จิตวิทยา กับ มายาจิต

วันหนึ่งในขณะที่ผมกำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆ อยู่บนรถเมล์ โทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น เสียงปลายสายคือเพื่อนสมัยมัธยมปลายของผมคนหนึ่งที่ไม่ได้ติดต่อกันมานาน

“เมื่อคืนมึงดูรายการที่นี่หมอชิตหรือเปล่าวะ” เขาถามผม

ผมตอบปฏิเสธและถามกลับไปว่ามีอะไรเกิดขึ้น

เพื่อนผมเล่าว่ามีคนชื่อ วิน เอี่ยมอ่อง มาออกรายการและแสดงในสิ่งที่เรียกว่า “มายาจิต” ให้ดู การแสดงของเขา ได้แก่ การสะกดจิต การทายใจ การทายนิสัย การบังคับวัตถุให้เคลื่อนไหว ฯลฯ ตอนที่ได้ฟังผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เพราะคิดว่าการแสดงเหล่านี้ไม่ต่างจากการแสดงที่เรียกว่า “มายากล” เท่าไหร่ แม้เจ้าตัวจะเรียกว่า “มายาจิต” ก็ตาม แต่ผมมาสะดุดใจกับคำถามของเพื่อนผมที่ว่า “จิตวิทยาแบบนี้เรียนได้ที่ไหนวะ” ต่อด้วยคำถามที่ว่า “แล้วจิตวิทยาที่มึงเรียนทำได้แบบนี้หรือเปล่าวะ”

ตอนนั้นเอง ผมจึงสนใจสิ่งที่เรียกว่า “มายาจิต” ขึ้นมา และต้องการค้นหาว่ามันเกี่ยวข้องกับ “จิตวิทยา” อย่างไร

***

วิน เอี่ยมอ่อง เป็นชาวอุบลราชธานี แต่ไปศึกษาที่ต่างประเทศตั้งแต่อายุ 4 ขวบ กลับมาเมืองไทยตอน 11 ขวบ เรียนต่อที่โรงเรียนนานาชาติ ก่อนที่จะเดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศอีกครั้ง และไปจบปริญญาตรีและโทที่อังกฤษทางด้านศิลปะ

“จริงๆแล้วผมจบด้านศิลปะและจิตวิทยา เอ่อ… เป็นจิตวิทยาในการบำบัดและสะกดจิตคน เป็นมาสเตอร์ ดีกรีจากเบอร์มิ่งแฮมครับ คือผม major ด้านศิลปะ ส่วน minor ด้านจิตวิทยาทีนี้เอ่อ…จิตวิทยาเป็นงานอดิเรกผมมากกว่าครับ” (สัมภาษณ์วิน เอี่ยมอ่อง http://www.magicmania.net/special/win.html)

วินไม่ได้ปรากฏตัวผ่านสื่อครั้งแรกที่รายการที่นี่หมอชิต แต่ก่อนหน้านั้นเขาเคยออกรายการเกมพันหน้า และเรื่องจริงผ่านจอมาแล้ว รวมถึงในแวดวงมายากลของไทย ในเมืองไทยเขาอาจเพิ่งเป็นที่รู้จัก แต่ในระดับสากลเขามีชื่อเสียงอยู่พอตัว

ในเว็บไซต์ “มายาจิต” (http://www.mayajid.com) เว็บไซต์ทางการของเขาระบุว่า เขาได้เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของกลุ่มนักมายากลนานาชาติ (the International Brotherhood of Magician) ตั้งแต่อายุ 16 ปี ในปีต่อมาเขาได้รับเชิญจากสมาคมนักมายากลอเมริกัน (the Society of American Magician) ให้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ปัจจุบันวินได้รับเชิญไปแสดงความสามารถในหลายประเทศ

วินไม่ได้เรียกตนเองว่า “นักมายากล” (magician) แต่เขาบอกว่าตนเองคือ “นักมายาจิต” (mentalist) ซึ่งเขาอธิบายว่า

The term mentalist refers to entertainers whose performance appears to be based on “psychic” abilities, featuring the ability to read minds, project the mind to alter the state of matter, foretell the future, and see distant and hidden objects. This branch of magic is referred to as “mentalism.” (http://www.mayajid.com)

เขาอธิบายว่า “มายาจิต” กับ “มายากล” แตกต่างกันตรงที่กลส่วนใหญ่จะต้องฝึกทักษะกับตนเอง เช่น กลไพ่ กลเหรียญ เป็นต้น แต่มายาจิตต้องฝึกกับคนดู (ในความคิดของผม มายากลบางอย่างก็ต้องฝึกกับคนดูเหมือนกัน แต่มายาจิตน่าจะเน้นการมีส่วนร่วมกับคนดูมากกว่าที่จะเล่นคนเดียว เช่น การทายใจ)

กล่าวโดยสรุปก็คือ “มายาจิต” คือการแสดงที่มีพื้นฐานอยู่บนความสามารถทางจิต ได้แก่ ความสามารถในการอ่านใจ การควบคุมวัตถุ การทำนายอนาคต และการมองเห็นวัตถุที่อยู่ห่างไกลหรือถูกซ่อนอยู่ ฯลฯ

ความสามารถดังกล่าวทำให้วินดูเหมือนเป็นผู้มีพลังพิเศษ แต่เขาปฏิเสธว่าทั้งหมดเป็นเพียง “การแสดง” เขาบอกว่าตนเองไม่ได้มีพลังจิตแต่อย่างใด การแสดงทุกอย่างสามารถอธิบายได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา

ตอนนี้ในเมืองไทย วินกลายเป็นคนดังในฐานะนักมายาจิต คาดว่าในเร็วๆ นี้คงมีผลงานเขียนของเขาออกมา

***

ผมยอมรับความสามารถของเขาในฐานะนักแสดงชั้นเยี่ยมที่สามารถสร้างความบันเทิงให้ผู้ชม แต่ในแง่ของประโยชน์ต่อแวดวงจิตวิทยานั้น ผมไม่แน่ใจ และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้มากอีกด้วย

จากคำถามของเพื่อนผมที่ว่า “จิตวิทยาแบบนี้เรียนได้ที่ไหน” นั้น เป็นความเข้าใจผิดโดยแท้ว่าสิ่งที่วินแสดงเป็น “จิตวิทยา” แน่นอน เขาอาจจะใช้หลักจิตวิทยาในการแสดง แต่การแสดงของเขาไม่ใช่จิตวิทยาอย่างแน่นอน การที่เขาบอกว่าตนเองผ่านการศึกษาทางด้านจิตวิทยา ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิด

นอกจากเพื่อนผมแล้ว ตามเว็บบอร์ดต่างๆ ได้มีผู้เข้ามาสอบถามเป็นจำนวนมากว่าสามารถเรียน “มายาจิต” ได้ที่ไหน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกระแสความนิยมในการแสดงของวิน ถ้าพวกเขาเข้าใจว่ามันเป็นคนละเรื่องกับจิตวิทยา ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ยังนำสองสิ่งนี้มาปะปนกัน จะว่าไป “มายาจิต” ของเขาในความหมายที่กว้างๆ ก็คือการแสดงมายากลที่อาศัยเทคนิคและหลักการทางจิตวิทยาเข้ามาช่วย

ที่จริง ความสามารถพิเศษที่ปรากฏในการแสดงของวิน มีการศึกษากันในศาสตร์ที่เรียกว่า “ปรจิตวิทยา” (parapsychology) แต่มันไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “จิตวิทยา” เพราะหลายอย่างยังดูคลุมเครือและพิสูจน์ไม่ได้ วินเองก็บอกว่ามันเป็นเพียงการแสดง และเขาเองก็ไม่ได้มีพลังจิตแต่อย่างใด

การแสดงของวินอาจดูน่าทึ่ง แต่ในเชิงประโยชน์ต่อแวดวงจิตวิทยานั้น ผมยอมรับว่าตนเองยังมองไม่เห็นว่าการแสดงเหล่านี้มีประโยชน์แต่อย่างใด (ย้ำว่าผมหมายถึงในแง่ของจิตวิทยา) ผมไม่ได้ต้องการโจมตี “มายาจิต” ของวิน เพียงแค่ต้องการชี้แจงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจิตวิทยาเท่านั้น

กล่าวโดยสรุป จิตวิทยาเป็นการศึกษาพฤติกรรมและจิตใจของมนุษย์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจมนุษย์มากยิ่งขึ้น ไม่ใช่การแสดงความสามารถเหนือมนุษย์ด้วยการแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจ และนักจิตวิทยาก็ใช้จิตบำบัดและการสะกดจิตใช้ประโยชน์ในแง่การช่วยเหลือคนที่มีปัญหามากกว่าใช้ประโยชน์ด้านความบันเทิง

***

หากจะตอบคำถามของเพื่อนผมที่ว่า “จิตวิทยาแบบนี้เรียนได้ที่ไหน” (หมายถึงแบบวิน เอี่ยมอ่อง) คงต้องตอบว่าคงหาเรียนที่ไหนไม่ได้ นอกจากไปเรียนกับนายวินโดยตรง เพราะ “มายาจิต” คือเทคนิคการแสดงของเขา

ส่วนคำถามที่ว่า “แล้วจิตวิทยาที่มึงเรียนทำได้แบบนี้หรือเปล่าวะ” ผมตอบได้โดยไม่ต้องคิดและก็ตอบเพื่อนผมไปแล้วว่า “ทำไม่ได้ว่ะ”

หากคุณกำลังอยากเรียนจิตวิทยาเพราะอยากมีความสามารถแบบนายวิน ขอให้คุณลืมจิตวิทยาไปได้เลย แล้วไปเรียนมายากลจะดีกว่า

11 Responses ถึง “จิตวิทยา กับ มายาจิต”

  1. ควรไปเรียนมายากลดีกว่า

  2. ผมสนใจจิตวิทยาอะแต่ผมไม่รู้จะต่อที่ไหน ตอนนี้ผมอยู่ม.2 ไม่รู้จะเข้าสายอะไรดี บอกผมก็ดีนะครับ

  3. คุณวินไปศึกษา หรือ พอจะมีวิธีการนั่งสมาธิกรรมฐาน แบบไหน จึงทำให้คุณมีความสามารถอะไรแบบพระสงฆ์ที่บรรลุธรรมขั้นแรกพึงมี ยังงัยรบกวนแนะทางผมทีนะครับ มันคือการสร้างกุศลที่ไม่ยึดติดในความสามารถที่มพิเศษของน้องวิน ต่อผมนะ

  4. มันคือมายากลเเขลงหนึง
    เเต่ตอนนี้วินกําลังมีค่เเข่งอย่างผมเเล้ว
    ผมไล้กลพลังจิต
    ที่จะเปนค่ต่อกรกับวินมายาจิต
    ในอนาคต

  5. คำขอของคุณเมศคงต้องไปบอกกับคุณวินเองนะครับ มาบอกในบล็อกนี้คุณวินแกก็คงไม่รู้เรื่องอะไร เช่นเดียวกับคุณไล้นะครับ ไปแสดงตัวให้คุณวินเขารู้หน่อยว่ามีคู่แข่งแล้ว

  6. parapsychologyม และลองนำมัดกล้ามเนื้อแต่ละส่วนมาวิเคราะและฝึกควาบคุมดูแม้แต่ฝ่ามือก้ยังมีกล้ามเนื้อที่ทรงพลัง หรือบทความของ nicola testla ทีมงานของโทมัสอันวาเอดิสัน
    ที่เค้าสามารถควาบคุมกระแสไฟฟ้าในร่างกายตัวเองได้คนที่ในเรื่อง the patric คนที่ถือหลอไฟป่าวๆแล้วสามารถทำให้หลอดติดไฟได้โดยใช้กระแสไฟฟ้าในร่างกายซึ่งชื่อเค้าอาจจะไม่ดังมากเพียงเพราะในยุคนั้นคิดว่าเป้นมายากลและอยุ่ในช่วงการพัฒนาสู่ยุคที่ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์ที่เชื่อได้ ขอบอกว่าทุกคนสามารถทำได้แค่เพียงฝึกฝนนำวิทยาศาสตร์หลายแขนงมารวมกันจนวันหนึ่งสามารถที่จะควาบคุมและเขียนทรษฏีใหม่มาได้ ที่มีเรียนอยู่ในขณะนี้คือและได้รับการยอมรับการสกดจิตรักษาโรคเป้นภาษาไทยถ้าให้ผมแปรก้คงจะแปรว่าการควาบคุมจิตใต้สำนึกไร้สำนึกของบุคคลอื่นโดยอาสัยการควาบคุมต่อมที่ผมขอเรียกว่าต่อมไร้สำนึกซึ่งเป้นการทำงานที่ควาบคู่ไปกลับการสั่งการของสมองโดยที่เราไม่รุ้ตัวในการประสานงานนั้นและเราสามารถควาบคุมได้
    ถ้าคุณสนใจในเรื่องนี้ผมขอบอกว่ามันเป็นเรื่องที่เราต้องใช้เวลาพอสมควรกับเรือ่งนี้ในการศึกษาซึ่งอาจจะเป้น5-10ปีซึ่งเป้นเวลาที่คนหนึ่งคนสามารถใช้ทำอะไรให้เกิดประโยชมากกว่าที่จะมา
    หมกมุ่นกับสิ่งนี้ kamijimadunk@yahoo.com

  7. เค้าคิดว่ามันคงจะต้องใช้ศาสตร์อะไร อะไร สักอย่าง แบบ ที่บ้านเราไม่รู้ ไม่มีบอก งง กลับชีวิต…..

  8. เด็กน้อยไร้เดียงสา พูด:

    อยากให้ คุณ วิน ทำหนังสือเกี่ยวกับแสดงอ่ะ .. เยอะๆได้ยิ่งดีชอบอ่าน

  9. วิน คุณบอกว่าสมองคนเรามีกระแสไฟฟ้าและเราสามารถควบคุมมันได้ใช่ไหม
    ถ้าอย่างนั้นคุณช่วยแนะนำวิธีควบคุมและวิธีใช้มันหน่อย

  10. จากประเด็นที่แอดมินได้กล่าวไว้ ว่ามีการศึกษาเรื่องนี้ในแง่ของ”ปรจิตวิทยา”แต่เท่่าที่หาข้อมูลแล้วนั้น ปรจิตวิทยา เป็นแง่ของสิ่งลี้ลับ(เหนือธรรมชาติ) ซึ่งไม่มั่นใจว่าแอดมินหมายความตามนี้หรือไม่ แต่จากที่อ่านหนังสือที่คุณวิน พอจะจับประเด็นได้ว่า 1.อาศัยความน่าจะเป็น 2.ตรรกะ 3.ศาสตร์ทางจิตวิทยามาประยุกต์ 4.กายวิภาค ซึ่งไม่ได้มีการบ่งบอกว่า ใช้สิ่งอื่นใดที่ลี้ลับเลยแม้แต่น้อย จากที่กล่าวมาทั้งหมดจึงขอความอนุเคราะห์อธิบายคำว่า”ปรจิตวิทยา”ให้กระจ่าง จักเป็นวิทยาทานยิ่ง ขอบพระคุณล่วงหน้า

  11. ตามกระแสไปกันใหญ่เด็กไทย
    ถ้ามีคนบินได้ ก็คงจะหาที่เรียนกันใหญ่เลยเนอะ

ใส่ความเห็น