนึ่งที่ฉันและเพื่อนๆ ใช้ในการสนทนากับผู้คนเรียกว่า “กลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยา” (Group Counseling) การสนทนาประกอบด้วยสมาชิก 8-10 คน โดยมีผู้นำกลุ่ม (Group Counselor) เป็นผู้เอื้ออำนวยการสนทนา ผ่านทางประเด็นต่างๆ ที่ต้องการชวนให้สมาชิกได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยน โดยแบ่งมิติของการสนทนาออกเป็น 4 มิติ คือ การเปิดเผยตนเองของสมาชิก (Disclosure) การมีปฏิสัมพันธ์กันของสมาชิก (Interaction) การงอกงามเติบโตของสมาชิก (Growth) และการแก้ไขปัญหาของสมาชิก (Counseling) ซึ่งมิติทั้ง 4 สอดประสานกันอยู่ในการสนทนา

หนังสือของวีตเลย์เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่พวกเราจะใช้เป็นแบบอย่างในการดำเนินการสนทนากับคนรอบข้าง ภายในเล่มเธอได้บอกเล่าประสบการณ์ในการนำวิธีการสนทนาดังกล่าวไปใช้กับผู้คน และเชิญชวนให้พวกเรา “กล้า” ที่จะเริ่มต้นเปิดประเด็นสนทนากับคนรอบข้างเรา

การสนทนามีหลายหลายรูปแบบด้วยกัน นอกจากการสนทนาในแบบของวีตเลย์แล้ว ฉันรู้มาว่า “สถาบันขวัญเมือง” เชียงรายก็ใช้วิธีการสนทนารูปแบบหนึ่งทีเรียกว่า “สุนทรียสนทนา” (Dialogue) ซึ่งเป็นแนวคิดของเดวิด โบห์ม (David Bohm) ฉันไม่รู้รายละเอียดของวิธีการนี้ แต่โดยหลักการแล้วคิดว่าเป็นการพูดคุยกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันและกันอย่างแท้จริง

หนังสือเล่มนี้ช่วยยืนยันความเชื่อของฉันในงานที่ฉันกำลังทำ ฉันเชื่อเหมือนกันวีตเลย์ว่าการสนทนาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง แม้ว่าวิธีการที่ฉันกับเธอหรือคนอื่นๆ ใช้จะแตกต่างกัน แต่แก่นแท้แล้วสิ่งที่เราต้องการเห็นเหมือนกันก็คือ ความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นของการอยู่ร่วมกันของผู้คนในสังคม

เพียงแค่เราหันหน้าเข้าหากันและเริ่มต้นสนทนา