หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกงานไม่นาน บาดแผลจากการเรียนรู้ยังไม่ทันหายดี การทำงานในสนามจริงบนถนนสายจิตวิทยาการปรึกษาของผมก็เริ่มต้นขึ้น…เป็นครั้งแรก
ฝีมือยังอ่อนหัด สภาพจิตใจยังอ่อนไหว แต่ก็อุ่นใจเพราะมีเพื่อนๆ และรุ่นพี่ รวม 10 คนที่ไปทำงานครั้งนี้ด้วยกัน คือ พี่บุ๋ม พี่มินต์ พี่วาย พี่บอม พี่ยุ้ย พี่มีมี่ ปูน แพน เจ และผม
พวกเราออกเดินทางในค่ำคืนหนึ่งที่สถานีขนส่งหมอชิต จุดมุ่งหมายของเราห่างจากกรุงเทพฯ ออกไปประมาณเกือบเจ็ดร้อยกิโลเมตร
ที่นั่น…จังหวัดน่าน
รถทัวร์พาพวกเรามาถึงจุดหมายตอนเช้ามืดท่ามกลางสายหมอก ลมหนาววูบผ่านมาทักทายตั้งแต่ก้าวเท้าลงจากรถ มองเห็นควันจางๆ ลอยล่องออกมาจากปากในขณะพูดคุย ท้องฟ้ายังคงมืดมิด แสงจันทร์และแสงดาวยังคงส่องสกาว ก้าวแรกที่ลงจากรถทัวร์ในวันนั้น คือก้าวแรกบนถนนเส้นนี้ของผม
รถสองแถวหกล้อของมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ วิทยาเขตน่าน มารับเราที่ท่ารถ และนำพาพวกเรา 10 ชีวิตฝ่าลมหนาวและความมืดไปยังมหาวิทยาลัย ที่อยู่ท่ามกลางบรรยากาศของเทือกสวนไร่นาและป่าเขา
เมื่อมาถึง ยังพอมีเวลาพักผ่อนราวสองชั่วโมงก่อนเริ่มต้นทำงาน สถานที่พักของพวกเราคือห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ พวกเราส่วนใหญ่แยกย้ายกันเข้านอน ผมกับเจนอนไม่หลับ เราสองคนจึงหยิบกีตาร์ขึ้นมาบรรเลงบทเพลงต้อนรับเช้าวันใหม่
เราแหกปากร้องเพลงกันด้วยความร่าเริง ไม่รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง
***
การไปทำงานที่น่านถือเป็นการทำงานจริงครั้งแรกของผม หลังจากผ่านการฝึกงานที่โคราชเมื่อเทอมก่อน สภาพจิตใจของผมก็ยังไม่ค่อยดีขึ้นนักหลังจากการฝึกงาน อาจเป็นเพราะความคาดหวังที่มีกับตัวเอง ที่อยากจะทำกลุ่มออกมาให้ดีที่สุด แต่สุดท้ายมักผิดหวังเสมอ ไม่เคยพอใจกับผลลัพธ์ที่ออกมา
กว่าจะเรียนรู้และเข้าใจได้ว่า เราเพียงแค่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด…เท่านั้นพอ ก็ใช้เวลาอยู่พอสมควร
กว่าจะเรียนรู้และเข้าใจได้ว่า กลุ่มไม่ใช่ของเรา และเราไม่ใช่ผู้กำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นในกลุ่ม ก็ผิดหวังและเจ็บปวดไปไม่น้อย
กว่าจะเรียนรู้และเข้าใจได้ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในกลุ่ม เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะมันคือความจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความคาดหวังในใจของเรา ก็ท้อแท้และทุกข์ทนมายาวนาน
กว่าจะเรียนรู้และเข้าใจทั้งหมดที่กล่าวมา ก็ต้องอาศัยวันเวลาอันยาวนาน แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่อาจเข้าใจได้หมด แบบฝึกหัดในชีวิตมีมาให้ทดสอบอยู่เสมอ ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ไม่หลีกหนีที่จะเผชิญหน้ากับมัน
บนถนนสายนี้ ผมเชื่อว่าเราเพียงทำหน้าที่ให้เต็มที่ทุกครั้งและเพียรพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของฟ้าดิน เหตุปัจจัย โชคชะตา และอะไรบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุมและการคาดคะเนของเรา
ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น ความมั่นใจในการทำกลุ่มของผมมีอยู่เพียงน้อยนิด และน้อยลงทุกครั้งที่รู้สึกว่ากลุ่มออกมาแย่และไม่เป็นไปตามที่ใจคาดหวัง ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองดีพอสักที ไม่เคยมีความเข้าใจว่าทุกอย่างก็ดำเนินไปตามวิถีของมัน
แต่จะมีหนทางอื่นใดเล่าที่ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งเหล่านี้ นอกจากการเข้าไปสัมผัสและเผชิญหน้ากับมันโดยตรง
แม้จะเจ็บปวดและทุกข์ทน แม้จะผิดหวังและท้อแท้ แม้จะเศร้าโศกและเสียใจ แต่ทุกๆ ความรู้สึกเป็นสิ่งที่เราต้องก้าวผ่าน เพื่อเติบโต ทุกๆ ประสบการณ์ทั้งดีร้ายหลอมรวมตัวเราให้เป็นตัวเราในวันนี้ บาดแผลคือที่ระลึกอันงดงามและเป็นหมุดหมายของการเรียนรู้
การไปทำงานที่น่านช่วยเติมความมั่นใจและเยียวยาความเจ็บปวดในใจของผม แม้จะไม่หายไปเสียทีเดียว แต่ก็ช่วยให้ผมสัมผัสได้ถึงความสุขและความงอกงามในใจของตัวเอง และมองเห็นคุณค่าและความหมายของการเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษามากขึ้น
***
ความมืดค่อยๆ เลือนหาย บรรยากาศภายนอกเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ สายหมอกจางๆ ปกคลุมไปทั่วบริเวณมหาวิทยาลัย พวกเราทยอยอาบน้ำแต่งตัว และเก็บของ
…และแล้วก็ถึงเวลา
รถสองแถวคันเดิมมีน้องๆ นักศึกษากว่าห้าสิบชีวิตรอคอยอยู่แล้ว พร้อมออกเดินทาง
ล้อรถค่อยๆ หมุน พาทุกชีวิตออกจากมหาวิทยาลัยวิ่งฝ่าลมหนาวและเส้นทางที่คดเคี้ยว ไปยังสถานที่ทำกลุ่มของเรา ซึ่งห่างออกไปอีกหลายสิบกิโลเมตร…ที่ค่าย ตชด. 324
5 วันนับจากนี้เป็นช่วงเวลาที่งดงามช่วงหนึ่งในชีวิตของผม เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญและยังคงตราตรึงอยู่ภายในใจของผม