Archive for the จิ(ต)ปาถะ Category

การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบพอเพียง (Sufficient Counseling): บทสรุปโดยสังเขปของการเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , , , , , , , , , , , , , on ธันวาคม 5, 2009 by blackdogsworld

ความนำ:

ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องความเข้าใจของผมเกี่ยวกับการปรึกษาเชิงจิตวิทยา

ความเข้าใจของผมเกี่ยวกับการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ ก่อนหน้านี้ ในสมัยที่ผมเป็นนักศึกษาปริญญาตรีจิตวิทยาคลินิก ที่ ม.เกษตรฯ ผมมองว่าการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเป็นแค่เครื่องมือหนึ่งของนักจิตวิทยาที่ใช้ในการช่วยเหลือผู้คน นอกเหนือไปจากการทำแบบทดสอบ และการทำจิตบำบัด ซึ่งจะว่าไป ตอนนั้นผมก็เข้าใจเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้น้อยมากๆ

ตอนที่เข้ามาเรียนปริญญาโท จิตวิทยาการปรึกษา ที่จุฬาฯ มุมมองของผมที่มีต่อการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ผมรู้สึกว่าการปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่ตนเองกำลังเรียนนั้น เป็นรูปแบบการเยียวยาปัญหาทางจิตใจของมนุษย์ที่ดีที่สุด และเป็นคำตอบสุดท้ายของนักจิตวิทยาทั้งมวล หลายครั้งที่ผมมองวิธีการของผู้อื่นด้วยสายตาหมิ่นแคลน และเพ้อฝันเกินจริงไปมากเกี่ยวกับความสามารถของตัวเอง ราวกับการปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่ตนเองร่ำเรียนมานั้นจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ก็ไม่ปาน

จนกระทั่งเรียนจบและก้าวเท้าเข้าสู่โลกของการทำงาน มุมมองของผมก็เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง จากความเข้าใจการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านความเพ้อฝันและอุดมคติ สู่ความเข้าใจผ่านความจริงในชีวิตของตนเอง ผมขอเรียกมุมมองนี้ว่า “การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบพอเพียง” (อย่าสับสนกับเศรษฐกิจพอเพียงนะครับ) ซึ่งเป็นการทำความเข้าใจการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบพอดีๆ กับชีวิตของตนเอง

จะว่าไป สิ่งที่ผมเขียนต่อไปนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ เป็นเพียงการเรียบเรียงความคิดที่กระจัดกระจายของตนเองที่ได้รับจากการเรียนกับอาจารย์โสรีช์ โพธิแก้ว ให้เป็นระบบเท่านั้น

ความหมายแบบพอเพียงของการปรึกษาเชิงจิตวิทยา:

การปรึกษาเชิงจิตวิทยาคือการถ่ายทอดความเข้าใจโลกและชีวิตของนักจิตวิทยาการปรึกษาไปยังผู้รับบริการ

การปรึกษาเชิงจิตวิทยาคืออะไร? เป็นคำถามสำคัญที่นักจิตวิทยาการปรึกษาต้องตอบ และคำตอบที่ได้ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนและวิถีของนักจิตวิทยาการปรึกษาคนนั้นๆ

มีความหมายของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาระบุไว้ในตำราเป็นจำนวนมาก นักจิตวิทยาแต่ละท่านต่างมีแนวคิดที่แตกต่างหลากหลาย การทำความเข้าใจความหมายเหล่านี้ผ่านการเรียนรู้จากตำรา หรือแม้แต่ในห้องเรียน ไม่ช่วยให้ผมเข้าใจการปรึกษาเชิงจิตวิทยามากขึ้นเท่าไหร่

ก่อนหน้านี้ หลายสิ่งที่ผมคิดว่าตนเองเข้าใจก็เป็นเพียงการจำสิ่งที่คนอื่นพูดเอาไว้เท่านั้น ไม่ต่างอะไรจากเครื่องถ่ายเอกสารเครื่องหนึ่ง ผมเชื่อว่านักจิตวิทยาการปรึกษาที่แท้จะมีความหมายของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาในแบบฉบับของตน ความหมายจะเหมือนหรือต่างกับใครไม่ใช่ประเด็น ที่สำคัญคือ เราเข้าใจแบบนั้นจริงหรือไม่ และคงไม่มีหนทางอื่นใดที่จะทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าการปรึกษาเชิงจิตวิทยา นอกจากการเข้าไปสัมผัสและเรียนรู้มันจากประสบการณ์ของตนเอง จนกระทั่งกลั่นกรองออกมาเป็นความหมายในแบบฉบับของตน

จากประสบการณ์ของผม (ที่ถือว่ายังไม่ยาวนานนักบนถนนสายนี้) การปรึกษาเชิงจิตวิทยาคือการถ่ายทอดความเข้าใจโลกและชีวิตของนักจิตวิทยาการปรึกษาไปยังผู้รับบริการ ส่วนสำคัญที่ต้องตระหนักและขีดเส้นใต้ไว้ในใจเสมอๆ คือ ความเข้าใจโลกและชีวิตของนักจิตวิทยาการปรึกษาไม่ใช่ความเข้าใจโลกและชีวิตทั่วๆ ไป แบบที่คนอื่นพูดถึงเอาไว้ แต่การถ่ายทอดความเข้าใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาไปยังผู้รับบริการ เป็นการถ่ายทอดที่วางอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ชีวิตและตัวตนของนักจิตวิทยาการปรึกษา

นักจิตวิทยาการปรึกษาเข้าใจโลกและชีวิตแบบใดก็ถ่ายทอดความเข้าใจดังกล่าวออกไปแบบนั้น เพื่อเยียวยาปัญหาของผู้รับบริการ ส่วนรูปแบบและวิธีการถ่ายทอดความเข้าใจก็ขึ้นอยู่กับวิถีของนักจิตวิทยาแต่ละคน ซึ่งไม่อาจแยกออกจากวิถีชีวิตของนักจิตวิทยาการปรึกษาคนนั้นๆ

คุณลักษณะแบบพอเพียงของนักจิตวิทยาการปรึกษา:

นักจิตวิทยาการปรึกษาคือมนุษย์คนหนึ่งที่มีใจอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และมีความจริงแท้ในทุกๆ ขณะของชีวิต

เช่นเดียวกับความหมายของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาการปรึกษา คุณสมบัติของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ระบุไว้ในตำราก็มีมากพอๆ กัน แต่นั่นก็ไม่ช่วยให้เราเข้าใจตัวตนของนักจิตวิทยาการปรึกษาอยู่ดี

ในมุมมองของผม คุณลักษณะที่สำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาคือ การมีใจอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ส่วนความรู้และความสามารถเป็นเรื่องรองลงมา หากไม่มีใจที่มีความปรารถนาอยากให้เพื่อนมนุษย์หลุดพ้นจากปัญหา นักจิตวิทยาการปรึกษาก็เป็นเพียงแค่เครื่องยนต์กลไกที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าไปตามเงื่อนไขที่ถูกวางเอาไว้ แม้จะมีความรู้เต็มหัว มีความเชี่ยวชาญในเรื่องทักษะทางด้านการปรึกษาเต็มเปี่ยม แต่หากขาดใจที่ปรารถนาดีไปเสีย สิ่งที่ทำก็คงไม่มีคุณค่าและความหมายใดๆ จุดเริ่มต้นที่สำคัญนี้เป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาการปรึกษาหรือผู้ที่วาดฝันว่าอยากเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาควรตระหนัก

คุณลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งของนักจิตวิทยาการปรึกษาคือ ความจริงแท้ในทุกๆ ขณะของชีวิต จะว่าไป นักจิตวิทยาการปรึกษาก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการของการเรียนรู้และเติบโตบนวิถีแห่งการทำความเข้าใจโลกและชีวิต ไม่จำเป็นที่นักจิตวิทยาการปรึกษาต้องแสดงตัวเป็นผู้รู้และผู้เข้าใจโลกและชีวิตไปเสียทุกเรื่อง ไม่จำเป็นต้องแสดงตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สามารถช่วยเหลือเยียวยาปัญหาของมนุษย์ได้ทุกกรณี แต่นักจิตวิทยาการปรึกษาเพียงจริงแท้กับตนเอง โดยตระหนักรู้ว่าตนเองเป็นใคร มีความเข้าใจโลกและชีวิตอย่างไรในแต่ละขณะของชีวิตที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และจริงแท้ต่อผู้อื่น โดยการแสดงออกเท่าที่ตนเองเป็น เท่าที่ตนเองรู้ และเท่าที่ตนเองสามารถ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

ทำลายนักจิตวิทยาการปรึกษาในอุดมคติทิ้งไปเสีย และกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง โลกที่มีทั้งตัวเราในด้านที่น่าพึงพอใจ และตัวเราในด้านที่ไม่น่าอภิรมย์ หากไม่ยอมรับในจุดนี้ การเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาคงเป็นเพียงการเล่นปาหี่ หลอกตัวเองและคนอื่นไปวันๆ หนึ่ง

บทสรุปแบบพอเพียงของการปรึกษาเชิงจิตวิทยา:

นักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพ หรือ ผู้ประกอบอาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษา คุณเท่านั้นที่จะตอบได้

ในประเทศไทย หนทางสู่การเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาดูเหมือนจะไม่ค่อยสะดวกราบรื่นเท่าใดนัก ปัจจุบันยังไม่มีองค์กรที่ดูแลเรื่องวิชาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษาอย่างเป็นทางการ ทำให้นักจิตวิทยาการปรึกษาดูเหมือนจะเป็นใครก็ได้ที่เรียนจบมาทางด้านนี้และอยากเรียกตัวเองว่านักจิตวิทยาการปรึกษา แม้จะเป็นเช่นนั้น ผู้ที่เรียกตัวเองว่านักจิตวิทยาการปรึกษาก็ยังคงมีไม่มากนัก และอาจจะยิ่งน้อยลงไปอีกหากเราจะมองหานักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพสักคน

มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง “นักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพ” กับ “ผู้ประกอบอาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษา”

อาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษาเป็นเพียงอาชีพหนึ่งท่ามกลางอาชีพอีกมากมายบนโลก ผู้ที่ประกอบอาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษามีหน้าที่หลักคือการให้ความช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาและการพัฒนาศักยภาพของบุคคล โดยอาศัยกระบวนการทางจิตวิทยา อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ประกอบอาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษาอาจไม่ใช่นักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพ หากพวกเขามองว่าการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเป็นเพียงการงานที่แยกต่างหากจากชีวิตของตนเอง

ผู้ที่เป็นนักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพไม่จำเป็นต้องประกอบอาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษาเสมอไป กระทั่งบางทีอาจจะไม่เรียกตัวเองว่านักจิตวิทยาการปรึกษาด้วยซ้ำ แต่นักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพมีความเป็นนักจิตวิทยาอยู่ทุกๆ มิติในชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าจะในบทบาทของพ่อแม่ ครูอาจารย์ มิตรสหาย หรือในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งที่มีต่อมนุษย์คนอื่นๆ ไม่ว่าพวกเขาจะประกอบอาชีพใด จุดมุ่งหมายที่นักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพมีร่วมกันคือ การเอื้อให้ผู้คนเกิดความเข้าโลกและชีวิตเพิ่มมากขึ้นผ่านความเข้าใจโลกและชีวิตของนักจิตวิทยาการปรึกษา ซึ่งนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาและการพัฒนาศักยภาพของบุคคลตามวิถีทางของตนเอง

ผมเชื่อว่า ตัวตนของนักจิตวิทยาการปรึกษาไม่อาจแยกออกจากงานของพวกเขา การเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาที่แท้จริงไม่มีสวิทช์เปิด-ปิดได้ตามใจชอบ ไม่มีเวลาเลิกงาน นักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพมีความจริงแท้ในตัวเองในทุกๆ มิติของชีวิต นักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพต้องเชื่อมั่นในวิถีทางที่ตนเองใช้ในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาอย่างแท้จริง และแนวทางในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาไม่ต่างอะไรจากแนวทางที่พวกเขาใช้ในการมองโลกและชีวิตของตนเองเช่นกัน

คงไม่มีใครตัดสินแทนผู้อื่นได้ว่า ใครคือนักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพ หรือใครคือผู้ที่ประกอบอาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษา ผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้มีเพียงตัวเราเองเท่านั้น

แล้วคำตอบของคุณล่ะ คืออะไร?

เผยแพร่ครั้งแรกในวารสาร Ad Hoc บ้านมกราปี ‘53

การเรียนรู้การปรึกษาเชิงจิตวิทยา ไม่ได้เริ่มต้นที่ทักษะหรือเทคนิค แต่เริ่มที่ใจ (นะจ๊ะ)

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , , , , , , , , , , , on พฤศจิกายน 30, 2009 by blackdogsworld

“การเรียนรู้การปรึกษาเชิงจิตวิทยา ไม่ได้เริ่มต้นที่ทักษะหรือเทคนิค แต่เริ่มที่ใจ (นะจ๊ะ)”

นี่คือสิ่งที่ผมอยากบอกกับผู้ที่สนใจงานด้านการปรึกษาเชิงจิตวิทยาทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะเป็นนักจิตวิทยาหรือไม่

เนื่องจากเท่าที่ผมลองค้นหาในกูเกิ้ลดูเล่นๆ พบว่ามีการอบรมเกี่ยวกับการปรึกษาเชิงจิตวิทยาจำนวนมาก (บางคนก็ใช้คำว่า การให้คำปรึกษา หรือ การให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา) และการอบรมส่วนใหญ่มักมีคำที่พ่วงมาด้วยคือ “ทักษะ” หรือไม่ก็ “เทคนิค” ซึ่งจะว่าไปมันก็ฟังเข้าใจง่ายดี และพอจะทำให้มองเห็นการปรึกษาเชิงจิตวิทยาชัดขึ้นเป็นรูปธรรม

แต่ในความง่ายนี้มีผลเสียแฝงอยู่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการปรึกษาเชิงจิตวิทยาได้ง่ายๆ

ผมเข้าใจว่า ด้วยเวลาอันจำกัด (ส่วนใหญ่คือ 2 วัน และน้อยสุดคือ 1 วัน) วิทยากรหรือผู้จัดการอบรมทั้งหลายคงคิดว่าการเน้นที่ทักษะและเทคนิคของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาน่าจะทำให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจและสามารถนำการปรึกษาเชิงจิตวิทยาไปใช้ได้เลย

แต่ทักษะและเทคนิค ที่ปราศจากความเข้า “ใจ” จะมีประสิทธิภาพและสามารถนำไปใช้ได้จริงหรือ?

แม้ว่าในกระบวนการปรึกษาเชิงจิตวิทยานั้น ผู้ให้การปรึกษาอาจจะต้องมีทักษะบางอย่างที่จำเป็น หรือต้องใช้เทคนิคบางอย่างในการช่วยเหลือผู้รับบริการ แต่ทักษะและเทคนิคเหล่านี้สามารถถูกนำมาใช้โดยปราศจาก “ใจ” ได้หรือ?

เราสามารถใช้ทักษะการฟัง ทักษะการถาม ฯลฯ หรือใช้เทคนิคการสะท้อนกลับ เทคนิคการทวนความ ฯลฯ โดยไม่จำเป็นต้องมี “ใจ” ที่ปรารถนาดี และพร้อมที่จะเข้าใจปัญหาของผู้มารับบริการได้หรือ?

เหตุใดจึงไม่เน้นที่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ใจ” ของผู้ให้การปรึกษา ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการช่วยเหลือเยียวยา และควรจะเป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจการปรึกษาเชิงจิตวิทยา

ใช่ว่าทักษะและเทคนิคเป็นสิ่งไม่จำเป็น แต่ทักษะและเทคนิคต้องเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ จากพื้นฐานของ “ใจ” ที่ปรารถนาดีและอยากช่วยให้ผู้อื่นคลายจากความทุกข์๋ ไม่ใช่เกิดจากการเลือกใช้ในฐานะเครื่องมือที่ถูกหยิบออกมาจา่กกล่อง

การอบรมที่เน้นทักษะและเทคนิค นอกจากจะมีประโยชน์ไม่มากแล้ว ผมคิดว่ายังเป็นการทำให้ผู้คนรับรู้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบผิดๆ คิดว่ามาอบรม 2 วัน หรือวันเดียว ก็สามารถทำการปรึกษาเชิงจิตวิทยาได้แล้วโดยอาศัยทักษะและเทคนิคที่ได้รับจากการอบรมนั่นแหละ

ฝากไปถึงวิทยากรและผู้ทำการฝึกอบรมทุกท่าน การอบรมการปรึกษาเชิงจิตวิทยาโดยเน้นสิ่งเหล่านี้ก็หากินง่ายดี เพราะคนเข้าใจง่าย และดูเหมือนว่าจะนำไปใช้ได้จริง (แต่เอาเข้าจริงก็ใช้ไม่ได้หรอก) แต่ระวังจะอยู่ได้ไม่นานนะครับ

อีกหน่อยคนคงเข้าใจว่า “การปรึกษาเชิงจิตวิทยา ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ใครๆ ก็ทำได้ นี่ไง ทักษะการฟัง เห็นไหมง่ายนิดเดียว นี่ไง ทักษะการถาม ก็ไม่เห็นจะยากอะไรนี่นา แล้วก็นี่ไง เทคนิคการสะท้อน นี่ไง เทคนิคการทวนความ ฯลฯ”

นักจิตวิทยามืออาชีพ กับ อาชีพนักจิตวิทยา

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , on พฤศจิกายน 21, 2009 by blackdogsworld

มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง “นักจิตวิืทยามืออาชีพ” กับ “อาชีพนักจิตวิทยา”

อาชีัพนักจิตวิทยาเป็นเพียงชื่อเรียกอย่างหนึ่งสำหรับงานบริการทางด้านจิตวิทยา เช่น การทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา การปรึกษาเชิงจิตวิทยา การทำจิตบำบัด เป็นต้น ซึ่งเราอาจพบเห็นได้ทั่้วๆ ไปตามโรงพยาบาลจิตเวช เรือนจำ โรงเรีัยน มหาวิทยาลัย และองค์กรต่างๆ (จะว่าไป หน่วยงานทั้งหมดที่กล่้าวมานี้ก็มีนักจิตวิทยาไม่มากนัก)

สำหรับนักจิตวิทยามืออาชีพ ไม่จำเป็นที่พวกเขาต้องประกอบอาชีพนักจิตวิทยา แต่ความเป็นนักจิตวิทยาคือตัวตนของพวกเขา วิีัถีัชีวิตของพวกเขาคือวิถีของนักจิตวิทยา การเป็นนักจิตวิทยาไม่มีสวิทช์เปิดปิด ดังนั้น นักจิตวิทยามืออาชีพจึงเป็นนักจิตวิทยาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในบทบาทของพ่อ บทบาทของสามี บทบาทของภรรยา บทบาทของครู-อาจารย์ บทบาทของเพื่อน รวมถึงบทบาทต่างๆ ในชีวิืต ต่างจากผู้ที่ประกอบอาชีพนักจิตวิทยาที่สลัดตัวตนของนักจิตวิทยาออกไปเมื่อเลิกงาน นักจิตวิทยามืออาชีพใช้ชีวิตตามหลักการทางจิตวิทยาที่พวกเขาเชื่อ ไม่ว่าพวกเขาจะประกอบอาชีพอะไร พวกเขายังคงเป็นนักจิตวิทยามืออาชีพ (จะว่าไป นักจิตวิทยามืออาชีพก็มีไม่มากนักเช่นกัน)

สิ่งที่จะช่วยเยียวยาปัญหาของผู้คนในสังคมไม่ใช่อาชีพนักจิตวิทยา แต่คือนักจิตวิทยามืออาชีพ แม้จะมีผู้ประกอบอาชีัพนักจิตวิทยาเพิ่้มมากขึ้น แต่ปัญหาของผู้คนอาจไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด หากผู้ประอบอาชีพนักจิตวิทยาไม่มีความเป็นนักจิตวิทยามืออาชีพ กล่าวคือ ทฤษฎีทางจิตวิทยาไม่อาจเป็นอะไรที่แยกต่างหากออกจากตัวตนของนักจิตวิทยา หากนักจิตวิทยาใช้ทฤษฎีเหล่านี้โดยที่พวกเขาไม่ได้เชื่อและยึดถือมันในการดำเนินชีวิตจริงๆ สิ่งที่นักจิตวิทยาทำก็ไม่ต่างอะไรจากการเล่นปาหี่ หลอกลวงผู้คนไปวันๆ

สำหรับนักจิตวิทยาทั้งหลาย คงไม่มีใครตัดสินแทนใครได้ว่า เราเป็นนักจิตวิทยามืออาชีพหรือไม่ หรือเราเพียงประกอบอาชีพนักจิตวิทยา หรือเราเป็นเพียงผู้ที่เคยร่ำเรียนทางด้านจิตวิทยามาแต่อ้างตัวเป็นนักจิตวิทยา

ตัวเราเท่านั้นที่จะตอบได้ว่าเราเป็นอย่างไร

นักจิตวิทยาการปรึกษาในฐานะเครื่องมือสำคัญในกระบวนการช่วยเหลือเยียวยา

Posted in จิ(ต)ปาถะ on ตุลาคม 24, 2009 by blackdogsworld

ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาในแง่หนึ่งถือเป็นปรัชญาชีวิตที่นักจิตวิทยาใช้เป็นแนวทางในการมองโลกและชีวิต ในกระบวนการปรึกษาเชิงจิตวิทยา นักจิตวิทยาการปรึกษาใช้ทฤษฎีเป็นพื้นฐานในการมองหาที่มาของปัญหาและแนวทางในการแก้ปัญหาของผู้มาปรึกษา แต่ละทฤษฎีก็มีวิธีการในการมองปัญหาและแก้ปัญหาแตกต่างกันออกไป เช่น เราอาจกล่าวอย่างกว้างๆ ว่า ทฤษฎีจิตวิเคราะห์มองว่าปัญหาของมนุษย์มีต้นตอมาจากจิตไร้สำนึก ในขณะทฤษฎีพฤติกรรมนิยมมองว่าปัญหาเกิดจากการเรียนรู้ที่ผิดพลาด ส่วนทฤษฎีจิตวิทยาแนวพุทธมองว่าปัญหาเกิดจากความคาดหวังที่ไม่ลงรอยกับความเป็นจริง เป็นต้น แต่ทุกทฤษฎีล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ ช่วยเยียวยาให้ผู้มาปรึกษาคลายจากความทุกข์

โจทย์ทางคณิตศาสต์อาจมีคำตอบที่ชัดเจนและตายตัวไม่มีเปลี่ยนแปลง หนึ่งบวกหนึ่งยังไงก็ต้องเป็นสองวันยังค่ำ ไม่มีทางเป็นสามหรือสี่ แต่สำหรับโจทย์ของชีวิตแล้ว เราไม่อาจหาคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของโจทย์นั้นๆ ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาก็เช่นเดียวกัน ไม่มีทฤษฎีใดที่สามารถจัดการกับปัญหาของมนุษย์ได้ทุกอย่าง แต่ละทฤษฎีล้วนมีความสามารถและข้อจำกัดแตกต่างกันออกไป แต่การกล่าวเช่นนี้ ก็มิได้หมายความว่า นักจิตวิทยาการปรึกษาควรนำแต่ละทฤษฎีมารวมกัน โดยเลือกหยิบใช้ทฤษฎีต่างๆ ตามใจชอบเพื่อแก้ปัญหา หยิบอันนั้นมาผสมอันนี้ หยิบอันนี้ไปผสมอันโน้น แต่ไม่ได้เข้าใจหลักการของทฤษฎีแต่ละทฤษฎีอย่างแท้จริง

ทฤษฎีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่อยู่แยกต่างหากจากตัวนักจิตวิทยาการปรึกษาและมีไว้เพื่อเลือกใช้งานตามสถานการณ์ แต่ตัวทฤษฎีก็คือชีวิตและตัวตนของนักจิตวิทยาการปรึกษา พวกเขาดำเนินชีวิตเช่นใด ทฤษฎีในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของพวกเขาก็เป็นเช่นนั้น หากนักจิตวิทยาการปรึกษาไม่ได้เชื่อในทฤษฎีที่ตนเองใช้ในการช่วยเหลือเยียวยาผู้มาปรึกษาอย่างแท้จริง กระบวนการปรึกษาก็เป็นเพียงกระบวนการอันไร้สาระที่นักจิตวิทยาการปรึกษาพล่ามพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เชื่อให้ผู้มาปรึกษาฟังเท่านั้น ไม่ต่างจากนักการเมืองที่อ้างประชาธิปไตย แต่สนับสนุนการทำรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่นักจิตวิทยาใช้จะสะท้อนถึงวิถีชีวิตของพวกเขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักจิตวิทยาควรยึดมั่นในทฤษฎีเพียงหนึ่งเดียวว่าคือคำตอบของทุกสิ่งทุกอย่างในการช่วยเหลือเยียวยาผู้คน และปิดกั้นทฤษฎีอื่นๆ หากแต่เพียงนักจิตวิทยาการปรึกษาเข้าใจความสามารถและข้อจำกัดในทฤษฎีของตนเอง และผสมผสานวิถีทางที่ตนเองเชื่อเข้าไปในกระบวนการปรึกษาเพื่อช่วยเหลือผู้มาปรึกษาอย่างเหมาะสม เครื่องมือที่สำคัญที่สุดในกระบวนการเยียวยาก็คือ นักจิตวิทยาการปรึกษาที่อาศัยตนเองเป็นเครื่องมือในการสะท้อนแนวทางในการทำความเข้าใจปัญหาและการแก้ปัญหาให้กับผู้มาปรึกษา

ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , on กันยายน 20, 2009 by blackdogsworld

ในแวดวงจิตวิทยา ตัวอย่างที่ดีสำหรับคำกล่าวข้างต้นคือ ความสำเร็จของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)  บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ กว่าที่แนวคิดของเขาจะเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และถูกอ้างถึงถูกบ้างผิดบ้างมาจนถึงปัจจุบัน ฟรอยด์ต้องต่้อสู้ดิ้นรนพอสมควรจากการถูกปฏิเสธและไม่ยอมรับจากวงการจิตวิทยาในยุคนั้น

แม้ว่าฟรอยด์จะไม่ได้ศึกษาโดยตรงทางด้านจิตวิทยา แต่ด้วยความสนใจส่วนตัวทำให้เขาหันมาทำงานด้่านนี้ ฟรอยด์สนใจเกี่ยวกับการบำบัดอาการทางจิต จุดเริ่มต้นคือการศึกษากับโจเซฟ บริวเออร์ (Joseph Breuer) ในกรณีของแอนนา โอ. ผู้ป่วยโรคฮิสทีเีีรีย จากนั้นเขาค่อยๆ พัฒนาระบบการบำบัดในแบบฉบับของตนเองขึ้น นั่นก็คือ จิตวิเคราะห์ (psychoanalysis)

แต่หลังจากเขียนหนังสือออกมา 3 เล่ม คือ Studies on Hysteria (1895) (เขียนร่วมกับบริวเออร์) The Interpretation of Dreams (1900) และ Psychopathology of Everyday Life (1901) แนวคิดของฟรอยด์ยังคงไม่ได้รับการตอบรับมากนัก มีผู้ที่สนใจจิตวิเคราะห์ของเขาอยู่ในวงจำกัด วงการแพทย์ที่เวียนนาในตอนนั้นไม่ยอมรับความคิดของเขา

จุดเปลี่ยนสำคัญในการเผยแพร่้แนวคิดจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์เกิดขึ้นในปี 1909 ในขณะนั้นเขาอายุ 53 ปีแล้ว จี.แสตนลีย์ ฮอลล์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันยุคบุกเบิก ได้ส่งจดหมายเชิญฟรอยด์ไปร่วมงานครบรอบ 20 ปีของมหาวิทยาลัยคล๊าก ที่ฮอลล์เป็นอธิการบดี ฟรอยด์เดินทางไปอเมริกาพร้อมกับเพื่อนร่วมงานในตอนนั้นคือ คาร์ล ยุง (Carl Jung) และ แซนเดอร์ เฟเรนซี (Sendor Farrenzi) รวมถึงเออร์เนสต์ โจนส์ (Ernest Jones) ผู้เขียนชีวประวัติของเขา

แถวหน้า: ซิกมันด์ ฟรอยด์, แสตนลีย์ ฮอลล์, คาร์ล ยุง แถวหลัง: อับราฮัม บริลล์, เออร์เนสต์ โจนส์, เซนเดอร์ เฟอร์เรนซี

ในเรือโดยสารไปอเมริการ ฟรอยด์เห็นลูกเรือคนหนึ่งอ่านหนังสือ Psychopathology of Everyday Life ของเขา และเกิดความคิดเ็ป็นครั้งแรกว่า เขาจะต้องเป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดัง และเขาก็คิดไม่ผิด ในเวลาต่อมาจนกระทั่งปัจจุบัน ชื่อของฟรอยด์เป็นชื่อที่นักศึกษาจิตวิทยาทุกคนต้องรู้จัก ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับแนวคิดของเขาหรือไม่ก็ตาม

เดือนกันยายน 1909 ฟรอยด์ได้บรรยายแนวคิดจิตวิเคราะห์ของเขาที่มหาวิทยาลัยคล๊ากทั้งสิ้น 5 ครั้ง เป็นภาษาเยอรมัน ต่อมาการบรรยายครั้งนี้มีการขยายกลายเป็นหนังสือที่เป็นพื้นฐานสำหรับทำความเข้าใจแนวคิดจิตวิเคราะห์คือ Introductory Lectures on Psychoanalysis (1915-1917) ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า พวกที่นิยมอ้างฟรอยด์ หรือพวกที่ต่อต้านฟรอยด์ เคยอ่านงานจริงๆ ของเขากันหรือไม่ หรือว่าอ่านแต่งานมือสอง

การบรรยายของฟรอยด์ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และแนวคิดของเขาในอเมริกาก็เริ่มมีผู้สนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ฟรอยด์ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยคล๊าก ซึ่งเขาถือว่าเป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการสำหรับความพยายามของตนเอง

หลังจากกลับจากอเมริกาไม่นาน (1910) คณะกรรมการการฝึกอบรมนานาชาติืได้ถูกตั้งขึ้นเพื่อจัดการฝึกอบรมนักจิตวิเคราะห์อย่างเป็นมาตรฐาน แนวคิดจิตวิเคราะห์แพร่หลายมากขึ้น ทั้งในแวดวงจิตวิทยา และแผ่ขยายไปยังแวดวงอื่นๆ เช่น วรรณกรรมและศิลปะ แม้จะมีผู้ไม่เห็นด้วยและแยกตัวออกไปพัฒนาแนวคิดของตนเอง แต่ก็คงต้องยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้กับฟรอยด์ ที่เป็นผู้บุกเบิกแนวทางการศึกษาเรื่องการอธิบายปรากฎการณ์ทางจิตใจของมนุษย์ในมุมมองทางจิตวิืทยาและการบำบัดอาการทางจิืตอย่างเป็นระบบ

ในศตวรรษที่ 20 ฟรอยด์ถูกยกให้เป็นบุคคลสำคัญ เคียงข้างกับอัลเบิร์ต ไอสไตน์ และคาร์ล มาร์กซ์

แหล่งข้อมูลสำหรับศึกษาเพิ่มเติม

การบรรยาย 5 ครั้งของฟรอยด์ที่มหาวิทยาลัยคล๊าก

หนังสือ The Interpretation of Dreams

หนังสือ Psychopathology of Everyday Life

เข้าหูขวา ไม่ทะลุหูซ้าย นะจ๊ะ

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , , , , , on สิงหาคม 28, 2009 by blackdogsworld

ดูเผินๆ รูปร่างหน้าตาของหู 2 ข้างของคนปกติทั่วไปไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก ถึงแม้จะต่างอยู่บ้าง แต่ก็ไม่น่าจะมีนัยสำคัญทางสถิติ แม้จะไม่มีความต่างทางด้านรูปลักษณ์ แต่ว่ากันว่า เจ้าหู 2 ข้างของเรากลับมีความต่างในด้านของประสิทธิภาพในการฟังและการตัดสินใจ โดยหูขวาจะมีประสิทธิภาพมากกว่า เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับสมองซีกซ้ายซึ่งทำหน้าที่ในการประมวลผลเกี่ยวกับภาษา อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ แม้จะได้รับการยืนยันด้วยงานวิจัย แต่ก็ยังมีจำนวนน้อย และเป็นการวิจัยในห้องทดลองที่มีการควบคุมตัวแปรเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ล่าสุดมีการทดลองในสถานการณ์จริงๆ แล้วนะจ๊ะจะบอกให้

ดร. Luca Tommasi และ Daniele Marzoli จากมหาวิทยาลัย Gabriele d’Annunzio ในอิตาลี ทำการทดลอง 3 ชุด เกี่ยวกับคุณลักษณะของหูกับการสื่อสารระหว่างบุคคล โดยการทดลองทั้ง 3 ชุดทำขึ้นในผับครับ (น่าสนใช่ไหมล่ะ) การทดลองแรก พวกเขาสังเกต การพูดคุยของนักท่องราตรีจำนวน 286 คน ในผับที่มีดนตรีเสียงดัง ผลปรากฎว่า ร้อยละ 72 ใช้หูขวาในการฟังคู่สนทนา (ยังไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้นเลย ลองดูการทดลองต่อไปดีกว่า)

การทดลองต่อมา ผู้วิจัยเข้าไปหานักท่องราตรี จำนวน 160 คน โดยแรกเริ่ม พวกเขาจะพูดจาพึมพำแบบไม่ส่งเสียงและไม่มีความหมาย จนนักท่องราตรีต้องเอี้ยวหูเข้าไปฟังใกล้ๆ จากนั้นผู้วิจัยจึงขอบุหรี่จากนักท่องราตรีเหล่านั้น ผลปรากฎว่า นักท่องราตรีร้อยละ 58 ใช้หูขวาในการฟัง ส่วนร้อยละ 42 ใช้หูซ้าย โดยผู้หญิงมีการใช้หูข้างขวามากกว่าผู้ชาย อย่างไรก็ตาม ตัวแปรเรื่องการให้บุหรี่ไม่มีความสัมพันธ์กับหูข้างที่ใช้ฟัง (อืม ผลก็ยังธรรมดาๆ แฮะ มีอะไรอีกไหมเนี่ย)

มาที่การทดลองสุดท้าย ผู้วิจัยตั้งใจเข้าไปขอบุหรี่จากนักท่องราตรีจำนวน 176 คน โดยเจาะจงเข้าไปขอที่หูข้างขวาและหูข้างซ้ายของนักท่องราตรีเหล่านี้ ผลที่ออกมาพบว่า การได้รับบุหรี่จากการขอที่หูข้างขวามากกว่าการได้รับบุหรี่จากการขอข้างซ้ายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (โอ้ เป็นไปได้แฮะ)

การวิจัยครั้งนี้ช่วยยืนยันความรู้เดิมที่มีอยู่เกี่ยวกับคุณลักษณะของหูข้างขวาว่ามีประสิทธิภาพในการฟังมากกว่าหูข้างซ้าย อีกทั้งยังมีผลต่อการตัดสินใจของคนเราอีกด้วย (น่าทึ่งๆ)

ทีนี้ก็รู้กันแล้วใช่ไหมครับว่า เวลาอยากได้อะไรจากใครสักคนหนึ่ง ให้เข้าไปกระซิบกับเขาที่หูข้างไหน

แหล่งข้อมูล

บทความ Need Something? Talk To My Right Ear จากเว็บไซต์ http://www.sciencedaily.com

มนุษย์ทุกคนล้วนมองโลกในแง่ดี?

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , on กรกฎาคม 24, 2009 by blackdogsworld

งานวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ระบุว่าการมองโลกในแง่ดีเป็นลักษณะนิสัยพื้นฐานของมนุษย์ที่มีความเป็นสากล กล่าวคือทุกชนชาติล้วนมีลักษณะนิสัยเช่นนี้เหมือนกันหมด

แล้วการมองโลกในแง่ดี หรือในภาษาอังกฤษว่า “optimism” คืออะไรกันล่ะ

ใน The American Heritage: Dictionary of the English Language (2000) ระบุว่า การมองโลกในแง่ดีคือ การมีแนวโน้มที่จะคาดหวังผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในแง่มุมที่มีความหวังที่สุดของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

[optimism (n.): A tendency to expect the best possible outcome or dwell on the most hopeful aspects of a situation: "There is a touch of optimism in every worry about one's own moral cleanliness" (Victoria Ocampo).]

การมองโลกในแง่ดีมีสิ่งที่ควบคู่กันมาก็คือ “ความคาดหวัง” เมื่อเรามองโลกในแง่ดี หมายความว่า เราคาดหวังว่าจะมีสิ่งดีๆ หรือผลลัพธ์ทางบวกเกิดขึ้นในชีวิตของเราในอนาคต

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างประมาณ 150,000 คน จาก 140 ประเทศทั่วโลก ได้ผลลัพธ์ยืนยันว่าการมองโลกในแง่ดีเป็นปรากฏการณ์ที่มีความเป็นสากล กลุ่มตัวอย่าง 95 เปอร์เซ็นต์คาดหวังว่าชีวิตของพวกเขาในอีก 5 ปีข้างหน้าจะดีขึ้นกว่า 5 ปีที่ผ่านมา

ผู้วิจัยกล่าวว่าการมองโลกในแง่ดีเป็นวิธีการหนึ่งในการจัดการกับความยากลำบากและความไม่แน่นอนของชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน แม้ว่ามันจะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่มีอะไรรับรองว่ามันจะช่วยป้องกันคนเราจากปัญหาที่พวกเขาเผชิญ

แน่นอน ความคาดหวัง เป็นทั้งคุณประโยชน์และโทษในตัวมันเอง เมื่อเราคาดหวังถึงสิ่งดีงามในชีวิตในอนาคต เราอาจจะมีกำลังใจในการต่อสู้และเผชิญกับความยากลำบากในปัจจุบัน แต่ใครเล่าจะรับรองว่าชีวิตในอนาคตจะงดงามเหมือนดังที่หวัง เมื่อเราคาดหวัง ผลลัพธ์ย่อมมีทั้งความสมหวังและความผิดหวัง ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่ผลลัพธ์ หากคือการรับมือกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

ที่จริงแล้ว การมองโลกในแง่ดีอาจไม่ได้มีความหมายอะไรเลยหากเรามัวแต่นั่งฝันและเฝ้ารออนาคตที่ดีงามโดยที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรอย่างแท้จริง

ท่านพุทธทาสเคยบอกว่า “อย่ามีชีวิตด้วยความคาดหวัง ให้มีชีวิตด้วยสติปัญญา”

ความหมายที่แท้จริงของการมองโลกในแง่ดีคือ การรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตอย่างเหมาะสม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ขอให้เราต้อนรับมันด้วยรอยยิ้มและสติปัญญา

หมายเหตุ

ข้อมูลจากบทความ But being optimistic is a universal human trait, survey shows ใน The Sydney Morning Harold