Archive for the จิ(ต)ปาถะ Category

นักจิตวิทยาการปรึกษาในฐานะเครื่องมือสำคัญในกระบวนการช่วยเหลือเยียวยา

Posted in จิ(ต)ปาถะ on ตุลาคม 24, 2009 by blackdogsworld

ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาในแง่หนึ่งถือเป็นปรัชญาชีวิตที่นักจิตวิทยาใช้เป็นแนวทางในการมองโลกและชีวิต ในกระบวนการปรึกษาเชิงจิตวิทยา นักจิตวิทยาการปรึกษาใช้ทฤษฎีเป็นพื้นฐานในการมองหาที่มาของปัญหาและแนวทางในการแก้ปัญหาของผู้มาปรึกษา แต่ละทฤษฎีก็มีวิธีการในการมองปัญหาและแก้ปัญหาแตกต่างกันออกไป เช่น เราอาจกล่าวอย่างกว้างๆ ว่า ทฤษฎีจิตวิเคราะห์มองว่าปัญหาของมนุษย์มีต้นตอมาจากจิตไร้สำนึก ในขณะทฤษฎีพฤติกรรมนิยมมองว่าปัญหาเกิดจากการเรียนรู้ที่ผิดพลาด ส่วนทฤษฎีจิตวิทยาแนวพุทธมองว่าปัญหาเกิดจากความคาดหวังที่ไม่ลงรอยกับความเป็นจริง เป็นต้น แต่ทุกทฤษฎีล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ ช่วยเยียวยาให้ผู้มาปรึกษาคลายจากความทุกข์

โจทย์ทางคณิตศาสต์อาจมีคำตอบที่ชัดเจนและตายตัวไม่มีเปลี่ยนแปลง หนึ่งบวกหนึ่งยังไงก็ต้องเป็นสองวันยังค่ำ ไม่มีทางเป็นสามหรือสี่ แต่สำหรับโจทย์ของชีวิตแล้ว เราไม่อาจหาคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของโจทย์นั้นๆ ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาก็เช่นเดียวกัน ไม่มีทฤษฎีใดที่สามารถจัดการกับปัญหาของมนุษย์ได้ทุกอย่าง แต่ละทฤษฎีล้วนมีความสามารถและข้อจำกัดแตกต่างกันออกไป แต่การกล่าวเช่นนี้ ก็มิได้หมายความว่า นักจิตวิทยาการปรึกษาควรนำแต่ละทฤษฎีมารวมกัน โดยเลือกหยิบใช้ทฤษฎีต่างๆ ตามใจชอบเพื่อแก้ปัญหา หยิบอันนั้นมาผสมอันนี้ หยิบอันนี้ไปผสมอันโน้น แต่ไม่ได้เข้าใจหลักการของทฤษฎีแต่ละทฤษฎีอย่างแท้จริง

ทฤษฎีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่อยู่แยกต่างหากจากตัวนักจิตวิทยาการปรึกษาและมีไว้เพื่อเลือกใช้งานตามสถานการณ์ แต่ตัวทฤษฎีก็คือชีวิตและตัวตนของนักจิตวิทยาการปรึกษา พวกเขาดำเนินชีวิตเช่นใด ทฤษฎีในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของพวกเขาก็เป็นเช่นนั้น หากนักจิตวิทยาการปรึกษาไม่ได้เชื่อในทฤษฎีที่ตนเองใช้ในการช่วยเหลือเยียวยาผู้มาปรึกษาอย่างแท้จริง กระบวนการปรึกษาก็เป็นเพียงกระบวนการอันไร้สาระที่นักจิตวิทยาการปรึกษาพล่ามพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เชื่อให้ผู้มาปรึกษาฟังเท่านั้น ไม่ต่างจากนักการเมืองที่อ้างประชาธิปไตย แต่สนับสนุนการทำรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่นักจิตวิทยาใช้จะสะท้อนถึงวิถีชีวิตของพวกเขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักจิตวิทยาควรยึดมั่นในทฤษฎีเพียงหนึ่งเดียวว่าคือคำตอบของทุกสิ่งทุกอย่างในการช่วยเหลือเยียวยาผู้คน และปิดกั้นทฤษฎีอื่นๆ หากแต่เพียงนักจิตวิทยาการปรึกษาเข้าใจความสามารถและข้อจำกัดในทฤษฎีของตนเอง และผสมผสานวิถีทางที่ตนเองเชื่อเข้าไปในกระบวนการปรึกษาเพื่อช่วยเหลือผู้มาปรึกษาอย่างเหมาะสม เครื่องมือที่สำคัญที่สุดในกระบวนการเยียวยาก็คือ นักจิตวิทยาการปรึกษาที่อาศัยตนเองเป็นเครื่องมือในการสะท้อนแนวทางในการทำความเข้าใจปัญหาและการแก้ปัญหาให้กับผู้มาปรึกษา

ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , on กันยายน 20, 2009 by blackdogsworld

ในแวดวงจิตวิทยา ตัวอย่างที่ดีสำหรับคำกล่าวข้างต้นคือ ความสำเร็จของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)  บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ กว่าที่แนวคิดของเขาจะเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และถูกอ้างถึงถูกบ้างผิดบ้างมาจนถึงปัจจุบัน ฟรอยด์ต้องต่้อสู้ดิ้นรนพอสมควรจากการถูกปฏิเสธและไม่ยอมรับจากวงการจิตวิทยาในยุคนั้น

แม้ว่าฟรอยด์จะไม่ได้ศึกษาโดยตรงทางด้านจิตวิทยา แต่ด้วยความสนใจส่วนตัวทำให้เขาหันมาทำงานด้่านนี้ ฟรอยด์สนใจเกี่ยวกับการบำบัดอาการทางจิต จุดเริ่มต้นคือการศึกษากับโจเซฟ บริวเออร์ (Joseph Breuer) ในกรณีของแอนนา โอ. ผู้ป่วยโรคฮิสทีเีีรีย จากนั้นเขาค่อยๆ พัฒนาระบบการบำบัดในแบบฉบับของตนเองขึ้น นั่นก็คือ จิตวิเคราะห์ (psychoanalysis)

แต่หลังจากเขียนหนังสือออกมา 3 เล่ม คือ Studies on Hysteria (1895) (เขียนร่วมกับบริวเออร์) The Interpretation of Dreams (1900) และ Psychopathology of Everyday Life (1901) แนวคิดของฟรอยด์ยังคงไม่ได้รับการตอบรับมากนัก มีผู้ที่สนใจจิตวิเคราะห์ของเขาอยู่ในวงจำกัด วงการแพทย์ที่เวียนนาในตอนนั้นไม่ยอมรับความคิดของเขา

จุดเปลี่ยนสำคัญในการเผยแพร่้แนวคิดจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์เกิดขึ้นในปี 1909 ในขณะนั้นเขาอายุ 53 ปีแล้ว จี.แสตนลีย์ ฮอลล์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันยุคบุกเบิก ได้ส่งจดหมายเชิญฟรอยด์ไปร่วมงานครบรอบ 20 ปีของมหาวิทยาลัยคล๊าก ที่ฮอลล์เป็นอธิการบดี ฟรอยด์เดินทางไปอเมริกาพร้อมกับเพื่อนร่วมงานในตอนนั้นคือ คาร์ล ยุง (Carl Jung) และ แซนเดอร์ เฟเรนซี (Sendor Farrenzi) รวมถึงเออร์เนสต์ โจนส์ (Ernest Jones) ผู้เขียนชีวประวัติของเขา

แถวหน้า: ซิกมันด์ ฟรอยด์, แสตนลีย์ ฮอลล์, คาร์ล ยุง แถวหลัง: อับราฮัม บริลล์, เออร์เนสต์ โจนส์, เซนเดอร์ เฟอร์เรนซี

ในเรือโดยสารไปอเมริการ ฟรอยด์เห็นลูกเรือคนหนึ่งอ่านหนังสือ Psychopathology of Everyday Life ของเขา และเกิดความคิดเ็ป็นครั้งแรกว่า เขาจะต้องเป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดัง และเขาก็คิดไม่ผิด ในเวลาต่อมาจนกระทั่งปัจจุบัน ชื่อของฟรอยด์เป็นชื่อที่นักศึกษาจิตวิทยาทุกคนต้องรู้จัก ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับแนวคิดของเขาหรือไม่ก็ตาม

เดือนกันยายน 1909 ฟรอยด์ได้บรรยายแนวคิดจิตวิเคราะห์ของเขาที่มหาวิทยาลัยคล๊ากทั้งสิ้น 5 ครั้ง เป็นภาษาเยอรมัน ต่อมาการบรรยายครั้งนี้มีการขยายกลายเป็นหนังสือที่เป็นพื้นฐานสำหรับทำความเข้าใจแนวคิดจิตวิเคราะห์คือ Introductory Lectures on Psychoanalysis (1915-1917) ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า พวกที่นิยมอ้างฟรอยด์ หรือพวกที่ต่อต้านฟรอยด์ เคยอ่านงานจริงๆ ของเขากันหรือไม่ หรือว่าอ่านแต่งานมือสอง

การบรรยายของฟรอยด์ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และแนวคิดของเขาในอเมริกาก็เริ่มมีผู้สนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ฟรอยด์ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยคล๊าก ซึ่งเขาถือว่าเป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการสำหรับความพยายามของตนเอง

หลังจากกลับจากอเมริกาไม่นาน (1910) คณะกรรมการการฝึกอบรมนานาชาติืได้ถูกตั้งขึ้นเพื่อจัดการฝึกอบรมนักจิตวิเคราะห์อย่างเป็นมาตรฐาน แนวคิดจิตวิเคราะห์แพร่หลายมากขึ้น ทั้งในแวดวงจิตวิทยา และแผ่ขยายไปยังแวดวงอื่นๆ เช่น วรรณกรรมและศิลปะ แม้จะมีผู้ไม่เห็นด้วยและแยกตัวออกไปพัฒนาแนวคิดของตนเอง แต่ก็คงต้องยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้กับฟรอยด์ ที่เป็นผู้บุกเบิกแนวทางการศึกษาเรื่องการอธิบายปรากฎการณ์ทางจิตใจของมนุษย์ในมุมมองทางจิตวิืทยาและการบำบัดอาการทางจิืตอย่างเป็นระบบ

ในศตวรรษที่ 20 ฟรอยด์ถูกยกให้เป็นบุคคลสำคัญ เคียงข้างกับอัลเบิร์ต ไอสไตน์ และคาร์ล มาร์กซ์

แหล่งข้อมูลสำหรับศึกษาเพิ่มเติม

การบรรยาย 5 ครั้งของฟรอยด์ที่มหาวิทยาลัยคล๊าก

หนังสือ The Interpretation of Dreams

หนังสือ Psychopathology of Everyday Life

เข้าหูขวา ไม่ทะลุหูซ้าย นะจ๊ะ

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , , , , , on สิงหาคม 28, 2009 by blackdogsworld

ดูเผินๆ รูปร่างหน้าตาของหู 2 ข้างของคนปกติทั่วไปไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก ถึงแม้จะต่างอยู่บ้าง แต่ก็ไม่น่าจะมีนัยสำคัญทางสถิติ แม้จะไม่มีความต่างทางด้านรูปลักษณ์ แต่ว่ากันว่า เจ้าหู 2 ข้างของเรากลับมีความต่างในด้านของประสิทธิภาพในการฟังและการตัดสินใจ โดยหูขวาจะมีประสิทธิภาพมากกว่า เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับสมองซีกซ้ายซึ่งทำหน้าที่ในการประมวลผลเกี่ยวกับภาษา อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ แม้จะได้รับการยืนยันด้วยงานวิจัย แต่ก็ยังมีจำนวนน้อย และเป็นการวิจัยในห้องทดลองที่มีการควบคุมตัวแปรเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ล่าสุดมีการทดลองในสถานการณ์จริงๆ แล้วนะจ๊ะจะบอกให้

ดร. Luca Tommasi และ Daniele Marzoli จากมหาวิทยาลัย Gabriele d’Annunzio ในอิตาลี ทำการทดลอง 3 ชุด เกี่ยวกับคุณลักษณะของหูกับการสื่อสารระหว่างบุคคล โดยการทดลองทั้ง 3 ชุดทำขึ้นในผับครับ (น่าสนใช่ไหมล่ะ) การทดลองแรก พวกเขาสังเกต การพูดคุยของนักท่องราตรีจำนวน 286 คน ในผับที่มีดนตรีเสียงดัง ผลปรากฎว่า ร้อยละ 72 ใช้หูขวาในการฟังคู่สนทนา (ยังไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้นเลย ลองดูการทดลองต่อไปดีกว่า)

การทดลองต่อมา ผู้วิจัยเข้าไปหานักท่องราตรี จำนวน 160 คน โดยแรกเริ่ม พวกเขาจะพูดจาพึมพำแบบไม่ส่งเสียงและไม่มีความหมาย จนนักท่องราตรีต้องเอี้ยวหูเข้าไปฟังใกล้ๆ จากนั้นผู้วิจัยจึงขอบุหรี่จากนักท่องราตรีเหล่านั้น ผลปรากฎว่า นักท่องราตรีร้อยละ 58 ใช้หูขวาในการฟัง ส่วนร้อยละ 42 ใช้หูซ้าย โดยผู้หญิงมีการใช้หูข้างขวามากกว่าผู้ชาย อย่างไรก็ตาม ตัวแปรเรื่องการให้บุหรี่ไม่มีความสัมพันธ์กับหูข้างที่ใช้ฟัง (อืม ผลก็ยังธรรมดาๆ แฮะ มีอะไรอีกไหมเนี่ย)

มาที่การทดลองสุดท้าย ผู้วิจัยตั้งใจเข้าไปขอบุหรี่จากนักท่องราตรีจำนวน 176 คน โดยเจาะจงเข้าไปขอที่หูข้างขวาและหูข้างซ้ายของนักท่องราตรีเหล่านี้ ผลที่ออกมาพบว่า การได้รับบุหรี่จากการขอที่หูข้างขวามากกว่าการได้รับบุหรี่จากการขอข้างซ้ายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (โอ้ เป็นไปได้แฮะ)

การวิจัยครั้งนี้ช่วยยืนยันความรู้เดิมที่มีอยู่เกี่ยวกับคุณลักษณะของหูข้างขวาว่ามีประสิทธิภาพในการฟังมากกว่าหูข้างซ้าย อีกทั้งยังมีผลต่อการตัดสินใจของคนเราอีกด้วย (น่าทึ่งๆ)

ทีนี้ก็รู้กันแล้วใช่ไหมครับว่า เวลาอยากได้อะไรจากใครสักคนหนึ่ง ให้เข้าไปกระซิบกับเขาที่หูข้างไหน

แหล่งข้อมูล

บทความ Need Something? Talk To My Right Ear จากเว็บไซต์ http://www.sciencedaily.com

มนุษย์ทุกคนล้วนมองโลกในแง่ดี?

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , on กรกฎาคม 24, 2009 by blackdogsworld

งานวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ระบุว่าการมองโลกในแง่ดีเป็นลักษณะนิสัยพื้นฐานของมนุษย์ที่มีความเป็นสากล กล่าวคือทุกชนชาติล้วนมีลักษณะนิสัยเช่นนี้เหมือนกันหมด

แล้วการมองโลกในแง่ดี หรือในภาษาอังกฤษว่า “optimism” คืออะไรกันล่ะ

ใน The American Heritage: Dictionary of the English Language (2000) ระบุว่า การมองโลกในแง่ดีคือ การมีแนวโน้มที่จะคาดหวังผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในแง่มุมที่มีความหวังที่สุดของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

[optimism (n.): A tendency to expect the best possible outcome or dwell on the most hopeful aspects of a situation: "There is a touch of optimism in every worry about one's own moral cleanliness" (Victoria Ocampo).]

การมองโลกในแง่ดีมีสิ่งที่ควบคู่กันมาก็คือ “ความคาดหวัง” เมื่อเรามองโลกในแง่ดี หมายความว่า เราคาดหวังว่าจะมีสิ่งดีๆ หรือผลลัพธ์ทางบวกเกิดขึ้นในชีวิตของเราในอนาคต

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างประมาณ 150,000 คน จาก 140 ประเทศทั่วโลก ได้ผลลัพธ์ยืนยันว่าการมองโลกในแง่ดีเป็นปรากฏการณ์ที่มีความเป็นสากล กลุ่มตัวอย่าง 95 เปอร์เซ็นต์คาดหวังว่าชีวิตของพวกเขาในอีก 5 ปีข้างหน้าจะดีขึ้นกว่า 5 ปีที่ผ่านมา

ผู้วิจัยกล่าวว่าการมองโลกในแง่ดีเป็นวิธีการหนึ่งในการจัดการกับความยากลำบากและความไม่แน่นอนของชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน แม้ว่ามันจะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่มีอะไรรับรองว่ามันจะช่วยป้องกันคนเราจากปัญหาที่พวกเขาเผชิญ

แน่นอน ความคาดหวัง เป็นทั้งคุณประโยชน์และโทษในตัวมันเอง เมื่อเราคาดหวังถึงสิ่งดีงามในชีวิตในอนาคต เราอาจจะมีกำลังใจในการต่อสู้และเผชิญกับความยากลำบากในปัจจุบัน แต่ใครเล่าจะรับรองว่าชีวิตในอนาคตจะงดงามเหมือนดังที่หวัง เมื่อเราคาดหวัง ผลลัพธ์ย่อมมีทั้งความสมหวังและความผิดหวัง ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่ผลลัพธ์ หากคือการรับมือกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

ที่จริงแล้ว การมองโลกในแง่ดีอาจไม่ได้มีความหมายอะไรเลยหากเรามัวแต่นั่งฝันและเฝ้ารออนาคตที่ดีงามโดยที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรอย่างแท้จริง

ท่านพุทธทาสเคยบอกว่า “อย่ามีชีวิตด้วยความคาดหวัง ให้มีชีวิตด้วยสติปัญญา”

ความหมายที่แท้จริงของการมองโลกในแง่ดีคือ การรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตอย่างเหมาะสม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ขอให้เราต้อนรับมันด้วยรอยยิ้มและสติปัญญา

หมายเหตุ

ข้อมูลจากบทความ But being optimistic is a universal human trait, survey shows ใน The Sydney Morning Harold

การปรึกษาเชิงจิตวิทยา: ภาพรวมโดยสังเขป

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , on กรกฎาคม 6, 2009 by blackdogsworld

เกริ่นนำ

บทความชิ้นนี้เขียนขึ้นสำหรับงานเสวนาจิตวิทยาการปรึกษาของนิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบัน สาขาวิชาจิตวิทยาการปรึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีจุดประสงค์เพื่อแสดงภาพรวมโดยสังเขปของกระบวนการที่เรียกว่า “การปรึกษาเชิงจิตวิทยา” (เชิงอรรถ1) (counseling) ตั้งแต่ที่มาและนิยามของการปรึกษาเชิงจิตวิทยา วิชาชีพด้านการปรึกษาเชิงจิตวิทยา รวมถึงการปรึกษาเชิงจิตวิทยาในประเทศไทย

ต้นกำเนิดของการปรึกษาเชิงจิตวิทยา

เป็นเรื่องยากที่จะระบุอย่างเฉพาะเจาะจงว่าใครเป็นผู้คิดค้นศาสตร์ที่ชื่อว่า “การปรึกษาเชิงจิตวิทยา” เนื่องจากการช่วยเหลือและเยียวยาทางจิตใจโดยการพูดคุยเกิดขึ้นมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตกาลและมีรูปแบบที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามแต่ละวัฒนธรรม ซึ่งเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของคนในสังคมนั้นๆ อย่างแยกไม่ออก ก่อนที่ศาสตร์ที่เรียกว่าจิตวิทยาจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเสียอีก ดังนั้นการเกิดขึ้นของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาจึงได้รับอิทธิพลและมีรากฐานมาจากวิธีการเยียวยาจิตใจในอดีตไม่มากก็น้อย

แม้จะระบุอย่างแน่ชัดไม่ได้ว่าต้นกำเนิดมาจากที่ใด แต่หากจะกล่าวถึงผู้ที่ทำให้การบำบัดทางจิตเป็นระบบและมีแบบแผนทางทฤษฎีคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเริ่มต้นมาจากซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ (psychoanalysis) และเป็นผู้วางรากฐานให้กับการบำบัดทางจิตที่เรียกว่า psychotherapy แม้ว่าฟรอยด์เองจะไม่ได้เป็นเจ้าของแนวคิดในทฤษฎีของเขาทั้งหมด แต่เขาก็เป็นผู้ที่ทำให้มันเป็นที่รู้จักและแพร่หลาย(เชิงอรรถ2) รวมถึงเป็นรากฐานให้กับทฤษฎีการบำบัดจำนวนมากที่เริ่มต้นมาจากความไม่เห็นด้วยกับจิตวิเคราะห์ หากเรามองว่าจิตบำบัดกับการปรึกษาเชิงจิตวิทยาโดยสาระสำคัญแล้วคือกระบวนการเดียวกัน ดังนั้น เราอาจะกล่าวได้ว่าฟรอยด์คือผู้ให้กำเนิดการบำบัดสมัยใหม่ที่เน้นการพูดคุยเพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาและเป็นรากฐานให้กับการปรึกษาเชิงจิตวิทยาในเวลาต่อมา

จุดเริ่มต้นของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาในฐานะที่เป็นวิชาชีพทางด้านจิตวิทยามีเหตุการณ์สำคัญที่ต้องพิจารณาอยู่ 4 เหตุการณ์ด้วยกัน(เชิงอรรถ3)

1) การนำคำว่า counseling มาใช้โดยแฟรงค์ พาร์สัน (Frank Parsons) ในงานด้านการแนะแนวอาชีพในทศวรรษ 1900 โดยเขาได้ก่อตั้งองค์กรที่ชื่อ Bureau of Vocational Guidance แต่ยังไม่ทำให้ counselingเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางนักในแง่ของวิชาชีพทางจิตวิทยา

2) หนังสือ Counseling and Psychotherapy (1942) ของคาร์ล รอเจอร์ส (Carl Rogers) ได้รับการตีพิมพ์ออกมา โดยรอเจอร์สเริ่มนำคำว่า counseling มาใช้เพื่อต้านทานกระแสการบำบัดโดยใช้จิตบำบัดของจิตแพทย์ และแนวคิดของเขาได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาในยุคนั้น

3) ความต้องการผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาในการช่วยเหลือทหารผ่านศึกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในทศวรรษ 1940 และกระแสความคิดในเรื่องการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ (human potential movement) ในทศวรรษ 1950 และ 1960 ก็มีส่วนช่วยทำให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง

4) การก่อตั้งแผนก Personnel and Guidance Psychologist ของสมาคมนักจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Association: APA) ในปี 1945 ซึ่งถือเป็นหลักไมล์ที่สำคัญของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาในการยกระดับให้เป็นวิชาชีพทางด้านจิตวิทยาและเป็นองค์กรด้านการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้น

ที่มาของคำว่า “Counseling”

คำว่า “counseling” มาจากคำว่า “counsel” ซึ่งมีที่มาจากคำในภาษาอังกฤษยุคกลาง “counseil” คำในภาษาฝรั่งเศสยุคเก่า “conseil” และคำในภาษาลาติน “cōnsilium” หรือ “cōnsulere” ซึ่งหมายถึง ให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ(เชิงอรรถ4)

ผู้ที่นำคำว่า “counseling” มาใช้เป็นคนแรก คือแฟรงค์ พาร์สันส์ บิดาแห่งการแนะแนวอาชีพ (vocational guidance) ในช่วงทศวรรษ 1900 แต่ผู้ที่ทำให้คำนี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางคือคาร์ล รอเจอร์ส บิดาแห่งการบำบัดแนวยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง (Person-centered therapy) ส่วนในเชิงของวิชาชีพที่เรียกว่า “counseling psychologist” (หรือ “นักจิตวิทยาการปรึกษา”) และสาขาใหม่ของจิตวิทยาที่เรียกว่า “counseling psychology” (หรือ “จิตวิทยาการปรึกษา”) เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1951 ในการประชุมของแผนก Counseling and Guidance ของสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA)

ส่วนการที่คำว่า “counseling” ในประเทศอเมริกาสะกดด้วย “แอล” ตัวเดียว ทั้งๆ ที่ทางยุโรปส่วนใหญ่ยังคงใช้คำว่า “counselling” ที่มี “แอล” สองตัว ว่ากันว่าเกิดจากการที่พาร์สันส์ต้องการทำให้อาชีพใหม่ของเขาซึ่งเกี่ยวกับการแนะแนวอาชีพมีความชัดเจนขึ้น เดิมทีเขามีอาชีพที่ค่อนข้างหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ ที่ปรึกษากฎหมาย (counsellor-in-law) เพื่อป้องกันความสับสนในอาชีพใหม่เขาจึงใช้คำว่า “counselor” โดยเหลือ “แอล” ตัวเดียวแทน(เชิงอรรถ5) อย่างไรก็ตาม ความหมายของคำว่า “counseling” พาร์สันส์น่าจะมีความแตกต่างกับความหมายของคำนี้ในยุคต่อมาและปัจจุบันอยู่พอสมควร

ส่วนคำแปลภาษาไทยของคำว่า “counseling” ก็ยังมีความไม่ลงรอยกันอยู่ แม้จะมีความหมายใกล้เคียงกัน แต่ก็มีความแตกต่างที่น่าสนใจในแง่ของการสื่อความหมาย คำที่ใช้แทนคำว่า counseling เช่น การให้คำปรึกษา การให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา การให้การปรึกษา การให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม โสรีช์ โพธิแก้ว(เชิงอรรถ6) มองว่า counseling ควรจะแปลว่า “การปรึกษาเชิงจิตวิทยา”เนื่องจากกระบวนการของ counseling ไม่ใช่การ “ให้” คำปรึกษาของผู้ให้บริการ แต่เป็นกระบวนการที่ร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ ซึ่งผู้เขียนเองก็เห็นด้วยและเลือกใช้คำนี้

นิยามของคำว่า “Counseling” ในเชิงจิตวิทยา (การปรึกษาเชิงจิตวิทยา)

เนื่องจากคำว่า counseling ถูกนำไปใช้ในหลากหลายแวดวง ไม่เฉพาะในทางจิตวิทยาเท่านั้น เมื่อพิจารณาจากที่มาของคำว่า counseling ซึ่งคือคำว่า “counsel” อาจกล่าวได้ว่าโดยทั่วๆ ไป counseling คือ การให้คำปรึกษา หรือ คำแนะนำ ซึ่งเน้นที่การให้ข้อมูลเพื่อช่วยเหลือ เช่น ข้อมูลทางด้านกฎหมาย ข้อมูลทางธุรกิจ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม คำว่า counseling ในเชิงจิตวิทยามีความหมายมากไปกว่าการให้คำแนะนำหรือให้ข้อมูล ในที่นี้ ผู้เขียนขอเรียก counseling ในเชิงจิตวิทยาว่า “การปรึกษาเชิงจิตวิทยา” เพื่อแยก counseling ในเชิงจิตวิทยา ออกจาก counseling ประเภทอื่นๆ และในที่นี่จะพิจารณาเฉพาะตัวกระบวนการของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาว่าหมายถึงอะไร โดยแยกออกจากความหมายของจิตวิทยาการปรึกษาซึ่งครอบคลุมความหมายกว้างกว่าการปรึกษาเชิงจิตวิทยา

หนังสือวิชาการหลายเล่มเห็นพ้องต้องกันว่าการให้นิยามว่า “การปรึกษาเชิงจิตวิทยาคืออะไร?” เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ความหมายที่ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนให้ แม้จะมีส่วนคล้ายคลึงกัน แต่ก็ยังไม่ตรงกันเสียทีเดียว และยังหาข้อสรุปที่แน่ชัดไม่ได้ ทีนี้เรามาดูกันว่าจิตวิทยาการปรึกษาถูกนิยามไว้อย่างไรบ้าง

สมาคมการปรึกษาเชิงจิตวิทยานานาชาติ (International Association for Counselling: IRTAC) ให้นิยามจิตวิทยาการปรึกษาไว้ว่า:

วิธีการแห่งการสร้างความสัมพันธ์และการตอบสนองต่อผู้อื่นโดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นโอกาสให้บุคคลได้สำรวจตนเอง ทำให้ชีวิตชัดเจนขึ้น และใช้ชีวิตในทางที่น่าพึงพอใจและสร้างสรรค์

[a method of relating and responding to others with the aim of providing them with opportunities to explore, to clarify and work towards living in a more satisfactory and resourceful way.]

ส่วนสมาคมการปรึกษาเชิงจิตวิทยาอเมริกัน (American Counseling Association: ACA) ซึ่งใช้คำว่า professional counseling ในการแยก counseling ในเชิงจิตวิทยาออกจาก counseling ทั่วๆ ไป ให้ความหมายว่า professional counseling คือ:

การประยุกต์ใช้หลักการทางสุขภาพจิต จิตวิทยา และการพัฒนามนุษย์ ผ่านทางกลวิธีทางความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม โดยมุ่งเน้นที่ความสมบูรณ์ การงอกงามเติบโตของบุคคล และการพัฒนาด้านอาชีพ พอๆ กับการมุ่งเน้นที่การจัดการกับพยาธิสภาพทางจิต

[The application of mental health, psychological, or human development principles, through cognitive, affective, behavioral or systematic intervention strategies, that address wellness, personal growth, or career development, as well as pathology.]

สมาคมการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (British Association for Counselling: BAC) ให้คำนิยามของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาไว้ว่า:

การปรึกษาเชิงจิตวิทยาคือการใช้ทักษะและหลักการแห่งสัมพันธภาพในการเอื้ออำนวยให้เกิดการรู้จักตนเอง การยอมรับทางอารมณ์และการเติบโตงอกงาม และการพัฒนาศักยภาพของบุคคลในเชิงบวก จุดมุ่งหมายโดยรวมคือการสร้างโอกาสให้บุคคลได้ใช้ชีวิตด้วยความพึงพอใจและสร้างสรรค์

[Counselling is the skilled and principled use of relationship to facilitate self-knowledge, emotional acceptance and growth, and the optimal development of personal resources. The overall aim is to provide an opportunity to work toward living more satisfyingly and resourcefully.]

อย่างไรก็ตาม นิยามข้างต้นของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเป็นการให้ความหมายในภาพรวมมากกว่าที่จะเจาะจงว่าการปรึกษาเชิงจิตวิทยาคืออะไรในแง่ของกระบวนการ ผู้เขียนคิดว่าการแยกการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ออกจากการให้คำแนะนำทั่วๆ ไป และการใช้ทักษะทางด้านการปรึกษาเชิงจิตวิทยา (ซึ่งมีหลายวิชาชีพนำไปใช้) มีองค์ประกอบสำคัญที่ต้องพิจารณาในเรื่องความเป็นมาตรฐานในเชิงวิชาชีพการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ได้แก่ ประสบการณ์และการได้รับการฝึกฝนของผู้ให้บริการ สถานที่ในการให้บริการ การทำสัญญาระหว่างผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ เป็นต้น

จากความหมายขององค์กรทางด้านการปรึกษาเชิงจิตวิทยาข้างต้น ประกอบกับประสบการณ์ของผู้เขียน อาจสรุปได้ว่าโดยสาระแล้ว การปรึกษาเชิงจิตวิทยาคือกระบวนการที่อาศัยสัมพันธภาพระหว่างผู้บริการปรึกษากับผู้รับบริการ ผ่านกลวิธีทางการปรึกษาที่ช่วยให้บุคคลได้สำรวจแง่มุมต่างๆ ในชีวิตของตนเอง ซึ่งนำไปสู่การเข้าใจและยอมรับตนเองมากขึ้น โดยมีจุดประสงค์หลัก 2 ประการ คือ 1) ส่งเสริมให้ผู้รับบริการเกิดความเติบโตงอกงามในชีวิต ดำเนินชีวิตอย่างสร้างสรรค์และใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ และ 2) ช่วยเยียวยาและแก้ไขปัญหาในชีวิตของผู้รับบริการ

วิชาชีพด้านการปรึกษาเชิงจิตวิทยา(เชิงอรรถ7)

คุณสมบัติและประเภทของผู้ประกอบวิชาชีพด้านจิตวิทยาการปรึกษาในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ในที่นี้จะพิจารณาเฉพาะในอเมริกา ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของวิชาชีพการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและมีการจัดการทางวิชาชีพอย่างเป็นระบบ และเป็นประเทศที่ผู้เขียนมีข้อมูลเพียงพอ

ในอเมริกา ผู้ประกอบอาชีพด้านการปรึกษาเชิงจิตวิทยาอาจแยกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ผู้บริการปรึกษา(counselor) และนักจิตวิทยาการปรึกษา (counseling psychologist) ซึ่งมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควรระหว่างผู้เชี่ยวชาญทั้งสองประเภท ผู้ที่ต้องการเป็นผู้บริการปรึกษาอาจผ่านการศึกษาในระดับปริญญาโทหรือเอกก็ได้ โดยหลักสูตรต้องได้รับการรับรองโดยสมาคมจิตวิทยาการปรึกษาอเมริกัน (ACA) ส่วนผู้ที่ต้องการทำงานเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาต้องผ่านการศึกษาในระดับปริญญาเอกเท่านั้น (เช่นเดียวกับนักจิตวิทยาสาขาอื่นๆ) โดยหลักสูตรต้องผ่านการรับรองจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ผู้ที่ต้องการศึกษาในระดับปริญญาเอกด้านจิตวิทยาการปรึกษา ต้องผ่านการศึกษาในระดับปริญญาโทแบบเต็มเวลาเป็นระยะเวลา 3 ปี และหลังจากเรียนคอร์สเวิร์คเสร็จสิ้น ต้องฝึกปฎิบัติงานจริงเป็นระยะเวลา 1 ปี รวมถึงต้องทำวิทยานิพนธ์อีกด้วย

ปัจจุบัน หลักสูตรปริญญาเอกของผู้ที่ต้องการเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาใช้แนวทางจากโปรแกรมที่เรียกว่า “Model Training Program” (MTP) ซึ่งพัฒนาโดย Council of Counseling Psychology Training Program (CCPTP) ร่วมกับแผนก Society of Counseling Psychology ของสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน ประกอบด้วยวิชาหลักๆ คือ 1) พื้นฐานทางชีววิทยาของพฤติกรรม (Biological Bases of Behavior) 2) พื้นฐานทางความคิดและอารมณ์ของพฤติกรรม (Cognitive/Affective Bases of Behavior) 3) พื้นฐานทางสังคมของพฤติกรรม (Social Bases of Behavior) 4) พัฒนาการตลอดช่วงชีวิต (Life-Span Development) 5) ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Differences) 6) ประวัติศาสตร์และระบบของจิตวิทยา (History and System of Psychology) และ 7) วิธีการและการออกแบบการวิจัย เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูล และไซโคเมทริกส์ (Research Method and Design, Data Analytic Techniques, and Psychometric)

นอกจากนี้ผู้เข้าศึกษาในหลักสูตรต้องเลือกสาขาเพื่อฝึกฝนให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วย 10 สาขา ได้แก่ 1) ทฤษฎีทางจิตวิทยาการปรึกษาและบุคลิกภาพ (theories of counseling and personality) 2) จิตวิทยาทางการงาน (vocational psychology) 3) พัฒนาการชีวิตมนุษย์ตลอดช่วงวัย (human life span development) 4) การวินิจฉัยและการประเมินผลทางจิตวิทยา (psychological assessment and evaluation) 5) จิตพยาธิสภาพวิทยา (psychopathology) 6) การวัดและสถิติ (measurement and statistics) 7) การออกแบบการวิจัย (research design) 8) จรรณยาบรรณทางวิชาชีพ (professional ethics) 9) การดูแลช่วยเหลือด้านการฝึกฝน (supervision) และ 10) การให้คำปรึกษาแนะนำ (consultation)

ขั้นตอนต่อไปหลังจากสำเร็จการศึกษาคือการสอบเพื่อขอรับใบรับรองทางวิชาชีพในอเมริกา ผู้ประกอบอาชีพทางด้านการปรึกษาเชิงจิตวิทยาต้องมีใบรับรองทางวิชาชีพ (license) จากรัฐนั้นๆ ที่ตนเองประกอบอาชีพ โดยรัฐแรกที่ผ่านกฎหมายรับรองวิชาชีพของผู้บริการปรึกษาคือ รัฐเวอร์จิเนียในปี 1976 ปัจจุบันเกือบทุกรัฐในอเมริกามีใบรับรองวิชาชีพของผู้บริการปรึกษา ยกเว้นแคลิฟอเนียกับเนอวาดาเท่านั้น ส่วนใบรับรองวิชาชีพของนักจิตวิทยาการปรึกษาเกิดขึ้นในปี 1987 โดยสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน ตีพิมพ์คู่มือ Model Act for State Licensure of Psychologists ออกมาเพื่อเป็นหลักปฎิบัติในการสอบรับใบประกอบวิชาชีพของรัฐต่างๆ องค์กรที่รับผิดชอบในการดูแลเรื่องการสอบใบรับรองวิชาชีพของนักจิตวิทยาการปรึกษา คือ Association of State and Provincial Psychological Boards (ASPPB) ซึ่งครอบคลุมทุกรัฐของอเมริกา รวมถึงบางแห่งของแคนาดา

อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติของผู้ขอสอบรับใบรอบรองทางวิชาชีพขึ้นอยู่กับกฎหมายในแต่ละรัฐ ซึ่งมีความแตกต่างกันไป แต่โดยหลักๆ แล้ว ผู้สมัครต้องผ่านการศึกษาในระดับปริญญาโท (สำหรับผู้บริการปรึกษา) หรือปริญญาเอก (สำหรับนักจิตวิทยาการปรึกษา) มีประสบการณ์ในการฝึกงาน (practicum) และออกปฎิบัติงานจริง (internship) ในระหว่างการศึกษาภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ (supervision) ต้องผ่านการทดสอบ (การทดสอบสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา รวมถึงนักจิตวิทยาอื่นๆ เรียกว่า Examination for Professional Practice in Psychology [EPPP]) และมีประสบการณ์ในการปฎิบัติงานจริง (ประมาณ 2-3 ปี) ภายหลังจากสำเร็จการศึกษาภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น

การปรึกษาเชิงจิตวิทยาในประเทศไทย

การมองหาต้นกำเนิดของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาในประเทศไทย หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพิจารณาต้นกำเนิดของจิตวิทยาในประเทศไทยควบคู่กันไป ก่อนหน้านี้การปฏิบัติงานด้านจิตวิทยาเป็นหน้าที่ของจิตแพทย์เป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งในปี 2506 สำนักงานข้าราชการพลเรือนได้อนุมัติให้มีตำแหน่งนักจิตวิทยา โดยผู้ที่เข้ามาทำงานเป็นผู้จบปริญญาตรีในสาขาอื่น และเข้ามาฝึกอบรมทางด้านจิตวิทยาเพิ่มเติมภายหลัง(เชิงอรรถ8)

การเรียนการสอนด้านจิตวิทยาในเมืองไทยในระดับปริญญาตรีเริ่มต้นในปี 2507 ที่ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาลัยเชียงใหม่ หลังจากนั้นมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็เริ่มเปิดหลักสูตรจิตวิทยาตามมา ในแง่ของวิชาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการช่วยเหลือทางจิตวิทยา ในช่วงนั้นมีการสอนวิชาทฤษฎีการบำบัดเท่านั้น เพื่อเป็นพื้นฐานของการปฎิบัติงานด้านจิตวิทยาคลินิก ยังไม่มีการสอนวิชาการปรึกษาเชิงจิตวิทยาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ส่วนการศึกษาทางด้านจิตวิทยาในระดับปริญญาโทเริ่มต้นขึ้นในปี 2522 ที่ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในหลักสูตรจิตวิทยาคลินิก

หลักไมล์สำคัญของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาในประเทศไทย คือการเกิดขึ้นของสาขาจิตวิทยาการปรึกษาในปี 2528 ที่ภาควิชาจิตวิทยาและการแนะแนว คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ซึ่งต่อมากลายเป็นคณะจิตวิทยา ในปี 2538) ซึ่งเป็นการศึกษาในระดับมหาบัณฑิต ถือเป็นการเปิดตัวจิตวิทยาการปรึกษาอย่างเป็นทางการในฐานะการช่วยเหลือทางจิตวิทยาอีกแขนงหนึ่ง นอกเหนือจากจิตวิทยาคลินิก ส่วนการศึกษาด้านจิตวิทยาการปรึกษาในระดับปริญญาตรีนั้นเกิดขึ้นในปี 2543 ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในตอนนี้

ในประเทศไทยนั้น ยังไม่มีองค์กรด้านการปรึกษาเชิงจิตวิทยาโดยตรง แม้กระทั่งองค์กรทางจิตวิทยาหลักๆ ก็มีอยู่เพียง 2 องค์กร คือ สมาคมนักจิตวิทยาคลินิกแห่งประเทศไทย และสมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทย รวมถึงยังไม่มีใบประกอบวิชาชีพทางด้านการปรึกษาเชิงจิตวิทยา และผู้ที่เรียกตนเองว่า ผู้ให้บริการปรึกษาหรือ นักจิตวิทยาการปรึกษา ก็ยังไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมายว่าเป็นวิชาชีพเฉพาะ มีเพียงวิชาชีพนักจิตวิทยาคลินิก (clinical psychologist) เท่านั้นที่มีใบรับรองทางวิชาชีพ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ หลังจากเปิดหลักสูตรด้านจิตวิทยาคลินิกมา 40 กว่าปี ส่วนใบรับรองทางวิชาชีพของผู้ให้บริการปรึกษาและนักจิตวิทยาการปรึกษาคงต้องรอคอยกันต่อไป

เชิงอรรถ

1 ผู้เขียนบทความขอใช้คำว่า “การปรึกษาเชิงจิตวิทยา” เป็นคำแปลของ “counseling” เนื่องจากมองว่าสื่อความหมายได้ตรงที่สุด

2 การบำบัดโดยการพูดคุย หรือ talking cure เป็นไปได้ว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากการบำบัดของโจเซฟ บริวเออร์ (Joseph Breuer) ในกรณีของแอนนา โอ. ผู้ป่วยฮิสทีเรีย ซึ่งฟรอยด์เองได้เข้าไปมีส่วนร่วม ก่อนหน้านี้การบำบัดผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเน้นที่การใช้ยาและวิธีการอื่นๆ มากกว่าการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา

3 เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าเกิดขึ้นในอเมริกาทั้งสิ้น เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านข้อมูลของผู้เขียนบทความ

4 เว็บไซต์ http://www.nationmaster.com/encyclopedia/Counseling

5 ข้อมูลเรื่องเล่าเกี่ยวกับความแตกต่างของคำว่า counseling ของอเมริกากับยุโรป มาจากเว็บไซต์ http://www.counselingseattle.com/counseling/counsellor-counselling.htm

6 โสรีช์ โพธิแก้ว ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ประจำคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่ามีการนำคำว่า “นักจิตวิทยาการปรึกษา” ซึ่งเป็นคำแปลของ counseling psychologistไปอ้างอิงในบทความที่ลงในวารสาร Journal of Counseling Psychology

7 ข้อมูลเกี่ยวกับวิชาชีพด้าน counseling มาจากบทความ “Counseling Psychology in U.S.A.” ของ Munley, Duncan, McDonnell และ Sauer ตีพิมพ์ในวารสาร Counselling Psychology Quarterly, 2004, Vol.17(3) และจากเว็บไซต์ของ Society of Counseling Psychology http://www.div17.org/students_defining.html

8 บทความ “30 ปีจิตวิทยาคลินิกไทย” ของสมทรง สุวรรณเลิศ ตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาคลินิก 37(1) ม.ค. – มิ.ย. 49

บรรณานุกรม

Boud, T. (2000). Standard and Ethics for Counselling in Action. Second Edition. London: Sage

Clarkson Peruska. (1998). Counselling Psychology: Integrating theory, research and supervised practice. London: Routledge

CounselingSeattle.com. Counselor Questions:Why Do We Spell It Counselor, While the Rest of the World Spells It Counsellor?. Retrieved January 7, 2009 from http://www.counselingseattle.com/counseling/counsellor-counselling.htm

Flanagan, J. S. and Flanagan, R. S. (2004) Counseling and Psychotherapy Theories in Context and Practice: Skill, Strategies, and Techniques. New Jersey: John Wiley & Son

Gregoire, J., Jungers, C.M. (2007) The Counselor’s Companion. What Every Beginning Counselor Needs to Know. New Jersey: Lawrence Erlbaum Associates, Inc

Munley, P. H., Dancan, L.E., McDonnel, K.A., and Sauer, E.M. (2004) Counseling Psychology in the United State of America. Couselling Psychology Quarterly 17(3) pp. 247 – 271

NationalMaster.com. Counseling. Retrieved January 7, 2009 from http://www.nationmaster.com/encyclopedia/Counseling

Palmer, S. (2000). Introduction to Counselling and Psychotherapy: The Essential Guide. London: Sage

Society of Counseling Psychology. About counseling psychologists. Retrieved January 7, 2009 from http://www.div17.org/students_defining.html

สมทรง สุวรรณเลิศ. (2549). 30 ปีจิตวิทยาคลินิกไทย. จิตวิทยาคลินิก: 37(1) ม.ค. – มิ.ย. 49

Self-Help Books: ช่วย หรือ ทำร้าย ตัวเอง

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , , , , on กรกฎาคม 5, 2009 by blackdogsworld

ทุกวันนี้เมื่อคุณเดินเข้าไปในร้านหนังสือ(เกือบทุกร้าน) คุณจะพบหนังสือประเภทหนึ่ง (นอกเหนือจากหนังสือ “ธรรมะ” และหนังสือ “อธรรมะ” ซึ่งจะว่าไปก็เป็นหนังสือประเภทเดียวกันนั่นแหละ คือหากินกับความเชื่อและศรัทธาของผู้คน เพียงแต่อยู่คนละด้านเท่านั้นเอง) วางเรียงรายอยู่เต็มชั้นหนังสือออกใหม่และหนังสือแนะนำ หนังสือประเภทดังกล่าวก็คือ หนังสือฮาวทู หนังสือประเภทนี้เปรียบดังบะหมี่สำเร็จรูปที่พร้อมให้คุณเติมน้ำร้อนแล้วกินได้ทันทีโดยไม่ต้องมีฝีมือในการทำอาหาร หนังสือฮาวทูแนะนำวิธีการต่างๆ นานา ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ทำงานอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ วิธีทำอาหารให้อร่อยแบบภัตคาร เคล็ดลับการใช้ชีวิตคู่ให้มีความสุข ฯลฯ (อีกหน่อยคงจะมีหนังสือ “วิธีการอ่านหนังสือฮาวทู” [How to read How to Books] ออกมา) หนังสือเหล่านี้ทำให้ชีวิตดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ก็เป็นเพียงชีวิตในจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น เพราะชีวิตจริงมันไม่ง่ายแบบนั้นหรอกครับ

พอเถอะ ผมว่าเข้าเรื่องดีกว่าครับ เรื่องของหนังสือฮาวทูมีอะไรขัดเคืองใจอีกเยอะที่จะเขียนถึง แต่เขียนถึงไปก็เปล่าประโยชน์ในเมื่อสังคมเรามันให้ความสำคัญกับอะไรที่ฉาบฉวยแบบนี้นี่ครับ อยากได้นั่นได้นี่ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ แบบง่ายๆ ไม่ต้องอาศัยความพยายามอะไรมาก สุดท้ายก็มาลงเอยที่หนังสือฮาวทูนี่แหละครับ สิ่งที่ผมจะกล่าวถึงในบทความนี้เกี่ยวกับหนังสือฮาวทูประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “Self-Help Books” (ไม่อยากแปลเป็นไทยแบบตรงตัวเลย ลองแปลดูสิครับ “หนังสือช่วยตัวเอง”) Self-Help Books เป็นหนังสือฮาวทูแนวจิตวิทยาสำหรับคนที่ต้องการช่วยเหลือและพัฒนาตัวเองโดยไม่ต้องไปพึ่งพาใครที่ไหน หนังสือประเภทนี้อาจช่วยให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาชีวิต ช่วยเพิ่มความมั่นใจในตนเอง ส่งเสริมบุคลิกภาพด้านบวก ฯลฯ ในแง่หนึ่งดูเหมือนมันจะเป็นหนังสือที่มีประโยชน์นะครับ อย่างน้อยก็สำหรับคนที่ไม่รู้จะไปพึ่งพาใครจริงๆ ในเรื่องเหล่านี้ แต่เรามาลองดูกันดีกว่าครับว่าหนังสือประเภทนี้ช่วยคนให้รู้สึกดีขึ้นได้จริงหรือ

งานวิจัยของ Joanne V. Wood และ John W. Lee นักจิตวิทยาจาก University of Waterloo และ W.Q. Elaine Perunovic จาก University of New Brunswick ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science ฉบับเดือนพฤษภาคม ระบุถึงปัญหาที่เกิดจาก Self-Help Books ว่าผู้ที่มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ (low self-esteem) รู้สึกแย่ลงเมื่อพูดประโยคด้านบวกเกี่ยวกับตนเอง (เช่น ฉันเป็นคนน่ารัก ฉันจะประสบความสำเร็จ) ตามที่หนังสือแนะนำ (รู้สึกคุ้นๆ ไหมครับ เกี่ยวกับการชวนให้คนพูดถึงประโยคด้านบวกเกี่ยวกับตนเอง ไม่ใช่แค่พูดเฉยๆ ตะโกนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกต่างหาก)

การทดลองของพวกเขามีดังนี้ครับ ขั้นแรก ผู้วิจัยให้ผู้เข้าร่วมการวิจัยที่ประกอบด้วยผู้ที่มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำและผู้ที่มีมีความภาคภูมิใจในตนเองสูงพูดประโยค “ฉันเป็นคนน่ารัก” จากหนังสือ Self-Help Books ซ้ำๆ จากนั้นอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้นของผู้เข้าร่วมการวิจัย ผลปรากฎว่าผู้ที่มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำที่พูดประโยคดังกล่าวซ้ำๆ รู้สึกแย่กว่าอีกกลุ่มที่ไม่ได้พูด ส่วนผู้ที่มีความภาคภูมิใจในตนเองสูงรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้พูด แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในขั้นติดตามผล ผู้วิจัยให้ผู้เข้าร่วมการวิจัยเขียนความคิดทางลบและความคิดทางบวกเกี่ยวกับตนเอง (เช่น ฉันยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างในตัวของฉันเอง) ผลการวิจัยที่เกิดขึ้นขัดแย้งกับสามัญสำนึกพอสมควร กล่าวคือ ผู้เข้าร่วมการวิจัยที่มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำกลับรู้สึกดีเมื่อให้ความสนใจกับความคิดทางลบเกี่ยวกับตนเองมากกว่าความคิดทางบวก

ผู้วิจัยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นว่า ความคิดทางบวกเกี่ยวกับตนเองอย่างไม่สมเหตุสมผลก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดในผู้ที่มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ เนื่องจากความคิดทางลบมีอิทธิพลเหนือความคิดทางบวก หากพวกเขาให้ความสนใจกับความคิดทางบวก พวกเขาก็จะมีความคิดทางลบที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดทางบวกเหล่านั้น ผมขออธิบายเพิ่มว่า หากเราให้ความสนใจกับสิ่งที่ตนเองไม่ยอมรับอย่างแท้จริง (เช่น การพูดถึงด้านบวกของตนเอง ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริง) ก็มีความขัดแย้งระหว่าง “สิ่งที่ตนเองเป็น” กับ “สิ่งที่ตนเองอยากเป็น” เกิดขึ้น เนื่องจากเรารู้อยู่แล้วว่าเราเป็นอะไร ดังนั้นการบอกว่าเราเป็นในสิ่งที่เราไม่ได้เป็นอย่างไม่มีเหตุผล (เช่น การบอกว่า “ฉันเป็นคนน่ารัก” ทั้งที่ในความเป็นจริงฉันเป็นคนหน้าตาไม่รับแขก) ยิ่งทำให้เรารู้สึกแย่มากกว่ารู้สึกดีขึ้น

ผู้วิจัยสรุปว่า “การพูดประโยคทางบวกเกี่ยวกับตนเองอาจจะมีประโยชน์สำหรับคนบางคน (เช่น ผู้ที่มีความภาคภูมิใจในตนเองสูง) แต่ให้ผลตรงกันข้ามกับคนจำนวนมากที่ต้องการทำให้ตนเองดีที่สุด” ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ การให้ความสนใจอยู่กับสิ่งที่ไม่จริง ยังไงมันก็ไม่จริงอยู่วันยังค่ำ คุณจะมัวบอกว่า “ฉันจะประสบความสำเร็จ” ทั้งๆ ที่ชีวิตของคุณในตอนนั้นมันช่างล้มเหลวไม่เป็นท่าอย่างงั้นหรือ สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะทำได้คือ การยอมรับว่าคุณเป็นอะไร ไม่ใช่พยายามบอกตนเองในสิ่งที่คุณไม่ได้เป็น

แหล่งข้อมูล

บทความ The Problem With Self-help Books: The Negative Side To Positive Self-statements. จากเว็บไซต์ http://www.sciencedaily.com­/releases/2009/07/090702110503.htm

หมาของพาฟลอฟ และเรื่องหมาๆ ในนิยายเงาสีขาว

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , on มิถุนายน 30, 2009 by blackdogsworld

นอกจากฟรอยด์แล้ว บุรุษอีกหนึ่งคนที่นักศึกษาจิตวิทยาทุกคนต้องรู้จักก็คือ “อีวาน พาฟลอฟ” (Ivan Pavlov) ต้นกำเนิดทฤษฎี “การเรียนรู้โดยการวางเงื่อนไข” (classical conditioning) หรือเรียกด้วยภาษาบ้านๆ ว่า “ทฤษฎีหมาน้ำลายไหล” ในที่นี้ ผมไม่ได้ต้องการพูดถึงทฤษฎีของพาฟลอฟ แต่ผมต้องการพูดถึงหมาของเขา

นานมาแล้ว ผมเคยค้นหาว่าหมาของพาฟลอฟที่ผมเคยเห็นในรูปตอนสมัยเรียนมีชื่อว่าอะไร แต่ก็ไม่ได้คำตอบ ซึ่งจะว่าไปมันก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไร มันเป็นเพียงความอยากรู้อยากเห็นของผมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นอกจากหมาของพาฟลอฟจะเป็นต้นกำเนิดของทฤษฎีการเรียนรู้อันลือลั่นแล้ว มันยังได้สร้า่งคุณูปการอีกอย่างหนึ่งให้กับวงการภาษาศาสตร์ โดยการเพิ่มวลีที่ว่า “หมาของพาฟลอฟ” (Pavlov’s dog) ซึ่งใช้เป็นคำเปรียบเปรยผู้ที่ตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ไปตามสถานการณ์ โดยปราศจากการคิดวิเคราะห์ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ค่อยใช้สมองในการคิดเท่าไหร่เวลาลงมือทำอะไร

สังเกตดูคนรอบๆ ข้างดูนะครับ ว่ามีคนประเภทเดียวกับหมาของพาฟลอฟบ้างหรือไม่ หากมีและต้องการเตือนสติเขา เราก็อาจจะพูดว่า “เฮ้ย อย่าทำตัวเป็นหมาของพาฟลอฟหน่อยเลย” บางที ประโยชน์อย่างเดียวของการเขียนบันทึกสั้นๆ นีั้ของผมขึ้นมาก็คือ การได้คำด่า เอ๊ย ได้คำเปรียบเปรยเพิ่มขึ้นมาอีกคำ

หมายเหตุ

1. งานเขียนชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่เว็บบอร์ดจิตวิทยา ม.เกษตร

2. งานเขียนชิ้นนี้ทำให้ผมนึกถึงบางเสี้ยวบางตอนในนิยาย “เงาสีขาว” ของแดนอรัญ แสงทอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับหมาของพาฟลอฟแต่อย่างใด แต่ผมอยากนำมาลงไว้ในที่นี้ด้วย

…ครอบครัวและโรงเรียนไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าสถาบันฝึกหมาคุณภาพต่ำ พ่อแม่ ครู ผู้ปกครองก็ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่านักฝึกหมาคุณภาพต่ำ ผู้เฝ้าฝันว่าภายใต้การดูแลควบคุมของพวกเขา การศึกษาของพวกเขา วัฒนธรรมของพวกเขา สักวันหนึ่งเราจะได้กลายเป็นหมาที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ เราจะได้เป็นหมาที่มีปริญญา หมานักเรียนนอก หมาดอกเตอร์ หมาที่มีเกียรติ หมาผู้มีความกล้าหาญทางจริยธรรม หมาผู้บูชาความงามและพร่ำเพ้อถึงสัจจะ หมาผู้มีความกล้าหาญทางจริยธรรม หมาที่เป็นนักบุญ หมาที่เป็นทรราชย์ หมาตัวผู้ที่ย้ำโซเซไปทุกหัวระแหงเพื่อกระดูกสักชิ้นหนึ่ง หมาตัวเมียที่เป็นโสเภณี หมาตัวผู้ที่สูบซิการ์ฮาวานาและดื่มแชมเปญฝรั่งเศส หมาตัวเมียที่ประดับเพชรไว้ที่ตะปิ้งของมันซึ่งทุกตัวต่างเป็นโรคกลัวความอ้วน หมาตัวที่ทำตัวเป็นโฆษกประจำทำเนียบของพระเจ้าที่พูดถึงพระเจ้าโดยที่ไม่ทันได้เลียคราบเลือดที่ปากออกให้เกลี้ยงเกลาเสียก่อน หมาเด็กในวันนี้เป็นหมาผู้ใหญ่ในวันหน้า หมาดีเป็นศรีแก่ชาติหมา หมาฉลาดชาติหมาเจริญ เยาวชนหมาฝึกตนเป็นกำลังสำคัญของชาติหมาในอนาคต หมาที่ฉลาดคือหมาที่รู้จักฝึกตนเอง ปัจเจกภาพของหมา ประชาธิปไตยของหมา หมาบางตัวที่ทุกเดือนเป็นเดือนสิบสองหมดทั้งที่มันเองมีอดีตเป็นถึงหมานักปฏิวัติและมีชื่อเสียงว่าเป็นหมาที่ความรักต่อมวลชนหมาของมันไม่เคยสั่นคลอน หมาที่เป็นแบบฉบับของหมาที่มีจิตใจสูงที่หมกมุ่นอยู่กับการกัดแทะกระดูกแห่งอุดมคติ ในท่ามกลางหมาทั้งหลายเราเป็นหมาน้อยธรรมดาัตัวหนึ่ง…