Archive for the ดูละคร ย้อนดูชีวิต Category

Ns’Aoi พยาบาลสาวหัวใจเกินร้อย: 2.ครอบครัว กับ หน้าที่: ทางเลือกของนายแพทย์ทาคางิ

Posted in ดูละคร ย้อนดูชีวิต ด้วยแท็ก , , , , , , , , , on มิถุนายน 20, 2008 by blackdogsworld

Nurse Aoi

อาโออิ พยาบาลสาวหัวใจเกินร้อย

บทความดังต่อไปนี้เป็นการนำเสนอแง่มุมบางอย่างที่ผมได้รับจากการดูละครเรื่องนี้ และพยายามเชื่อมโยงเข้าสู่แง่มุมการเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตและการทำงานของตน มากกว่าที่จะเป็นการวิจารณ์และประเมินค่าเนื้อหาของละคร

ตัวละครหลักทุกตัวในเรื่องล้วนมีเงื่อนปมบางอย่างในชีวิตที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในจิตใจ และนำไปสู่การตัดสินใจเลือกกระทำหรือไม่กระทำบางสิ่งบางอย่าง แต่ละกรณีมีความน่าสนใจและมีแง่มุมบางอย่างให้เรียนรู้

หมายเหตุ: หากท่านไม่ต้องการทราบเนื้อหาซึ่งมีการเปิดเผยส่วนสำคัญของละคร ขอให้หยุดการอ่านแต่เพียงเท่านี้

2. ครอบครัว กับ หน้าที่ : ทางเลือกของนายแพทย์ทาคางิ

หากให้คุณลองนึกถึงภาพหมอสักคน

ผมเชื่อว่าภาพที่คนส่วนใหญ่เห็นคงจะเป็นบุคคลที่ท่าทางสุภาพและน่าเชื่อถือในชุดกราวน์สีขาวสะอาด คล้องคอด้วยเครื่องตรวจชีพจร (ผมไม่แน่ใจว่ามันเรียกว่าอะไร) อาจจะใส่แว่นตาสักหน่อยเพื่อความเป็นผู้คงแก่เรียน

นั่นคือแพทย์ที่เราอาจพบเห็นทั่วไป

แต่ไม่ใช่นายแพทย์ทาคางิอย่างแน่นอน

***

นายแพทย์ทาคางิ เก็นตะ เป็นแพทย์แผนกอายุรเวทของโรงพยาบาลซากุระงาว่า แผนกเดียวกับมิโซระ อาโออิ

ทาคางิไม่เหมือนแพทย์คนใดในโรงพยาล เขาใส่แจ๊คเก็ตหนังขี่มอเตอร์ไซค์ยี่ห้อเวสป้ามาทำงาน ในขณะที่แพทย์คนอื่นขับรถเก๋ง เขามักจะใส่เสื้อกราวน์อย่างลวกๆ ใส่รองเท้าแตะเดินไปมาในโรงพยาบาล และไม่ค่อยได้อาบน้ำ! (สงสัยอากาศจะหนาว) ทั้งที่วิชาชีพแพทย์ต้องรักษาความน่าเชื่อถือจากภาพลักษณ์ที่ปรากฎเป็นอันดับแรก นอกจากนี้เมื่อมีเวลาว่างเขากับนักเทคนิคการแพทย์หนุ่มมักจะรวมหัวกันดูนิตยสารผู้ชาย จนบางครั้งโคมิเนะ พยาบาลมากด้วยความสามารถคนหนึ่งต้องคอยเตือนเขา

แต่สิ่งที่ปรากฏภายนอก มิได้เป็นตัวบ่งชี้ความสามารถที่อยู่ภายในไม่ใช่หรือ?

แน่นอน ภาพลักษณ์ภายนอกใช่ว่าจะไม่มีความสำคัญ

แต่ปัญหาก็คือ เราต่างหลงติดกับมันจนลืมมองคุณค่าที่อยู่ภายใน

สังคมของเราเต็มไปด้วยคนสร้างภาพ ภาพลักษณ์อันงดงามที่ปรากฏภายนอก แต่เมื่อมองลึกเข้าไปภายใน สิ่งที่พบมีเพียงความเปล่ากลวง และไม่มีสาระอันใด

***

อีกครั้งหนึ่งที่มีจดหมายส่งถึงทาคางิ เช่นเดียวกับหลายครั้งก่อนหน้านี้

ภายในคือใบหย่าที่ภรรยาส่งมาให้เขาเซ็น เขาขย้ำมันทิ้งโดยไม่ทันได้อ่าน จดหมายถูกทิ้งลงตระกร้าอีกครั้ง หลายครั้งที่ภรรยาของเขานัดเจอเพื่อให้เซ็นใบหย่า แต่เขาไม่เคยไปพบเธอ หลายครั้งที่ภรรยาส่งใบหย่ามาให้เซ็น แต่เขาก็โยนมันทิ้งลงตระกร้าทุกครั้งไป

จากเหตุการณ์ในคืนวันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ภรรยาทิ้งเขาไปพร้อมกับลูกสาวหนึ่งคน ในชีวิตการทำงาน เขาสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้เป็นจำนวนมาก แต่ในชีวิตส่วนตัว เขาไม่สามารถช่วยเหลือครอบครัวของตนเอง โดยทำได้เพียงเฝ้าดูความล่มสลายที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

ก่อนหน้าเหตุการณ์นี้ เขาเป็นแพทย์ที่มุ่งมั่นในการทำงานอย่างยิ่ง และงานมักจะมานำหน้าครอบครัวเสมอ

หลังจากแยกทางกัน ภรรยาของเขามีสามีใหม่

ส่วนเขาอยู่เพียงลำพังกับอดีตอันเจ็บปวด จากแพทย์ผู้มีอุดมการณ์ในวิชาชีพ กลายเป็นหมอที่ทำงานไปวันๆ อย่างไร้จุดหมาย

เหตุการณ์เดียวที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปตลอดกาล

นี่คือความจริงที่นายแพทย์ทาคางิต้องเผชิญ

***

มันเกิดขึ้นในคืนวันหนึ่ง

ทาคางิเข้าผ่าตัดผู้ป่วยรายหนึ่งที่มีอาการเลือดออกในสมอง เขามาถึงโรงพยาบาลช้าเกินไป ทำให้โอกาสที่จะรอดชีวิตและหายเป็นปกติเหลือน้อยเต็มที แต่ทาคางิไม่ยอมแพ้ เขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วยรายนี้เอาไว้

ในขณะที่กำลังผ่าตัด มีโทรศัพท์ถึงทาคางิ โคมิเนะเป็นผู้รับและนำโน้ตมายื่นให้เขา ทาคางิรับมาอ่านและลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะลงมือทำการผ่าตัดต่อไป

หลายชั่วโมงผ่านไป การผ่าตัดประสบความสำเร็จ

ผู้ป่วยรายนี้รอดชีวิต แต่เขากลายเป็นเจ้าชายนิทรา และนอนสงบนิ่งบนเตียงผู้ป่วยตลอด 5 ปีต่อมา

ส่วนนายแพทย์ทาคางิสูญเสียครอบครัวไปในคืนนั้นเอง

***

ทาคางิไม่เคยเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันนั้น แม้มันจะทำให้เขาต้องเจ็บปวดไปตลอดชีวิต

ในวันนั้นที่เขากำลังผ่าตัดผู้ป่วยรายหนึ่ง ลูกสาวของเขาที่ป่วยเรื้อรังมานานต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลเดียวกับที่เขาทำงาน ภรรยาของเขาบอกพยาบาลให้ไปตามทาคางิมาช่วยชีวิตลูกสาวของตัวเอง

แต่ทาคางิยังคงผ่าตัดให้กับผู้ป่วยที่นอนนิ่งอยู่ตรงหน้าต่อไป เขาไม่สามารถทิ้งผู้ป่วยของตนเองไว้กลางคันได้

สังคมของเราเป็นสังคมหลายมาตรฐานอย่างไม่ต้องสงสัย เรามีกฎเกณฑ์หลายอย่างสำหรับเลือกใช้กับแต่ละคน หากเรื่องนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวก็คงไม่มีปัญหา แต่มาตรฐานทางวิชาชีพควรมีเพียงหนึ่งเดียวให้ปฏิบัติ เพื่อความเท่าเทียมกันของผู้คนที่มีส่วนได้เสียกับการปฏิบัติงานของเรา นั่นคือทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติล่ะ

เช่นเดียวกับที่หมอทาคางิต้องเผชิญ

เขาต้องตัดสินใจว่าจะเลือกครอบครัว หรือผู้ป่วยที่อยู่ตรงหน้า

หากใช้ความรู้สึกส่วนตัวตัดสิน แน่นอน ทุกคนต้องเลือกครอบครัวมาก่อนคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก แต่หากเป็นเช่นนั้นเราจะต่างอะไรกับนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง

ในเมื่อผู้ป่วยรายนี้มาถึงก่อนและกำลังอยู่ระหว่างการรักษา เขาย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเต็มที่จากแพทย์ แน่นอน อาจมีคำถามว่าทาคางิสามารถให้หมอคนอื่นช่วยผู้ป่วยรายนี้แทนมิได้หรือ คำตอบคือย่อมได้ แต่คนอย่างเขาไม่เลือกทำเช่นนั้น หากยึดตามจรรยาบรรณ ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิในการเข้ารับการรักษาอย่างเท่าเทียมกัน และไม่มีการเลือกปฏิบัติ!

นายแพทย์ทาคางิเลือกที่จะยึดมั่นในหลักการของวิชาชีพ เขาให้ความสำคัญกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นคนแปลกหน้าหรือคนในครอบครัว เหมือนที่อาโออิยึดถือว่า “ผู้ป่วยทุกคนเปรียบเหมือนคนในครอบครัว”

ทุกคนมีความสำคัญในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน

ในสายตาของแพทย์คนอื่น การกระทำของทาคางิเป็นสิ่งที่โง่และงี่เง่าอย่างยิ่ง ที่เลือกผู้ป่วยที่มีโอกาสรอดชีวิตและหายเป็นปกติเพียงเล็กน้อย มากกว่าที่จะเลือกลูกสาวแท้ๆ ของตนเอง แม้ว่าท้ายที่สุดลูกสาวของเขาจะรอดชีวิตก็ตาม แต่ครอบครัวของเขาก็ไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไป

ท่ามกลางมาตรฐานที่หลากหลายที่หลายคนยึดถือ แต่มาตรฐานเดียวที่ทาคางิยึดคือ “ความถูกต้อง”

***

ลูกสาวของเขาเป็นนักไวโอลินตัวน้อย เธอชวนเขาไปดูทุกครั้งที่มีการแสดง แต่เขาไม่เคยไป แม้กระทั่งครั้งสุดท้ายที่ลูกสาวแสดงก่อนจะย้ายตามภรรยาของเขาไปอยู่เมืองอื่น เขาก็ไม่ได้มาดู

เพราะเขาเลือกชีวิตของผู้ป่วย

ผมชื่นชมความกล้าหาญของนายแพทย์ทาคางิที่ยืนหยัดและยึดมั่นในอุดมการณ์ในวิชาชีพ เขาเป็นแพทย์ที่ไม่เลือกปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วย ในขณะที่หมอบางคนเลือกรักษาคนรวยก่อนคนจน รักษาพวกพ้องและคนรู้จักก่อนคนแปลกหน้า

แต่เมื่อผมถามตัวเองว่า หากเผชิญกับสถานการณ์เช่นเดียวกับหมอทาคางิ ผมจะเลือกทางไหน ผมกลับเกลียดตัวเองที่ตอบว่าเลือก “ครอบครัว” ก่อน

ผมอ่อนแอเกินไปที่จะยึดมั่นในอุดมการณ์

ในขณะที่เรากำลังด่าทอนักการเมืองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง มีหลายมาตรฐานในการปฏิบัติงาน แต่เราเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เป็นเช่นนั้น แต่เราก็มักจะปลอบใจตัวเองว่าสิ่งที่เราทำเป็นเรื่องเล็กน้อย ในขณะที่สิ่งที่นักการเมืองทำเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ระดับชาติ

ดังคำกล่าวที่ว่า ความผิดของคนอื่นใหญ่โตเท่าภูเขา แต่ความผิดของเรากลับเล็กเพียงเส้นผม

ความเล็กน้อย หรือใหญ่โตไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

ความสำคัญอยู่ตรงที่คุณทำมันหรือเปล่า

เกี่ยวกับละครเรื่องนี้

Nurse Aoi หรือในชื่อไทยว่า “อาโออิ พยาบาลสาวหัวใจเกินร้อย” เป็นละครของญี่ปุ่นที่ดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนชื่อเดียวกันของโคชิโนะ เรียว นำแสดงโดยอิชิฮาระ ซาโตมิ (ผลงานละครก่อนหน้านี้ที่สร้างชื่อให้กับเธอคือ H2) ออกฉายเมื่อต้นปี 2006 รวมทั้งสิ้น 11 ตอน และตอนพิเศษอีก 1 ตอน ส่วนฉบับการ์ตูน ที่ญี่ปุ่นวางจำหน่ายแล้ว 18 เล่ม (ยังไม่จบ) โดยสำนักพิมพ์ Kodansha ส่วนในไทยออกมาแล้ว 3 เล่ม โดยสำนักพิมพ์ NED

Once: กี่ครั้งในชีวิตที่คุณจะเจอคนที่ใช่?

Posted in ดูละคร ย้อนดูชีวิต ด้วยแท็ก , , , , , , , on มิถุนายน 18, 2008 by blackdogsworld

หมายเหตุ: บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาที่สำคัญของภาพยนตร์ หากไม่ต้องการทราบ ข้ามไปอ่านหัวข้อ “เกี่ยวกับภาพยนตร์” ในตอนท้ายได้เลย


-1-

ริมถนนที่วุ่นวายในกรุงดับลิน

ชายคนหนึ่งกำลังยืนขับขานบทเพลงอยู่เพียงลำพัง แลกกับเศษเงินจากคนที่เดินผ่านมาบนถนนสายนี้ มันเป็นบทเพลงที่ไม่มีใครรู้จัก เพราะเขาแต่งขึ้นเองและขับร้องมันเพียงลำพัง แม้ว่าคนส่วนใหญ่อยากฟังเพลงที่พวกเขารู้จักและเป็นที่นิยม และชายหนุ่มอาจจะได้เงินมากขึ้นหากทำเช่นนั้น แต่เขายืนยันที่จะเล่นเพลงของตนเอง เพลงที่แต่งออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ เพราะมันคือดนตรีในแบบของเขา

สองมือบรรเลงดนตรีจากกีตาร์คู่ใจตัวเก่า และปลดปล่อยถ้อยคำที่เรียงร้อยมาเป็นบทเพลง

แม้ไม่มีใครต้องการรับฟัง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญ

บางทีสิ่งที่มีความหมายแท้จริงสำหรับมนุษย์คือ การทุ่มเทให้กับสิ่งที่ตนเองเชื่อ มากกว่าผลที่ได้รับจากมัน

แน่นอน เงินทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ แต่การทำตามความฝันทำให้มนุษย์นอนตายตาหลับ

ในวันปกติ เขาคือช่างซ่อมเครื่องดูดฝุ่นที่ร้านเล็กๆ ของพ่อ แต่ทุกครั้งที่มีโอกาสเขาจะสะพายกีตาร์และเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง เพื่อทำในสิ่งที่เขารัก นั่นก็คือ “การเล่นดนตรี”

เขาคือ “นักดนตรีมืออาชีพ” อย่างแท้จริง แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็น “นักดนตรี”

แม้ชายหนุ่มจะไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนเองฝัน แต่ความฝันนั้นก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ซุกซ่อนอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของหัวใจ และรอคอยเวลาที่มันจะถูกปลุกมันขึ้นมาอีกครั้ง

-2-

คืนวันหนึ่ง ถนนในเมืองดับลินมีผู้คนบางตา

เขายังคงบรรเลงบทเพลงอย่างโดดเดี่ยว ปราศจากคนสนใจ

หญิงสาวคนหนึ่งเดินผ่านมา และหยุดฟังเพลงที่เขาร้อง เธอประทับใจบทเพลงที่ไม่มีใครรู้จักของเขา จากนี้ไป เธอคือผู้หญิงที่เข้ามาจุดประกายความฝันที่เคยสูญหายของเขาขึ้นมาอีกครั้ง

เธอเป็นผู้อพยพชาวเช็คที่ย้ายเข้ามาอยู่ในไอร์แลนด์ พร้อมกับแม่และลูกสาวอีกหนึ่งคน ทั้งสามอาศัยอยู่ในอพาทเมนต์เล็กๆ แห่งหนึ่งในเมือง

ทุกครั้งที่ว่างจากการทำงาน เธอจะเดินเข้าไปที่ร้านขายเครื่องดนตรีในเมือง และขอผู้จัดการร้านเล่นเปียโน หญิงสาวมีฝีมือในการเล่นเปียโน พ่อของเธอเป็นนักดนตรีวงออร์เคสตราที่บ้านเกิด แต่ข้อจำกัดในชีวิตทำให้เธอต้องเก็บความสามารถในส่วนนี้เอาไว้

บางทีชีวิตก็ไม่มีทางเลือกให้กับคนเรามากนัก

สิ่งที่คนเรา “อยาก” ทำ มักสวนทางกับสิ่งที่ “ต้อง” ทำเสมอ

ความสามารถบางอย่างของเราจึงจำเป็นต้องถูกเก็บเอาไว้ เพราะสิ่งที่ “ต้อง” ทำนั้นสำคัญยิ่งกว่า แต่ก็ใช่ว่ามันไม่มีความหมาย เธอไม่อาจใช้การเล่นเปียโนในการสร้างรายได้ให้กับครอบครัว แต่ทุกครั้งที่ได้บรรเลงเปียโน เสียงดนตรีก็ช่วยเติมเต็มบางอย่างในหัวใจของเธอ

ในวันปกติ เธอทำงานเป็นแม่บ้านที่คอยดูแลและทำความสะอาดบ้านที่มีคนว่าจ้าง นอกจากนี้ยังเดินเร่ขายดอกกุหลาบบนถนนในเมือง ถนนเดียวกับที่เขาเล่นดนตรี

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มต้นขึ้น เมื่อเธอรู้ว่าเขาเป็นช่างซ่อมเครื่องดูดฝุ่น และบอกว่าจะเอาเครื่องดูดฝุ่นของเธอมาให้เขาซ่อม วันต่อมาเธอกับเขาเดินคุยกัน โดยหญิงสาวลากเครื่องดูดฝุ่นไปด้วย ท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่านบนถนนในเมือง

เป็นฉากที่ประทับใจผมเหลือเกิน

-3-

เขาคือชายที่มีบาดแผลจากอดีต คนรักของเขาย้ายไปอยู่ที่ลอนดอน ส่วนเขายังลังเลที่จะตามเธอไปที่นั่น หรือที่จริงเขาอาจจะกลัวที่จะเดินทางไปตามหาความฝันในการเป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง เมื่อไม่อยากผิดหวัง เขาจึงเลือกที่จะเล่นดนตรีเงียบๆ เพียงลำพังที่บ้านเกิด

เล่นตามใจชอบ ไม่ต้องคาดหวังการยอมรับจากใคร แม้ใจจริงเขาอาจจะไม่ได้ต้องการเช่นนั้น

ส่วนเธอคือหญิงสาวที่มั่นคงต่อสามี แม้ว่าเธอกับแม่และลูกสาวอพยพมาที่ไอร์แลนด์ และไม่ได้ข่าวของสามีที่ยังคงอยู่ในเช็ค แต่เธอก็ยังคงเฝ้ารอวันที่เขาจะเดินทางตามมา

ไม่ว่าเธอยังรักเขาอยู่หรือไม่ แต่เขาคือสามีของเธอ และลูกของเธอก็ต้องการพ่อ

-4-

วันหนึ่ง ที่ร้านขายเครื่องดนตรี

เขาหยิบกีตาร์ขึ้นมา เธอนั่งอยู่หน้าเปียโน ทั้งสองบรรเลงบทเพลงแห่งโชคชะตาเพลงแรกร่วมกัน มันคือบทเพลงที่ชื่อ “Falling Slowly” เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงความฝันในชีวิตที่ยังคงหลงเหลืออยู่ และเรายังมีเวลาที่จะกอบกู้มันคืนมา แม้ว่ามันจะค่อยๆ สูญสลายลงทุกขณะก็ตาม

มันเป็นบทเพลงที่เป็นตัวแทนของชีวิตชายหนุ่มในตอนนี้

Take this sinking boat and point it home

We’ve still got time

Raise your hopeful voice you have a choice

You’ve made it now

(Falling Slowly)

เธอเข้ามากอบกู้ “นาวาแห่งความฝัน” ที่กำลังค่อยๆ จมลงของเขา ให้กลับฟื้นขึ้นมาและล่องลอยต่อไปบนสายธารแห่งชีวิต บทเพลงที่เขาและเธอร่วมกันขับขานได้ปลุกความฝันที่จะเป็นนักดนตรีและมีผลงานออกอัลบั้มของเขาขึ้นมาอีกครั้ง

และในทางกลับกัน เขาเองก็ช่วยโอบอุ้มความฝันของเธอไว้ด้วยเช่นกัน แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วเรา(ซึ่งเป็นผู้ชม) จะไม่รู้ว่าเส้นทางแห่งความฝันของทั้งคู่จะดำเนินไปสิ้นสุดตรงที่ใด แต่เขาและเธอก็ทำให้เราได้ตระหนักว่าความฝันนั้นยังคงอยู่ แม้มันจะไม่มีวันเป็นความจริงก็ตาม

เวลาล่วงเลยผ่าน เขาและเธอต่างร่วมมือกันสร้างฝันด้วยบทเพลง และสานสัมพันธ์แห่งความรักที่ลึกๆ ต่างก็รู้ดีว่าไม่มีทางเป็นไปได้

วันหนึ่งที่ริมทะเล หลังจากหญิงสาวพูดถึงสามีของเธอ ชายหนุ่มถามเธอว่า “คุณรักเขาหรือเปล่า ภาษาเชคว่ายังไง”

หญิงสาวตอบคำถามดังกล่าว ก่อนที่ชายหนุ่มจะถามต่อไปว่า “แล้วคุณรักเขาหรือเปล่า”

เธอตอบเขาเป็นภาษาเชคซึ่งไม่มีคำแปลเป็นภาษาไทยในซับไตเติ้ล แต่ความหมายของประโยคดังกล่าวก็คือ “ฉันรักคุณ” (ไม่ใช่เขา!)

แน่นอน เขาไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูดในวันนั้น และตลอดเวลาที่ใกล้ชิดกันต่างฝ่ายก็ไม่ได้เปิดเผยความในใจที่ตนเองมีให้แก่กันและกัน แต่ผมเชื่อว่าเขาและเธอต่างเข้าใจความรู้สึกที่อีกฝ่ายมีให้

เพียงแต่มิอาจเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยเงื่อนไขหลายๆ ประการของชีวิต

หรือบางทีมันอาจไม่จำเป็นต้องบอกก็เป็นได้

-5-

นี่คือฉากที่น่าประทับใจที่สุดฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้

ค่ำคืนหนึ่งที่อพาร์ทเมนต์ของหญิงสาว เธอกำลังฟังดนตรีที่เอาอัดให้

หญิงสาวรับอาสาช่วยเขาแต่งเนื้อเพลงจากทำนองเพลงที่มีอยู่ ฟังได้ไม่นานแบตเตอรี่ในเครื่องเล่นหมดลง เธอเดินเข้าไปในห้องของลูกสาวที่กำลังหลับอยู่ และหยิบเศษเหรียญในกระปุกของลูกออกมา “แม่ขอยืมไปใช้ก่อนนะ”

แม้จะไม่มีเงินซื้อแบตเตอรี่ แต่เธอก็ยอมที่จะหยิบเงินเก็บของลูกมาใช้ เพื่อฟังดนตรีและแต่งเพลงให้เขา เธอเดินออกจากอพาทเมนต์ไปบนฟุตบาทที่มีเพียงแสงสลัวเลือนลางจากไฟข้างถนน เพื่อไปยังร้านค้าที่อยู่ถัดไปหลายช่วงตึก

ความรักทำให้คนเราสามารถทำได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องที่ดูงี่เง่าที่สุดในสายตาคนรอบข้าง แต่เราคงไม่มีวันเข้าใจภาวะดังกล่าว หากเราไม่ได้ใครคนนั้นที่อยู่ในห้วงแห่งความรัก

ความรักเปรียบเหมือนหลุมดำที่กลืนกินทุกสิ่งที่อยู่รอบข้าง แต่เราก็อดใจไม่ได้ที่จะกระโจนเข้าหา แม้จะรู้ว่าเราต้องเจ็บปวดจากมัน

ระหว่างทางเดินกลับ เธอยัดหูฟังใส่หูและเปิดเครื่องเล่น เนื้อเพลงของหญิงสาวพร่างพรูออกมาประกอบกับท่วงทำนองของชายหนุ่ม กลายเป็นบทเพลงที่ชื่อ “If you want me”

Are you really here or am I dreaming

I can’t tell dreams from truth

For it’s been so long since I have seen you

I can hardly remember your face anymore

When I get really lonely and the distance calls its only silence

I think of you smiling with pride in your eyes a lover that sighs

(If you want me)

มีบางสิ่งบางอย่างที่เชื่อมร้อยความรู้สึกของทั้งคู่เข้าด้วยกัน แม้จะเจอะเจอกันเพียงไม่นาน ระยะเวลาไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้อะไรได้เลยในเรื่องของความรัก

การรู้ได้ว่าใครคือ “คนที่ใช่” สำหรับเรา ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลมารองรับ ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ มาอธิบายให้มากความ

การไม่อาจอยู่ร่วมกับ “คนที่ใช่” สำหรับเราเป็นสิ่งที่เจ็บปวด แต่อย่างน้อยเราก็บอกกับตนเองได้ว่าใครคนนั้นมีตัวตนอยู่จริงบนโลกนี้ แม้ใครคนนั้นจะจากไปในโลกแห่งความเป็นจริง แต่เขาไม่มีวันเลือนหายไปจากโลกแห่งความฝันที่อยู่ภายในใจของเรา

ตลอดทั้งเรื่อง ตอนที่เขาและเธอได้ใกล้ชิดกันที่สุดอาจจะเป็นตอนที่เล่นดนตรีและร้องเพลงร่วมกัน ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้น ไม่มีการสัมผัส ไม่มีการจูบ และไม่มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง (แม้เขาจะคิดอยู่บ้างตอนแรกที่ได้พบเธอ) พวกเขาสื่อสารความรู้สึกกันผ่านดนตรีและบทเพลงในโลกแห่งความฝัน

เพียงเท่านี้ก็มากเกินพอ

-6-

เช่นเดียวกับเขาและเธอที่ช่วยเติมเต็มความฝันให้แก่กันและกัน

ผมเชื่อว่าคนเราไม่อาจบรรลุถึงความฝันได้เพียงลำพัง ไม่ว่าเราจะเป็นใครหรือเก่งกล้าสามารถเพียงใด เราทุกคนต่างต้องการใครสักคนมาเป็นเพื่อนร่วมทางแห่งการแสวงหา ใครสักคนที่คอยปลอบโยนยามเราท้อแท้และเสียใจ ใครสักคนที่คอยเติมเต็มกำลังใจในยามที่เหนื่อยและอ่อนล้า ใครสักคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเราเป็นคนสุดท้ายแม้ว่ารอบกายเราจะไม่มีใครเหลือ

แล้วกี่ครั้งในชีวิตกันล่ะ ที่เราจะเจอคนๆ นั้น

หากคุณเจอใครคนนั้นแล้ว ผมก็ยินดีด้วย แต่ก็ต้องระลึกไว้อยู่เสมอว่าอาจจะเป็นแค่ “ครั้งเดียว” ในชีวิต หมั่นคอยดูแลและรักษาหัวใจของกันและกันเอาไว้ให้ดี เพราะอาจจะไม่มีครั้งต่อไปที่สายลมแห่งโชคชะตาจะนำพาใครคนนั้นเข้ามาในชีวิตของคุณอีกครั้ง

ในโลกนี้อาจมีคนมากมายเป็นสิบเป็นร้อยที่เราชื่นชอบ แต่ “คนที่ใช่”สำหรับเราล่ะ จะมีสักกี่คน

-7-

จากวันแรกที่เขาพบเธอจนถึงวันสุดท้าย แม้ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นเวลาเพียงเสี้ยวขณะหนึ่งของชีวิตก็ตาม แต่ก็เป็น “ครั้งเดียว” ที่มีความหมายสำหรับเขาและเธอ และจะอยู่ในความทรงจำของทั้งคู่ไปตลอดกาล

เขาตัดสินใจเดินทางไปหาคนรักที่ลอนดอน และนำเดโมที่อัดร่วมกับเธอติดตัวไปด้วย

ส่วนเธอได้พบกับสามีอีกครั้งและใช้ชีวิตร่วมกันที่ดับลิน พร้อมกับแม่และลูกสาว และได้เล่นเปียโนที่ตนเองรัก

ในเรื่องนี้ เขาคือชายผู้ไม่มีชื่อ (เครดิตตอนท้ายแทนชื่อเขาว่า “Guy”)

เธอคือผู้หญิงที่ไม่มีชื่อเช่นเดียวกัน (เครดิตตอนท้ายแทนชื่อเธอว่า “Girl”)

ผมไม่รู้ว่าเจตนาของผู้กำกับคืออะไร และไม่อยากเดาส่งเดช จึงขอแค่เพียงเก็บความรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับปริศนาที่ยังไม่คลี่คลายเอาไว้แบบนี้ดีกว่า หากคุณต้องการเดา ขอเชิญตามสบาย

อาจารย์ของผมเคยบอกว่า “เหตุการณ์ทุกอย่างในชีวิตเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียว” เช่นเดียวกับที่นักปรัชญากรีกโบราณกล่าวว่า “เราไม่อาจก้าวลงบนแม่น้ำสายเดิมได้เป็นครั้งที่สอง”

และนั่นคือคำตอบของคำถามที่ว่า “กี่ครั้งในชีวิตที่คุณจะเจอคนที่ใช่?”

Once, once

I knew how to look for you

Once, once

But that was before

Once, once

I would have laid down to died for you

Once, once

But not anymore.

(0nce)

เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้

Once หรือในชื่อไทยว่า “หัวใจร้องว่ารักเธอ” เป็นภาพยนตร์เชื้อสายไอริช โดยจอห์น คาร์เนย์ (John Carney) ที่ใช้ทุนสร้างเพียง 160,000 ดอลลาร์ และใช้เวลาสร้างเพียง 17 วัน นำแสดงโดยเกล็น แฮนซาร์ด (Glen Hansard) ซึ่งเป็นผู้ร้องและผู้แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์เกือบทั้งหมดในเรื่อง และมาร์เกตา อิกอร์ว่า (Marketa Irglova) ที่ช่วยแฮนซาร์ดแต่งและร้องบางเพลง ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายครั้งแรกที่ไอร์แลนด์กลางปี 2006 ที่อเมริกาแบบจำกัดโรงตอนต้นปี 2007 และเข้าฉายในไทยที่ลิโด้เมื่อต้นปี 2008 Once ประสบความสำเร็จในเวทีออสการ์ด้วยการคว้ารางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครองจากเพลง “Falling Slowly” ที่แฮนซาร์ดกับอิกอร์ว่าขับร้องร่วมกัน และรางวัลตามเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ ทั่วโลกอีก 14 รางวัล การแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกันทำให้แฮนซาร์ดกับอิกอร์ว่ากลายเป็นคู่รักในชีวิตจริง แม้ว่าอายุของทั้งคู่จะต่างกันถึง 18 ปี

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

Once ในฐานข้อมูลภาพยนตร์ http://www.imdb.com/title/tt0907657/

ตัวอย่างภาพยนตร์ Once http://www.youtube.com/watch?v=7mIpwx5lA5I

Mv เพลง Falling Slowly http://www.youtube.com/watch?v=CoSL_qayMCc

Ns’Aoi พยาบาลสาวหัวใจเกินร้อย: 1.เส้นแบ่งบางๆ ระหว่างจรรยาบรรณกับสิ่งที่ควรปฏิบัติในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

Posted in ดูละคร ย้อนดูชีวิต ด้วยแท็ก , , , , , , , , , on มิถุนายน 15, 2008 by blackdogsworld

Nurse Aoi

อาโออิ พยาบาลสาวหัวใจเกินร้อย

บทความดังต่อไปนี้เป็นการนำเสนอแง่มุมบางอย่างที่ผมได้รับจากการดูละครเรื่องนี้ และพยายามเชื่อมโยงเข้าสู่แง่มุมการเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตและการทำงานของตน มากกว่าที่จะเป็นการวิจารณ์และประเมินค่าเนื้อหาของละคร

ตัวละครหลักทุกตัวในเรื่องล้วนมีเงื่อนปมบางอย่างในชีวิตที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในจิตใจ และนำไปสู่การตัดสินใจเลือกกระทำหรือไม่กระทำบางสิ่งบางอย่าง แต่ละกรณีมีความน่าสนใจและมีแง่มุมบางอย่างให้เรียนรู้

หมายเหตุ: หากท่านไม่ต้องการทราบเนื้อหาซึ่งมีการเปิดเผยส่วนสำคัญของละคร ขอให้หยุดการอ่านแต่เพียงเท่านี้

1. เส้นแบ่งบางๆ ระหว่างจรรยาบรรณกับสิ่งที่ควรปฏิบัติในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

ค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว หิมะโปรยปราย

อาโออิอยู่ในรถพยาบาลที่กำลังนำยามาดะ-ผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์คว่ำย้ายไปยังโรงพยาบาลอื่น เนื่องจากเตียงที่โรงพยาบาลของเธอเต็ม สถานการณ์ดูเหมือนไม่มีอะไรน่าวิตก ยามาดะไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรง เพียงแค่กระดูกที่ขาหักเท่านั้น

การเดินทางดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเนื่องจากการจราจรที่ติดขัด และประกอบกับรถพยาบาลที่ใช้เป็นรถรับส่งผู้ป่วยทำให้ไม่มีไซเรนเพื่อเปิดขอทาง

ยามาดะกำลังนอนหลับ

อาโออิเฝ้ามองอยู่ข้างๆ

หิมะยังคงโปรยลงมา

และแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

***

ข้างต้นเป็นฉากแรกเริ่มของละครเรื่องนี้ และเป็นเงื่อนปมที่รอการคลี่คลายของตัวละครเอกที่ชื่อมิโซระ อาโออิ

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้อาโออิถูกย้ายจากโรงพยาบาลกลางเซย์เท็น ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศ ไปอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองเล็กๆ การย้ายมาทำงานที่นี่ของเธอเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดในละครเรื่องนี้

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เธอถูกย้าย?

คำตอบก็คือ การพยายามช่วยชีวิตคน!

หน้าที่หลักของพยาบาลคือการดูแลผู้ป่วย ส่วนหน้าที่ในการรักษาเป็นของแพทย์ ดังนั้นการกระทำใดๆ ของพยาบาลที่เกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยต้องฟังคำสั่งจากแพทย์เป็นหลัก หากฝ่าฝืนถือเป็นการผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง

แต่อาโออิเลือกที่จะฝืนคำสั่ง เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย

ในความเข้าใจของผมโดยไม่ต้องเปิดพจนานุกรม จรรยาบรรณคือหลักในการปฏิบัติอันเหมาะสมที่ถูกกำหนดขึ้นให้ผู้ที่อยู่ในวิชาชีพนั้นๆ พึงปฏิบัติร่วมกัน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นกับวิชาชีพ

แต่ไม่มีจรรยาบรรณใดสมบูรณ์แบบ และสามารถใช้เป็นแนวทางในทุกสถานการณ์ที่ผู้ปฏิบัติงานต้องเผชิญ ในทางปฏิบัติมักมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นเสมอระหว่างจรรยาบรรณกับสิ่งที่ควรปฏิบัติในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เช่นการแพทย์และพยาบาล

เมื่อถึงเวลานั้น เราต้องเลือกว่าจะยึดถือสิ่งใด

จรรยาบรรณ หรือ คนตรงหน้าที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ

การกระทำเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่คนที่อยู่ตรงหน้า อาจจะหมายถึงการละเมิดจรรยาบรรณในวิชาชีพ ในอีกแง่หนึ่งก็หมายถึงความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายแทนที่จะเป็นการช่วยเหลือ และผลกระทบที่ตามมามากมายมหาศาลยิ่งนัก ทั้งต่อผู้ป่วย ผู้ปฏิบัติงาน และวิชาชีพ

หากเป็นคุณล่ะ จะตัดสินใจเลือกทางใด

ความปลอดภัยของตนเองและวิชาชีพ หรือ ความเสี่ยงของการช่วยเหลือซึ่งอาจตามมาด้วยผลกระทบทางลบมากมาย

จากเหตุการณ์ตอนต้นเรื่อง ละครค่อยๆ คลี่คลายปมออกมาทีละน้อยถึงสิ่งที่อาโออิทำลงไปในคืนวันนั้น

ยามาดะปอดทะลุจากอุบัติเหตุ แรกเริ่มทางโรงพยาบาลตรวจไม่พบอาการดังกล่าว ประกอบกับเตียงที่โรงพยาบาลเต็ม ทำให้แพทย์ตัดสินใจส่งผู้ป่วยรายนี้ไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น

ระหว่างทางอาการปอดทะลุของเขาก็ปรากฏขึ้น

อาโออิโทรไปหาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ และทำทุกวิถีทางตามที่ได้รับคำสั่ง แต่อาการของยามาดะก็ยังไม่ดีขึ้น

แพทย์ที่ปรึกษายืนยันว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรอให้ถึงโรงพยาบาลและค่อยทำการรักษาต่อไป

อาการของยามาดะแย่ลงทุกขณะ ปอดของเขากำลังจะระเบิดเนื่องจากอากาศที่อัดแน่นอยู่ภายใน ทางเดียวที่จะช่วยชีวิตเขาได้คือต้องระบายอากาศออกจากปอด แต่อาโออิไม่มีสิทธิที่จะทำเช่นนั้น เพราะเธอเป็นเพียงพยาบาล หากเธอทำอะไรนอกเหนือคำสั่งและขอบเขตของวิชาชีพพยาบาลจะถือเป็นความผิดทันที

การจราจรยังคงติดขัด

เวลาของยามาดะเหลือน้อยลงทุกที

ในที่สุดอาโออิก็ตัดสินใจ

***

มิโซระ อาโออิ อายุ 23 ปี จบจากวิทยาลัยพยาบาล และเข้าทำงานเป็นพยาบาลที่แผนกฉุกเฉินโรงพยาบาลกลางเซย์เท็น

เธอตัดสินใจเป็นพยาบาลเพราะความประทับใจที่มีต่อพยาบาลคนหนึ่งที่พยายามช่วยชีวิตแม่ของเธอจนกระทั่งนาทีสุดท้ายของชีวิต พยาบาลคนนั้นก็พยายามอย่างยิ่งที่จะยื้อชีวิตแม่ของเธออย่างถึงที่สุด เพื่อจะได้มีโอกาสพบลูกสาวเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต ในขณะที่แพทย์ถอดใจในการรักษาไปแล้ว

อาโออิซึ่งตอนนั้นกำลังเรียนชั้นมัธยมมาไม่ทันเวลา แม่ของเธอสิ้นใจก่อนที่เธอจะมาถึง แต่มือที่ยังอุ่นอยู่ของแม่ ทำให้เธอสัมผัสได้ว่าแม่รับรู้ว่าเธออยู่ตรงนั้น

การยื้อชีวิตแม่เอาไว้ของพยาบาลผู้นี้ไม่ได้สูญเปล่า แม้ว่าเธอจะช่วยชีวิตแม่ของอาโออิไม่สำเร็จ แต่ความสำเร็จของเธอคือการสร้างพยาบาลที่ดีขึ้นมาอีกคนหนึ่งในวิชาชีพ

นี่แหละคือความสำเร็จที่แท้จริง

อาโออิมุ่งมั่นที่จะเป็นพยาบาลโดยเอาพยาบาลผู้นี้ที่พยายามช่วยชีวิตแม่ของเธอเป็นต้นแบบ คือไม่ว่าจะมีโอกาสไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ แต่เธอจะพยายามช่วยชีวิตคนที่อยู่ตรงหน้าให้ถึงที่สุด

ไม่ว่าปาฏิหาริย์จะมีจริงหรือไม่

สำหรับอาโออิแล้ว ผู้ป่วยก็คือสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว และความทุ่มเทที่เธอมีให้ต่อวิชาชีพพยาบาลก็เกินร้อยเปอร์เซ็นต์

ว่ากันว่าช่วงที่ละครเรื่องนี้ออกฉายที่ญี่ปุ่น เด็กที่นั่นอยากเป็นพยาบาลมากขึ้น โดยดูแบบอย่างจากอาโออินั่นเอง ละครบางเรื่องไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ดูเพื่อความสนุกสนานและก็ลืมเลือนไปในระยะเวลาเพียงไม่นาน แต่มันสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่าง

ไม่ว่าในชีวิตจริง พยาบาลอย่างอาโออิจะมีสักกี่คน แต่อย่างน้อยเราก็เชื่อได้ว่ามีคนที่อยากเป็นพยาบาลอย่างเธอ พยาบาลที่ทุ่มเทให้กับการดูแลผู้ป่วยและมองผู้ป่วยเป็นเพื่อนมนุษย์ มิใช่เป็นเพียงแหล่งสร้างรายได้

***

หนึ่งปีผ่านไป หิมะโปรยลงมาอีกครั้ง

เมื่อเห็นหิมะ อาโออิมักจะนึกถึงเหตุการณ์ในคืนวันนั้น

มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้น

แต่หากมันเกิดขึ้นอีกครั้ง เธอบอกกับทุกคนว่าเธอจะเลือกทำแบบเดิม แม้จะรู้ว่าผลที่ตามมาคืออะไรก็ตาม

การตัดสินใจของมนุษย์ไม่สามารถคำนวณได้ด้วยหลักของเหตุและผล ไม่มีกฎหรือหลักการใดๆ ที่แน่นอนตายตัว ไม่มีสิ่งใดสามารถเป็นตัวบ่งชี้การตัดสินใจและการกระทำของมนุษย์ได้ทั้งหมด ทฤษฎีทางจิตวิทยาทั้งหมดรวมกันก็ยังไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ได้

พฤติกรรมของมนุษย์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าที่จะอธิบายด้วยทฤษฎี

หากว่ากันด้วยหลักของเหตุผล อาโออิควรจะทำตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ เพื่อความปลอดภัยของตัวเธอเอง เพราะไม่ว่าการช่วยเหลือของเธอจะสำเร็จหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็ไม่เป็นผลดีกับเธอทั้งสิ้น เรียกได้ว่ามีแต่เสียกับเสีย

แต่สำหรับอาโออิ เธอมองข้ามจุดนี้ไป

สิ่งเดียวที่อยู่ในความคิดของเธอตอนนั้นคือ การช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ตรงหน้า เธอคิดอยู่เสมอว่าผู้ป่วยคือคนในครอบครัว และปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความรักและเอาใจใส่

น่าคิดตรงที่หากเรายังยึดถือบทบาทของความเป็นแพทย์ พยาบาล รวมถึงวิชาชีพใดๆ ก็ตามที่เราปฏิบัติอยู่ และยังคงมองว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพียงผู้ป่วยหรือเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่มีความหมายใดๆ หากเป็นเช่นนั้น เราจะเข้าใจพวกเขาได้อย่างแท้จริงหรือ

ท้ายที่สุดแล้ว บทบาทที่เราพึงมีต่อกันและกันคือเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งที่พร้อมจะเอื้อเฟื้อและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน บทบาททั้งหลายล้วนเป็นเพียงสิ่งสมมติ ที่บางทีก็มีประโยชน์ แต่บางครั้งก็เป็นตัวปิดกั้นความรู้สึกดีๆ ที่เรามีให้แก่กันและกัน

ในรถพยาบาลท่ามกลางหิมะโปรยในคืนวันนั้น

อาโออิตัดสินใจช่วยเหลือยามาดะ ด้วยการเจาะปอดของเขาเพื่อระบายอากาศออก

การเจาะปอดของผู้ป่วยเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง ในรถพยาบาลที่เครื่องมือไม่พร้อม และที่สำคัญเธอเป็นเพียงพยาบาล ไม่ใช่แพทย์ ความเป็นความตายสามารถเกิดขึ้นได้พอๆ กัน

เธอค่อยๆ บรรจงแทงเข็มลงไปที่ปอดของเขา ทีละเข็มๆ อย่างเชื่องช้า ท่ามกลางการลุ้นสุดตัวของคนขับรถ และแพทย์ที่โรงพยาบาล

อากาศระบายออกมาจากปอดได้สำเร็จ

ยามาดะรอดชีวิต

แต่อาโออิถูกย้ายที่ทำงาน

นี่คือผลตอบแทนที่เธอได้รับจากการช่วยเหลือคน แต่ฝ่าฝืนจรรยาบรรณ

ถึงจะเป็นเช่นนั้น เธอก็ยังคงย้ำว่า “ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ฉันก็จะเลือกทำแบบเดิม”

***

ถึงที่สุดแล้ว จรรยาบรรณก็ใช่ว่าจะไม่มีความหมายเสียเลย

หากผู้ปฏิบัติงานทุกคนเลือกกระทำสิ่งใดๆ ตามใจโดยไม่มีหลักเกณฑ์รองรับ ย่อมเกิดผลเสียมากกว่าผลดีเป็นแน่

ในกรณีของอาโออิ คิดในมุมกลับ หากการช่วยเหลือของเธอไม่สำเร็จและผู้ป่วยรายนี้เสียชีวิต ผลที่ตามมาคืออะไร

แน่นอน อาโออิจะกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต แม้ว่าเขาอาจจะต้องเสียชีวิตอยู่แล้วก็ตามหากเธอไม่ช่วย นอกจากนี้ โรงพยาบาลและวงการแพทย์จะต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงจากกรณีที่เกิดขึ้น

และในความเป็นจริงที่มิใช่ละคร หากเราไม่ใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญอย่างแท้จริงในด้านนั้นๆ เราจะแบกรับความเสี่ยงที่เกินกำลังขนาดนี้ไหวไหม หากจะช่วยเหลือใครสักคนหนึ่ง

คุณเป็นคนที่ว่ายน้ำไม่เก่ง หากมีคนกำลังจะจมน้ำ และบริเวณนั้นไม่มีคนรอบข้างหรืออุปกรณ์ในการช่วยเหลือใดๆ อยู่เลย คุณจะกระโดดลงไปช่วยเขาไหม

คำตอบที่ผมให้กับตัวเองคือ ความเงียบ

ผมผิดหวังที่ไม่สามารถตอบตนเองอย่างเต็มปากเต็มคำแบบฮีโร่คือ ฉันต้องกระโดดน้ำไปช่วยชีวิตคนที่อยู่ตรงหน้า แม้ว่าฉันจะว่ายน้ำไม่เก่ง หรือหากจะตอบแบบปราศจากความรับผิดชอบว่าฉันทำอะไรไม่ได้ คงทำได้เพียงเฝ้าดูและลุ้นให้เขารอดชีวิต ผมก็ตอบไม่ได้เช่นกัน

แต่มันก็คือความจริงที่ผมปฏิเสธไม่ได้

บางทีก่อนที่เราจะตอบคำถามนี้ได้ เราคงต้องเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าวเสียก่อน

เมื่อนั้นหัวใจของเราจะตอบได้เองว่าเราจะ “เลือก” ทางใด

เกี่ยวกับละครเรื่องนี้

Nurse Aoi หรือในชื่อไทยว่า “อาโออิ พยาบาลสาวหัวใจเกินร้อย” เป็นละครของญี่ปุ่นที่ดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนชื่อเดียวกันของโคชิโนะ เรียว นำแสดงโดยอิชิฮาระ ซาโตมิ (ผลงานละครก่อนหน้านี้ที่สร้างชื่อให้กับเธอคือ H2) ออกฉายเมื่อต้นปี 2006 รวมทั้งสิ้น 11 ตอน และตอนพิเศษอีก 1 ตอน ส่วนฉบับการ์ตูน ที่ญี่ปุ่นวางจำหน่ายแล้ว 18 เล่ม (ยังไม่จบ) โดยสำนักพิมพ์ Kodansha ส่วนในไทยออกมาแล้ว 3 เล่ม โดยสำนักพิมพ์ NED