ประวัติโดยสังเขปของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , , , , , , , , , , , , , , , on กุมภาพันธ์ 4, 2010 by blackdogsworld

ซิกมันด์ ฟรอยด์ (1856 – 1939)

นักประสาทวิทยา*ชาวออสเตรีย** และผู้ก่อตั้งแนวคิดจิตวิเคราะห์

Sigmund Freud

ซิกมันด์ ฟรอยด์ เกิดที่แคว้นโมราเวีย. ครอบครัวของเขาย้ายไปที่กรุงเวียนนาตอนเขาอายุ 3 ขวบ และเขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จนกระทั่งปีท้ายๆ ของชีวิต. ฟรอยด์เข้าศึกษาที่สำนักการแพทย์ของมหาวิทยาลัยเวียนนาเมื่อเขามีอายุได้ 17 ปี เขามีความสนใจในความหลากหลายของการวิจัยที่นี่. แม้ว่าฟรอยด์จะมีความสนใจหลักในการวิจัยทางประสาทวิทยา แต่เขาจำเป็นต้องปฏิบัติงานทางคลินิกเพราะปัญหาเรื่องการได้รับการจ้างงานของมหาวิทยาลัย ซึ่งเลวร้ายมากในกรณีของเขา จากทัศนคติและการเมืองที่ต่อต้านชาวยิว. หลังจากการทำวิจัยอิสระและทำงานทางคลินิกที่โรงพยาบาลเวียนนามามากพอสมควร ฟรอยด์ออกมาทำงานส่วนตัว โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางประสาทและฮิสทีเรีย.

ระหว่างช่วงเวลานี้ ฟรอยด์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธี “การปลดปล่อยอารมณ์อย่างรุนแรง” (catharsis) ของโจเซฟ บริวเออร์ (Joseph Breuer) เพื่อนร่วมงานของเขา ในการรักษาอาการฮิสทีเรีย ซึ่งอาการหายไปเมื่อผู้ป่วยระลึกถึงความทรงจำที่เป็นบาดแผลในขณะที่อยู่ภายใต้การสะกดจิต และทำให้ผู้ป่วยสามารถแสดงอารมณ์ดั้งเดิมซึ่งถูกเก็บกดไว้และลืมมันไป. ในการค้นคว้าความคิดนี้เพิ่มเติม ฟรอยด์ใช้เวลาหลายเดือนในการศึกษาวิธีการของฌอง-มาร์ติน ชาร์โคต์ (Jean-Martin Chacot) ในการรักษาฮิสทีเรียโดยการสะกดจิต. เมื่อเดินทางกลับเวียนนา ฟรอยด์เริ่มต้นงานในการค้นหาวิธีการที่คล้ายกันในการรักษาโดยไม่ใช้การสะกดจิต ซึ่งมีข้อจำกัดที่เขาพบว่าไม่น่าพึงพอใจ. นอกจากฟรอยด์จะเรียนรู้จากการสังเกตอาการและประสบการณ์ของผู้ป่วยของเขา เขายังใช้การวิเคราะห์ตัวเองจากความฝันอย่างเข้มงวดอีกด้วย. ในปี 1895 เขาและบริวเออร์ตีพิมพ์หนังสือ Studies on Hysteria ซึ่งเป็นตัวบทที่เป็นหมุดหมายสำคัญของจิตวิเคราะห์ และในปี 1900 ผลงานชิ้นสำคัญของฟรอยด์ คือ หนังสือ The Interpretation of Dreams ก็ได้ปรากฎขึ้น.

ในช่วงเวลานี้ ฟรอยด์ทำงานโดยใช้องค์ประกอบที่สำคัญในระบบจิตวิเคราะห์ของเขา คือ การใช้การระบายออกอิสระ (free association) และการปลดปล่อยอารมณ์อย่างรุนแรง โดยใช้เป็นเครื่องมือในการสำรวจจิตไร้สำนึก ซึ่งเป็นการระบุถึงความทรงจำที่ถูกเก็บกดไว้และเหตุผลสำหรับการเก็บกดพวกมันไว้ ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยรู้จักตนเองอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น. ผู้ป่วยซึ่งได้รับการผ่อนคลายบนเก้าอี้นอนในออฟฟิตของเขา ได้รับคำสั่งให้ระบายออกทางความคิดอย่างอิสระ ซึ่งช่วยให้เกิดการตระหนักรู้ที่มีประโยชน์ และได้รับคำสั่งให้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาถึงสิ่งที่ปรากฎขึ้นในใจ. จากการรักษากับผู้ป่วยและการวิเคราะห์ตัวเองของเขา ฟรอยด์มีความเชื่อว่าความผิดปกติทางจิตซึ่งไม่ปรากฎสาเหตุทางกายเกิดจากการตอบสนองในเชิงสัญลักษณ์ (symbolic reaction) ต่อความกระทบกระเทือนทางจิตใจ (psychological shock) โดยทั่วไปมาจากเรื่องเพศ และความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับความกระทบกระเทือนทางจิตใจเหล่านั้นจะส่งผลทางอ้อมต่อเนื้อหาของความฝันและกิจกรรมของจิตสำนึก แม้มันจะถูกเก็บกดไว้ในจิตไร้สำนึกก็ตาม.

ฟรอยด์ตีพิมพ์หนังสือ The Psychopathology for Everyday Life ในปี 1904 และอีก 3 เล่มในปีต่อมา เช่น Three Essay on the Theory of Sexuality ซึ่งผลักดันความคิดของเขาเกี่ยวกับพัฒนาการของสัญชาติญาณทางเพศของมนุษย์ หรือลิบิโด (libido) รวมถึงทฤษฎีลักษณะทางเพศในวัยเด็ก (childhood sexuality) และปมออดิปุส (Oedipus complex) ในขณะที่ความสนใจจากแวดวงวิทยาศาสตร์และสาธารณะชนดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ในต้นทศวรรษ 1900 ฟรอยด์ได้ดึงดูดกลุ่มคนที่สนใจงานของเขา เช่น คาร์ล ยุง (Carl Jung) อัลเฟรด แอดเลอร์ (Alfred Adler) และออตโต แรงค์ (Otto Rank) มาพบปะเพื่ออภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นประจำทุกสัปดาห์ที่บ้านของเขา และต่อมากลายเป็นกลุ่มที่ชื่อว่า Vienna Psychological Society. แม้ว่าในที่สุดยุงและแอดเลอร์จะแยกตัวออกไปตั้งทฤษฎีและสำนักในการวิเคราะห์ของตัวเอง แต่การสนับสนุนของพวกเขาในช่วงแรกช่วยก่อตั้งจิตวิเคราะห์ให้เป็นกระแสแนวคิด (movement) ที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ. ในปี 1909 ฟรอยด์ได้รับเชิญให้ไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยคล๊าก เมืองวอร์เชสเตอร์ รัฐแมซซาชูเซต โดยอธิการบดี เซอร์ จี. แสตนลีย์ ฮอลล์ (1844 – 1924) นักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียง และฟรอยด์ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์จากที่นี่. หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ฟรอยด์ได้รับชื่อเสียงมากขึ้นจากการที่จิตวิเคราะห์ได้รับความสนใจจากแวดวงปัญญาชนและได้รับความนิยมจากสื่อ.

ฟรอยด์ยืนยันว่าบุคลิกภาพของมนุษย์ถูกกำหนดโดยพลังที่เรียกว่า “สัญชาติญาณ” (instincts) หรือ “แรงขับ” (drives). ต่อมา เขาเชื่อในการมีอยู่ของสัญชาติญาณแห่งความตาย (death instinct) หรือความปรารถนาในความตาย (death wish [Thanatos]) ที่มุ่งไปยังภายนอก เช่น ความก้าวร้าว หรือมุ่งเข้าสู่ภายใน เช่น พฤติกรรมที่ทำลายตัวเอง (พึงระลึกไว้ด้วยว่าเป็นการทำสิ่งเหล่านี้ซ้ำๆ). เขาสร้างทฤษฎีที่ครอบคลุมในเรื่องโครงสร้างของจิต (psyche structure) ซึ่งเขาแบ่งมันออกเป็น 3 ส่วน. ส่วนแรกคือ อิด (id) ซึ่งทำงานในระดับจิตไร้สำนึก เกี่ยวข้องกับการตอบสนองความพึงพอใจในความปรารถนาขั้นพื้นฐานและการปกป้องตัวเอง (self-preservation). มันทำงานโดยเกี่ยวข้องกับหลักแห่งความปรารถนา (pleasure principle) และอยู่นอกขอบเขตของกฎเกณฑ์ทางสังคมและข้อกำหนดทางศีลธรรม. ส่วนต่อมาคือ อีโก (ego) ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุผล อีโก้ควบคุมพลังของอิดและนำมันเข้าสู่แนวทางของหลักแห่งความจริง (reality principle) และนำพลังของอิดไปสู่พฤติกรรมที่สามารถยอมรับได้. และส่วนสุดท้ายคือ ซุปเปอร์อีโก้ (superego) หรือศีลธรรม ซึ่งพัฒนาขึ้นในวัยเด็ก ซุปเปอร์อีโก้คอยสอดส่องและตรวจสอบอีโก้ ปรับเปลี่ยนค่านิยมภายนอกให้เข้าสู่ภายในบุคคล เป็นกฎแห่งการควบคุมตัวเองซึ่งใช้ในการต่อต้านอิด. ฟรอยด์มองพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลว่าเป็นผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนของจิต.

แก่นของโครงสร้างทางจิตของฟรอยด์คือการเก็บกดความต้องการทางสัญชาติญาณที่ไม่ได้รับการตอบสนอง. ในกระบวนการของจิตไร้สำนึก การเก็บกดเกิดขึ้นผ่านชุดของกลไลป้องกันตัวเอง (defense mechanisms). ฟรอยด์เป็นผู้ตั้งชื่อกลไกหลักๆ เหล่านี้ เช่น การปฏิเสธ (denial) (การไม่สามารถยอมรับสิ่งที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล) การหาเหตุผลให้กับตัวเอง (rationalization) (การอธิบายการกระทำของตนเองโดยจุดมุ่งหมายที่สามารถยอมรับได้) การแทนที่ (displacement) (การเปลี่ยนแปลงความรู้สึกที่เก็บกดไว้ไปสู่ความรู้สึกที่สามารถยอมรับได้) การซัดโทษ (projection) (การถ่ายเทความปรารถนาที่ไม่สามารถยอมรับได้ของตนเองไปยังบุคคลอื่น) และการชดเชย (sublimation) (การเปลี่ยนความปรารถนาทางสัญญาติญาณที่ไม่สามารถยอมรับได้ของตนเองไปเป็นพฤติกรรมทางสังคมที่สามารถยอมรับได้).

ฟรอยด์ปรับปรุงทฤษฎีของเขาอย่างต่อเนื่องในทศวรรษที่ 1920 และเปลี่ยนแปลงแง่มุมพื้นฐานจำนวนหนึ่งของเขา เช่น ทฤษฎีแรงจูงใจและทฤษฎีวิตกกังวล.. ในปี 1923 เขาเป็นมะเร็งที่กราม (เกิดจากการสูบซิการ์อย่างหนักตลอดชีวิตของเขา) และเข้ารับผ่าตัดหลายครั้งตลอดระยะเวลา 16 ปีต่อมา. ชีวิตในเวียนนาของฟรอยด์ไม่ปลอดภัยมากขึ้นจากการเกิดขึ้นของนาซีในทศวรรษ 1930 และเขาอพยพไปยังกรุงลอนดอนในปี 1938 หนึ่งปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิต. แนวคิดและทฤษฎีจำนวนมากของฟรอยด์ เช่น บทบาทของจิตไร้สำนึก ผลกระทบจากประสบการณ์ในวัยเด็กต่อพฤติกรรมในวัยผู้ใหญ่ และปฏิบัติการของกลไกป้องกันตัวเอง ยังคงเป็นแหล่งข้อมูลที่ทั้งสร้างความขัดแย้งทางความคิดและสร้างแรงบันดาลใจ. หนังสือของเขา ได้แก่ Totem and Taboo (1913), General Introduction to Psychoanalysis (1916), The Ego and the Id (1923), and Civilization and Its Discontents (1930)

แปลจาก Gale Encyclopedia of Psychology หน้า 260 – 261

หมายเหตุผู้แปล

*ฟรอยด์ไม่ใช่จิตแพทย์ เขาเรียนแพทย์ทางด้านประสาทวิทยา และภายหลังการก่อตั้งแนวคิดจิตวิเคราะห์เขาเรียกตัวเองและผู้ปฏิบัติงานด้านนี้ว่า นักจิตวิเคราะห์ (psychoanalyst)

** ในยุคที่ฟรอยด์เกิด แคว้นที่เขาเกิดอยู่ในจักรวรรดิออสโตร- ฮังกาเรียน ปัจจุบันคือประเทศออสเตรีย

อัพเดทจากกลุ่มรู้จักใจ

Posted in จิ(ต)ปาถะ on มกราคม 31, 2010 by blackdogsworld

ผมกับเพื่อนๆ ได้รวมตัวกันตั้งกลุ่มที่ชื่อว่า “กลุ่มรู้จักใจ” ขึ้น เพื่อทำงานด้านจิตวิทยา ทั้งการบริการด้านการปรึกษาเชิงจิตวิทยา และการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพของบุคคล

นี่คือเว็บไซต์ของกลุ่มเราครับ http://knowingmindgroup.weebly.com

บทความล่าสุดจากเว็บไซต์

ก้าวแรกของการเดินทาง

ปรากฏการณ์โรมิโอแอนด์จูเลียต (Romeo and Juliet Effect)

ปรัชญาเกสตัลท์ (Gestalt Prayer)

ปรากฏการณ์ติดอยู่ที่ปลายลิ้น (Tip-of-the Tongue Phenomenon)

เชิญเข้าไปเยี่ยมชมและติดตามอ่านกันได้นะครับ

ประวัติโดยสังเขปของสตานิสลาฟ กรอฟ (Stanislav Grof)

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , , , , , , , , , on มกราคม 20, 2010 by blackdogsworld

สตานิสลาฟ กรอฟ เกิดในปี 1931 ที่กรุงปราก ประเทศเช็คโกสโลวาเกีย (ในขณะนั้น) กรอฟได้รับปริญญาแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชาร์ลส์ (Charles University) และได้รับปริญญาเอกสาขาปรัชญาทางการแพทย์ (Doctor of Philosophy in Medicine) จากสถาบันวิทยาศาสตร์เช็คโกสโลวาเกีย (Czechoslovakian Academy of Science) กรอฟเริ่มต้นทำงานด้วยการทำวิจัยเกี่ยวกับยาหลอนประสาท (psychedelic) ระหว่างปี 1956 – 1960 และต่อมาใน ปี 1960 – 1967 เขาได้รับตำแหน่งผู้ควบคุมและตรวจสอบการวิจัย (Principle Investigator) ที่โปรแกรมวิจัยยาหลอนประสาทของสถาบันวิจัยทางจิตเวช ที่กรุงปราก จากนั้นกรอฟได้ย้ายไปทำงานที่อเมริก ในช่วง 7 ปีแรกที่นั่น เขาทำวิจัยเกี่ยวกับจิตบำบัดโดยใช้สารแอลเอสดี (LSD Psychotherapy) โดยใน 2 ปีแรกเขาทำงานที่ภาคีทางการวิจัยและคลินิก (Clinical and Research Fellow ) ที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้น และหน่วยวิจัยของโรงพยาบาลสปริงกรูฟสเตท (Spring Grove State Hospital) ที่เมืองบัลติมอร์ และใช้เวลา 5 ปีต่อมาในการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยจิตเวชที่ศูนย์วิจัยจิตเวชแมรีแลนด์ (Maryland Psychiatric Research Center) นอกจากนี้ กรอฟยังได้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเกี่ยวกับการบำบัดด้วยยาหลอนประสาทโครงการท้ายๆ ที่เกิดขึ้นในอเมริกา ต่อมาในปี 1973 – 1987 กรอฟได้รับทุนวิจัยที่สถาบันอีซาเลน (Esalen Institute) ที่เมืองบิ๊กเซอ รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่นี่ เขาและคริสตินา กรอฟ ภรรยาของเขา ได้พัฒนาวิธีการบำบัดที่ไม่ใช้ยาหลอนประสาทขึ้น ซึ่งมีชื่อว่า การบำบัดด้วยการหายใจแบบโฮโลโทรปิก (Holotropic Breathwork) ซึ่งต่อมากลายเป็นเครื่องหมายการค้า (trademark) ของพวกเขาในการบำบัดและการฝึกอบรม

ตลอดช่วงที่ทำวิจัย กรอฟได้ควบคุมการทดลองใช้ยาหลอนประสาทถึงกว่า 3000 ครั้ง และศึกษาจากรายงานของคนอื่นๆ อีกกว่า 2000 ชิ้น ด้วยการเล็งเห็นถึงประสิทธิภาพของยาหลอนประสาทในการเข้าถึงสภาวะเหนือธรรมดาของจิตสำนึก (non – ordinary states of consciousness) กรอฟได้พัฒนาจิตบำบัดโดยใช้สารแอลเอสดีขึ้นเพื่อเข้าถึงสภาวะดังกล่าว แต่เนื่องจากต่อมามีกฎหมายเกี่ยวกับการห้ามใช้ยาหลอนประสาทออกมา เขาจึงเลิกการบำบัดด้วยวิธีการนี้และและหันไปพัฒนาวิธีการอื่นที่จะเข้าถึงสภาวะเหนือธรรมดาของจิตสำนึก จนเกิดเป็นการบำบัดด้วยการหายใจแบบโฮโลโทรปิกขึ้น ซึ่งประกอบด้วยการหายใจอย่างรวดเร็ว (rapid breathing) การใช้ดนตรีที่เร้าความรู้สึกให้นึกถึงภาพเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีต (evocative music) และการสัมผัสที่ทำให้ผ่อนคลาย (bodywork) วิธีการนี้ช่วยให้บุคคลเข้าถึงสภาวะเหนือธรรมดาของจิตสำนึก ที่เรียกว่า สภาวะโฮโลโทรปิก (Holotropic state) ซึ่งกรอฟเชื่อว่าการเข้าถึงสภาวะดังกล่าวเป็นกระบวนการช่วยเยียวยาปัญหาทางจิตใจของบุคคลที่เกิดขึ้น รวมถึงปัญหาทางด้านจิตวิญญาณที่เกิดขึ้น ซึ่งเขาเรียกมันว่า วิกฤติทางจิตวิญญาณ (spiritual crisis or spiritual emergency)

แนวคิดของกรอฟถือเป็นแนวคิดที่บุกเบิกจิตวิทยากระแสที่สี่ (Fourth – Force Psychology) ที่มีชื่อว่า จิตวิทยาเหนือตน (Transpersonal Psychology) ขึ้น กรอฟ อับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) แอนโทนี ซูติซ (Anthony Sutich) และนักจิตวิทยาแนวมนุษยนิยมกลุ่มหนึ่งที่สนใจมิติทางจิตวิญญาณเพื่อขยายขอบเขตงานทางด้านจิตวิทยา ร่วมกันก่อตั้งสมาคมจิตวิทยาเหนือตน (Association of Transpersonal Psychology – ATP) ขึ้น ต่อมา กรอฟเองได้ก่อตั้งสมาคมเหนือตนนานาชาติ (International Transpersonal Association – ITA) ขึ้นและดำรงตำแหน่งประธานสมาคม (ปัจจุบัน ปี 2009 เขากลับมาเป็นประธานอีกครั้ง) ปัจจุบันกรอฟดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านจิตวิทยาที่สถาบันการศึกษาแบบองค์รวมแคลิฟอร์เนีย (California Institute of Integral Study – CIIS) และสอนที่สถาบันบัณฑิตศึกษาแปซิฟิกา (Pacifica Graduate Institute) ที่เมืองซานตา บาบาร่า

ผลงานที่สำคัญของสตานิสลาฟ กรอฟ

• การพัฒนาทฤษฎีและการใช้ยาหลอนประสาทเป็นตัวช่วยในการทำจิตบำบัด ซึ่งบรรยายไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ LSD Psychotherapy จนกระทั่งปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ถือเป็นงานที่เพียงชิ้นเดียวที่มีในหัวข้อนี้

• การตีพิมพ์ผลงานที่เป็นบทความทางวิชาการกว่า 150 เรื่อง และหนังสือ 20 เล่ม เกี่ยวกับทฤษฎีและการนำการวิจัยเกี่ยวกับจิตสำนึกสมัยใหม่ไปใช้ในทางจิตเวช จิตวิทยา และจิตบำบัด

• การสร้างแผนที่ทางจิต (Cartography of Psyche) แบบใหม่ขึ้น ซึ่งแบ่งจิตของมนุษย์ออกเป็น 3 ระดับคือ

1.ระดับของจิตในชีวิตทั่วไปของบุคคล (Biographical-recollective level) และจิตไร้สำนึกแนวฟรอยด์ (the Freudian individual unconscious)

2. ระดับของจิตในช่วงขณะแห่งการเกิด (Perinatal level) ซึ่งเกี่ยวข้องกับบาดแผลทางจิตใจในขณะที่เกิด (trauma of birth)

3. ระดับของจิตที่พ้นไปจากตัวตน (Transpersonal level) ซึ่งเกี่ยวข้องกับแง่มุมที่หลากหลาย อาทิ the ancestral, racial, collective, phylogenetic, karmic, and archetypal matrices

• การพัฒนาการบำบัดด้วยการหายใจแบบโฮโลโทรปิกขึ้น ร่วมกับคริสตินา ภรรยาของเขา และโปรแกรมฝึกอบรมที่ชื่อ The Grof Transpersonal Training ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับฝึกอบรมผู้เอื้ออำนวย (facilitator) การหายใจแบบโฮโลโทรปิก ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 1000 คนในหลายพื้นที่ทั่วโลก

• การสร้างแนวคิดพื้นฐานของจิตวิทยาเหนือตนร่วมกันกับอับราฮัม มาสโลว์, แอนโทนี่ ซูติซ และคนอื่นๆ แนวคิดนี้ได้สำรวจประสบการณ์ของมนุษย์ในทุกๆ มิติ และพยายามรวมมิติทางจิตวิทยากับทัศนะแม่บทใหม่ของวิทยาศาสตร์ (new paradigm science) เข้าด้วยกัน กรอฟได้รับรางวัลพิเศษในฐานะผู้สร้างสรรค์และพัฒนาแวดวงจิตวิทยาเหนือตน จากสมาคมจิตวิทยาเหนือตน เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปีของสมาคม ปัจจุบัน แนวคิดจิตวิทยาเหนือตนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากที่เริ่มต้นขึ้นตอนปลายทศวรรษ 1960 ทุกวันนี้ มหาวิทยาลัยหลายแห่งในอเมริกามีการสอนแนวคิดนี้ มีวารสารพิเศษ 2 ฉบับ และมีการประชุมวิชาการของสมาคม นอกจากนี้ สมาคมจิตวิทยาเหนือตนได้เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก

• การพยายามสร้างพื้นฐานทฤษฎีที่มั่นคงของจิตวิทยาเหนือตน จากการสำรวจงานเขียนของเขาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจิตวิทยาเหนือตนกับความก้าวหน้าของทัศนะแม่บทใหม่ของวิทยาศาสตร์ที่หลากหลาย

• ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานสมาคมจิตวิทยาเหนือตนนานาชาติ เขากับคริสตินาร่วมกันจัดการประชุมใหญ่นานาชาติของสมาคมขึ้น 9 ครั้ง

• การเป็นที่ปรึกษาพิเศษภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เรื่อง Brainstorm จากการเชิญของบริษัท Metro’Goldwyn/Meyer และภาพยนตร์เรื่อง Millenium ปัจจุบัน กรอฟสนใจที่จะกลับไปทำโครงการที่ใช้เทคนิคพิเศษในปัจจุบันแสดงภาพของสภาวะเหนือธรรมดาของจิตสำนึกในบริบทของภาพยนตร์เกี่ยวกับสภาวะเหนือตน

แหล่งข้อมูล

http://www.stanislavgrof.com

แนะนำวารสารบ้านมกรา

Posted in ท่ามกลางสวนอักษร ด้วยแท็ก , , , on มกราคม 16, 2010 by blackdogsworld

วารสารบ้านมกรา

วารสารสำหรับชุมชนจิตวิทยาการปรึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบุคคลทั่้วไปที่สนใจจิตวิทยาการปรึกษา

ออกฉบับที่ 1 (มกราคม – กุมภาพันธ์ 2553) แล้ว

ลองเข้าไปดูกันนะครับ

http://baanmakara.wordpress.com/

การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบพอเพียง (Sufficient Counseling): บทสรุปโดยสังเขปของการเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , , , , , , , , , , , , , on ธันวาคม 5, 2009 by blackdogsworld

ความนำ:

ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องความเข้าใจของผมเกี่ยวกับการปรึกษาเชิงจิตวิทยา

ความเข้าใจของผมเกี่ยวกับการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ ก่อนหน้านี้ ในสมัยที่ผมเป็นนักศึกษาปริญญาตรีจิตวิทยาคลินิก ที่ ม.เกษตรฯ ผมมองว่าการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเป็นแค่เครื่องมือหนึ่งของนักจิตวิทยาที่ใช้ในการช่วยเหลือผู้คน นอกเหนือไปจากการทำแบบทดสอบ และการทำจิตบำบัด ซึ่งจะว่าไป ตอนนั้นผมก็เข้าใจเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้น้อยมากๆ

ตอนที่เข้ามาเรียนปริญญาโท จิตวิทยาการปรึกษา ที่จุฬาฯ มุมมองของผมที่มีต่อการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ผมรู้สึกว่าการปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่ตนเองกำลังเรียนนั้น เป็นรูปแบบการเยียวยาปัญหาทางจิตใจของมนุษย์ที่ดีที่สุด และเป็นคำตอบสุดท้ายของนักจิตวิทยาทั้งมวล หลายครั้งที่ผมมองวิธีการของผู้อื่นด้วยสายตาหมิ่นแคลน และเพ้อฝันเกินจริงไปมากเกี่ยวกับความสามารถของตัวเอง ราวกับการปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่ตนเองร่ำเรียนมานั้นจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ก็ไม่ปาน

จนกระทั่งเรียนจบและก้าวเท้าเข้าสู่โลกของการทำงาน มุมมองของผมก็เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง จากความเข้าใจการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านความเพ้อฝันและอุดมคติ สู่ความเข้าใจผ่านความจริงในชีวิตของตนเอง ผมขอเรียกมุมมองนี้ว่า “การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบพอเพียง” (อย่าสับสนกับเศรษฐกิจพอเพียงนะครับ) ซึ่งเป็นการทำความเข้าใจการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบพอดีๆ กับชีวิตของตนเอง

จะว่าไป สิ่งที่ผมเขียนต่อไปนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ เป็นเพียงการเรียบเรียงความคิดที่กระจัดกระจายของตนเองที่ได้รับจากการเรียนกับอาจารย์โสรีช์ โพธิแก้ว ให้เป็นระบบเท่านั้น

ความหมายแบบพอเพียงของการปรึกษาเชิงจิตวิทยา:

การปรึกษาเชิงจิตวิทยาคือการถ่ายทอดความเข้าใจโลกและชีวิตของนักจิตวิทยาการปรึกษาไปยังผู้รับบริการ

การปรึกษาเชิงจิตวิทยาคืออะไร? เป็นคำถามสำคัญที่นักจิตวิทยาการปรึกษาต้องตอบ และคำตอบที่ได้ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนและวิถีของนักจิตวิทยาการปรึกษาคนนั้นๆ

มีความหมายของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาระบุไว้ในตำราเป็นจำนวนมาก นักจิตวิทยาแต่ละท่านต่างมีแนวคิดที่แตกต่างหลากหลาย การทำความเข้าใจความหมายเหล่านี้ผ่านการเรียนรู้จากตำรา หรือแม้แต่ในห้องเรียน ไม่ช่วยให้ผมเข้าใจการปรึกษาเชิงจิตวิทยามากขึ้นเท่าไหร่

ก่อนหน้านี้ หลายสิ่งที่ผมคิดว่าตนเองเข้าใจก็เป็นเพียงการจำสิ่งที่คนอื่นพูดเอาไว้เท่านั้น ไม่ต่างอะไรจากเครื่องถ่ายเอกสารเครื่องหนึ่ง ผมเชื่อว่านักจิตวิทยาการปรึกษาที่แท้จะมีความหมายของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาในแบบฉบับของตน ความหมายจะเหมือนหรือต่างกับใครไม่ใช่ประเด็น ที่สำคัญคือ เราเข้าใจแบบนั้นจริงหรือไม่ และคงไม่มีหนทางอื่นใดที่จะทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าการปรึกษาเชิงจิตวิทยา นอกจากการเข้าไปสัมผัสและเรียนรู้มันจากประสบการณ์ของตนเอง จนกระทั่งกลั่นกรองออกมาเป็นความหมายในแบบฉบับของตน

จากประสบการณ์ของผม (ที่ถือว่ายังไม่ยาวนานนักบนถนนสายนี้) การปรึกษาเชิงจิตวิทยาคือการถ่ายทอดความเข้าใจโลกและชีวิตของนักจิตวิทยาการปรึกษาไปยังผู้รับบริการ ส่วนสำคัญที่ต้องตระหนักและขีดเส้นใต้ไว้ในใจเสมอๆ คือ ความเข้าใจโลกและชีวิตของนักจิตวิทยาการปรึกษาไม่ใช่ความเข้าใจโลกและชีวิตทั่วๆ ไป แบบที่คนอื่นพูดถึงเอาไว้ แต่การถ่ายทอดความเข้าใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาไปยังผู้รับบริการ เป็นการถ่ายทอดที่วางอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ชีวิตและตัวตนของนักจิตวิทยาการปรึกษา

นักจิตวิทยาการปรึกษาเข้าใจโลกและชีวิตแบบใดก็ถ่ายทอดความเข้าใจดังกล่าวออกไปแบบนั้น เพื่อเยียวยาปัญหาของผู้รับบริการ ส่วนรูปแบบและวิธีการถ่ายทอดความเข้าใจก็ขึ้นอยู่กับวิถีของนักจิตวิทยาแต่ละคน ซึ่งไม่อาจแยกออกจากวิถีชีวิตของนักจิตวิทยาการปรึกษาคนนั้นๆ

คุณลักษณะแบบพอเพียงของนักจิตวิทยาการปรึกษา:

นักจิตวิทยาการปรึกษาคือมนุษย์คนหนึ่งที่มีใจอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และมีความจริงแท้ในทุกๆ ขณะของชีวิต

เช่นเดียวกับความหมายของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาการปรึกษา คุณสมบัติของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ระบุไว้ในตำราก็มีมากพอๆ กัน แต่นั่นก็ไม่ช่วยให้เราเข้าใจตัวตนของนักจิตวิทยาการปรึกษาอยู่ดี

ในมุมมองของผม คุณลักษณะที่สำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาคือ การมีใจอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ส่วนความรู้และความสามารถเป็นเรื่องรองลงมา หากไม่มีใจที่มีความปรารถนาอยากให้เพื่อนมนุษย์หลุดพ้นจากปัญหา นักจิตวิทยาการปรึกษาก็เป็นเพียงแค่เครื่องยนต์กลไกที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าไปตามเงื่อนไขที่ถูกวางเอาไว้ แม้จะมีความรู้เต็มหัว มีความเชี่ยวชาญในเรื่องทักษะทางด้านการปรึกษาเต็มเปี่ยม แต่หากขาดใจที่ปรารถนาดีไปเสีย สิ่งที่ทำก็คงไม่มีคุณค่าและความหมายใดๆ จุดเริ่มต้นที่สำคัญนี้เป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาการปรึกษาหรือผู้ที่วาดฝันว่าอยากเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาควรตระหนัก

คุณลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งของนักจิตวิทยาการปรึกษาคือ ความจริงแท้ในทุกๆ ขณะของชีวิต จะว่าไป นักจิตวิทยาการปรึกษาก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการของการเรียนรู้และเติบโตบนวิถีแห่งการทำความเข้าใจโลกและชีวิต ไม่จำเป็นที่นักจิตวิทยาการปรึกษาต้องแสดงตัวเป็นผู้รู้และผู้เข้าใจโลกและชีวิตไปเสียทุกเรื่อง ไม่จำเป็นต้องแสดงตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สามารถช่วยเหลือเยียวยาปัญหาของมนุษย์ได้ทุกกรณี แต่นักจิตวิทยาการปรึกษาเพียงจริงแท้กับตนเอง โดยตระหนักรู้ว่าตนเองเป็นใคร มีความเข้าใจโลกและชีวิตอย่างไรในแต่ละขณะของชีวิตที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และจริงแท้ต่อผู้อื่น โดยการแสดงออกเท่าที่ตนเองเป็น เท่าที่ตนเองรู้ และเท่าที่ตนเองสามารถ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

ทำลายนักจิตวิทยาการปรึกษาในอุดมคติทิ้งไปเสีย และกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง โลกที่มีทั้งตัวเราในด้านที่น่าพึงพอใจ และตัวเราในด้านที่ไม่น่าอภิรมย์ หากไม่ยอมรับในจุดนี้ การเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาคงเป็นเพียงการเล่นปาหี่ หลอกตัวเองและคนอื่นไปวันๆ หนึ่ง

บทสรุปแบบพอเพียงของการปรึกษาเชิงจิตวิทยา:

นักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพ หรือ ผู้ประกอบอาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษา คุณเท่านั้นที่จะตอบได้

ในประเทศไทย หนทางสู่การเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาดูเหมือนจะไม่ค่อยสะดวกราบรื่นเท่าใดนัก ปัจจุบันยังไม่มีองค์กรที่ดูแลเรื่องวิชาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษาอย่างเป็นทางการ ทำให้นักจิตวิทยาการปรึกษาดูเหมือนจะเป็นใครก็ได้ที่เรียนจบมาทางด้านนี้และอยากเรียกตัวเองว่านักจิตวิทยาการปรึกษา แม้จะเป็นเช่นนั้น ผู้ที่เรียกตัวเองว่านักจิตวิทยาการปรึกษาก็ยังคงมีไม่มากนัก และอาจจะยิ่งน้อยลงไปอีกหากเราจะมองหานักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพสักคน

มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง “นักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพ” กับ “ผู้ประกอบอาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษา”

อาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษาเป็นเพียงอาชีพหนึ่งท่ามกลางอาชีพอีกมากมายบนโลก ผู้ที่ประกอบอาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษามีหน้าที่หลักคือการให้ความช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาและการพัฒนาศักยภาพของบุคคล โดยอาศัยกระบวนการทางจิตวิทยา อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ประกอบอาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษาอาจไม่ใช่นักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพ หากพวกเขามองว่าการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเป็นเพียงการงานที่แยกต่างหากจากชีวิตของตนเอง

ผู้ที่เป็นนักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพไม่จำเป็นต้องประกอบอาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษาเสมอไป กระทั่งบางทีอาจจะไม่เรียกตัวเองว่านักจิตวิทยาการปรึกษาด้วยซ้ำ แต่นักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพมีความเป็นนักจิตวิทยาอยู่ทุกๆ มิติในชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าจะในบทบาทของพ่อแม่ ครูอาจารย์ มิตรสหาย หรือในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งที่มีต่อมนุษย์คนอื่นๆ ไม่ว่าพวกเขาจะประกอบอาชีพใด จุดมุ่งหมายที่นักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพมีร่วมกันคือ การเอื้อให้ผู้คนเกิดความเข้าโลกและชีวิตเพิ่มมากขึ้นผ่านความเข้าใจโลกและชีวิตของนักจิตวิทยาการปรึกษา ซึ่งนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาและการพัฒนาศักยภาพของบุคคลตามวิถีทางของตนเอง

ผมเชื่อว่า ตัวตนของนักจิตวิทยาการปรึกษาไม่อาจแยกออกจากงานของพวกเขา การเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาที่แท้จริงไม่มีสวิทช์เปิด-ปิดได้ตามใจชอบ ไม่มีเวลาเลิกงาน นักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพมีความจริงแท้ในตัวเองในทุกๆ มิติของชีวิต นักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพต้องเชื่อมั่นในวิถีทางที่ตนเองใช้ในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาอย่างแท้จริง และแนวทางในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาไม่ต่างอะไรจากแนวทางที่พวกเขาใช้ในการมองโลกและชีวิตของตนเองเช่นกัน

คงไม่มีใครตัดสินแทนผู้อื่นได้ว่า ใครคือนักจิตวิทยาการปรึกษามืออาชีพ หรือใครคือผู้ที่ประกอบอาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษา ผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้มีเพียงตัวเราเองเท่านั้น

แล้วคำตอบของคุณล่ะ คืออะไร?

เผยแพร่ครั้งแรกในวารสาร Ad Hoc บ้านมกราปี ‘53

การเรียนรู้การปรึกษาเชิงจิตวิทยา ไม่ได้เริ่มต้นที่ทักษะหรือเทคนิค แต่เริ่มที่ใจ (นะจ๊ะ)

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , , , , , , , , , , , on พฤศจิกายน 30, 2009 by blackdogsworld

“การเรียนรู้การปรึกษาเชิงจิตวิทยา ไม่ได้เริ่มต้นที่ทักษะหรือเทคนิค แต่เริ่มที่ใจ (นะจ๊ะ)”

นี่คือสิ่งที่ผมอยากบอกกับผู้ที่สนใจงานด้านการปรึกษาเชิงจิตวิทยาทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะเป็นนักจิตวิทยาหรือไม่

เนื่องจากเท่าที่ผมลองค้นหาในกูเกิ้ลดูเล่นๆ พบว่ามีการอบรมเกี่ยวกับการปรึกษาเชิงจิตวิทยาจำนวนมาก (บางคนก็ใช้คำว่า การให้คำปรึกษา หรือ การให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา) และการอบรมส่วนใหญ่มักมีคำที่พ่วงมาด้วยคือ “ทักษะ” หรือไม่ก็ “เทคนิค” ซึ่งจะว่าไปมันก็ฟังเข้าใจง่ายดี และพอจะทำให้มองเห็นการปรึกษาเชิงจิตวิทยาชัดขึ้นเป็นรูปธรรม

แต่ในความง่ายนี้มีผลเสียแฝงอยู่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการปรึกษาเชิงจิตวิทยาได้ง่ายๆ

ผมเข้าใจว่า ด้วยเวลาอันจำกัด (ส่วนใหญ่คือ 2 วัน และน้อยสุดคือ 1 วัน) วิทยากรหรือผู้จัดการอบรมทั้งหลายคงคิดว่าการเน้นที่ทักษะและเทคนิคของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาน่าจะทำให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจและสามารถนำการปรึกษาเชิงจิตวิทยาไปใช้ได้เลย

แต่ทักษะและเทคนิค ที่ปราศจากความเข้า “ใจ” จะมีประสิทธิภาพและสามารถนำไปใช้ได้จริงหรือ?

แม้ว่าในกระบวนการปรึกษาเชิงจิตวิทยานั้น ผู้ให้การปรึกษาอาจจะต้องมีทักษะบางอย่างที่จำเป็น หรือต้องใช้เทคนิคบางอย่างในการช่วยเหลือผู้รับบริการ แต่ทักษะและเทคนิคเหล่านี้สามารถถูกนำมาใช้โดยปราศจาก “ใจ” ได้หรือ?

เราสามารถใช้ทักษะการฟัง ทักษะการถาม ฯลฯ หรือใช้เทคนิคการสะท้อนกลับ เทคนิคการทวนความ ฯลฯ โดยไม่จำเป็นต้องมี “ใจ” ที่ปรารถนาดี และพร้อมที่จะเข้าใจปัญหาของผู้มารับบริการได้หรือ?

เหตุใดจึงไม่เน้นที่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ใจ” ของผู้ให้การปรึกษา ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการช่วยเหลือเยียวยา และควรจะเป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจการปรึกษาเชิงจิตวิทยา

ใช่ว่าทักษะและเทคนิคเป็นสิ่งไม่จำเป็น แต่ทักษะและเทคนิคต้องเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ จากพื้นฐานของ “ใจ” ที่ปรารถนาดีและอยากช่วยให้ผู้อื่นคลายจากความทุกข์๋ ไม่ใช่เกิดจากการเลือกใช้ในฐานะเครื่องมือที่ถูกหยิบออกมาจา่กกล่อง

การอบรมที่เน้นทักษะและเทคนิค นอกจากจะมีประโยชน์ไม่มากแล้ว ผมคิดว่ายังเป็นการทำให้ผู้คนรับรู้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบผิดๆ คิดว่ามาอบรม 2 วัน หรือวันเดียว ก็สามารถทำการปรึกษาเชิงจิตวิทยาได้แล้วโดยอาศัยทักษะและเทคนิคที่ได้รับจากการอบรมนั่นแหละ

ฝากไปถึงวิทยากรและผู้ทำการฝึกอบรมทุกท่าน การอบรมการปรึกษาเชิงจิตวิทยาโดยเน้นสิ่งเหล่านี้ก็หากินง่ายดี เพราะคนเข้าใจง่าย และดูเหมือนว่าจะนำไปใช้ได้จริง (แต่เอาเข้าจริงก็ใช้ไม่ได้หรอก) แต่ระวังจะอยู่ได้ไม่นานนะครับ

อีกหน่อยคนคงเข้าใจว่า “การปรึกษาเชิงจิตวิทยา ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ใครๆ ก็ทำได้ นี่ไง ทักษะการฟัง เห็นไหมง่ายนิดเดียว นี่ไง ทักษะการถาม ก็ไม่เห็นจะยากอะไรนี่นา แล้วก็นี่ไง เทคนิคการสะท้อน นี่ไง เทคนิคการทวนความ ฯลฯ”

นักจิตวิทยามืออาชีพ กับ อาชีพนักจิตวิทยา

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , on พฤศจิกายน 21, 2009 by blackdogsworld

มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง “นักจิตวิืทยามืออาชีพ” กับ “อาชีพนักจิตวิทยา”

อาชีัพนักจิตวิทยาเป็นเพียงชื่อเรียกอย่างหนึ่งสำหรับงานบริการทางด้านจิตวิทยา เช่น การทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา การปรึกษาเชิงจิตวิทยา การทำจิตบำบัด เป็นต้น ซึ่งเราอาจพบเห็นได้ทั่้วๆ ไปตามโรงพยาบาลจิตเวช เรือนจำ โรงเรีัยน มหาวิทยาลัย และองค์กรต่างๆ (จะว่าไป หน่วยงานทั้งหมดที่กล่้าวมานี้ก็มีนักจิตวิทยาไม่มากนัก)

สำหรับนักจิตวิทยามืออาชีพ ไม่จำเป็นที่พวกเขาต้องประกอบอาชีพนักจิตวิทยา แต่ความเป็นนักจิตวิทยาคือตัวตนของพวกเขา วิีัถีัชีวิตของพวกเขาคือวิถีของนักจิตวิทยา การเป็นนักจิตวิทยาไม่มีสวิทช์เปิดปิด ดังนั้น นักจิตวิทยามืออาชีพจึงเป็นนักจิตวิทยาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในบทบาทของพ่อ บทบาทของสามี บทบาทของภรรยา บทบาทของครู-อาจารย์ บทบาทของเพื่อน รวมถึงบทบาทต่างๆ ในชีวิืต ต่างจากผู้ที่ประกอบอาชีพนักจิตวิทยาที่สลัดตัวตนของนักจิตวิทยาออกไปเมื่อเลิกงาน นักจิตวิทยามืออาชีพใช้ชีวิตตามหลักการทางจิตวิทยาที่พวกเขาเชื่อ ไม่ว่าพวกเขาจะประกอบอาชีพอะไร พวกเขายังคงเป็นนักจิตวิทยามืออาชีพ (จะว่าไป นักจิตวิทยามืออาชีพก็มีไม่มากนักเช่นกัน)

สิ่งที่จะช่วยเยียวยาปัญหาของผู้คนในสังคมไม่ใช่อาชีพนักจิตวิทยา แต่คือนักจิตวิทยามืออาชีพ แม้จะมีผู้ประกอบอาชีัพนักจิตวิทยาเพิ่้มมากขึ้น แต่ปัญหาของผู้คนอาจไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด หากผู้ประอบอาชีพนักจิตวิทยาไม่มีความเป็นนักจิตวิทยามืออาชีพ กล่าวคือ ทฤษฎีทางจิตวิทยาไม่อาจเป็นอะไรที่แยกต่างหากออกจากตัวตนของนักจิตวิทยา หากนักจิตวิทยาใช้ทฤษฎีเหล่านี้โดยที่พวกเขาไม่ได้เชื่อและยึดถือมันในการดำเนินชีวิตจริงๆ สิ่งที่นักจิตวิทยาทำก็ไม่ต่างอะไรจากการเล่นปาหี่ หลอกลวงผู้คนไปวันๆ

สำหรับนักจิตวิทยาทั้งหลาย คงไม่มีใครตัดสินแทนใครได้ว่า เราเป็นนักจิตวิทยามืออาชีพหรือไม่ หรือเราเพียงประกอบอาชีพนักจิตวิทยา หรือเราเป็นเพียงผู้ที่เคยร่ำเรียนทางด้านจิตวิทยามาแต่อ้างตัวเป็นนักจิตวิทยา

ตัวเราเท่านั้นที่จะตอบได้ว่าเราเป็นอย่างไร