ท่ามกลางกระแสน้ำ(ลาย)

Posted in ในห้วงคำนึง ด้วยแท็ก , , on พฤศจิกายน 6, 2011 by blackdogsworld

ท่ามกลางกระแสน้ำที่ท่วมท้นในหลายพื้นที่ราวหนึ่งในสามของประเทศไทย ผมสังเกตว่าสิ่งที่ท่วมท้นไม่แพ้กันก็คือกระแสน้ำลายที่พัดพาข่าวลือมากมายลอยล่องเหนือผืนน้ำไม่แพ้เศษปฏิกูล ในฐานะนักจิตวิทยา คำถามที่สำคัญสำหรับผม พอๆ กับคำถามที่ว่าน้ำท่วมปีนี้เกิดจากอะไร คือคำถามที่ว่า ข่าวลือเกิดขึ้นได้อย่างไร

“ข่าวลือ” หมายถึง ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจริงหรือเท็จพอๆ กัน ผมเชื่อว่าคนเราไม่ชอบอยู่กับความไม่รู้ เราจึงมักหาคำอธิบายเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ รอบตัว ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงเรื่องสำคัญในชีวิต  และข่าวลือก็เริ่มต้นขึ้นตรงนี้เอง

ข่าวลือเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่คลุมเครือ กำกวม และไม่ชัดเจน เมื่อมีข้อมูลบางอย่างที่สามารถขจัดความพร่ามัวของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้หมดไป ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะเป็นความจริงหรือไม่ เราก็พร้อมที่จะรับเอาข้อมูลนั้นๆ ไว้ก่อน หากมันสอดรับกับความเชื่อบางอย่างของเรา เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและหลุดพ้นจากสภาวะของความไม่รู้ ในขณะเดียวกัน เราก็พร้อมที่จะปฏิเสธข้อมูลบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อของตนเองหรือเป็นข้อมูลที่มาจากฝ่ายตรงข้าม

เมื่อเรารับเอาข่าวลือเข้ามาเพื่อตอบคำถามบางอย่างในใจตนเองแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการส่งต่อข่าวลือ แน่นอนว่า เราย่อมส่งต่อข่าวลือที่เราเชื่อว่าเป็นความจริง แต่ก็เป็นไปได้ว่าการส่งข่าวลืออาจเป็นมากกว่าแค่การหาคำอธิบายให้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะข่าวลืออาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามก็เป็นได้ คนบางกลุ่มอาจจะเผยแพร่ข่าวลือที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จออกไปเพื่อหวังผลบางอย่าง

สถานการณ์น้ำท่วมของประเทศไทย มีความคลุมเครือ กำกวม และไม่ชัดเจนหลายประการ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดข่าวลือจำนวนมากจากหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันและฝ่ายที่คิดว่าตัวเองเป็นกลาง ข่าวลือที่แพร่สะพัดมาพร้อมกับกระแสน้ำมีทั้งข่าวลือที่พอจะมีความเป็นไปได้ และข่าวลือที่ไร้เหตุผลจนไม่น่าจะมีใครเชื่อ (แต่ก็มีคนเชื่อมากมายจนน่าเหลือเชื่อ!)

สำหรับคนบางกลุ่ม ข่าวลือได้กลายเป็นความจริงสำหรับพวกเขาโดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ ไม่ว่าข่าวลือนั้นจะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด หรือมีความสมเหตุสมผลเพียงใด นอกจากนี้ คนบางกลุ่มพร้อมที่จะเชื่อข่าวลือในแง่ลบทุกอย่างเกี่ยวกับฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับตนเองอยู่แล้ว และพร้อมที่จะแพร่กระจายข่าวลือนั้นอย่างฉับพลันทันทีโดยปราศจากการยั้งคิด ประตูระบายน้ำของพวกเขาเปิดอ้าซ่าให้ข่าวลือที่เชี่ยวกราดไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว เป็นไปได้ว่ากระแสข่าวลืออาจไหลไปไวกว่ากระแสน้ำเสียอีก

ผมคิดว่าข่าวลือที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหา เพราะเป็นธรรมชาติของสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ยังไงคนเราก็ต้องหาคำตอบให้กับคำถามที่เกิดขึ้น (ทำไมปีนี้น้ำจึงท่วมหนัก น้ำจะมาถึงบ้านเราตอนไหน เมื่อไหร่น้ำจะลด ฯลฯ) แต่ปัญหาคือ การปักใจเชื่อข่าวลืออย่างหน้ามืดตามัวด้วยอคติภายในใจของเราเอง ทำให้เราเลือกรับรู้ข้อมูลบางอย่างและปฏิเสธข้อมูลบางอย่างโดยปราศจากการพิสูจน์ ไม่ว่าจะเป็นการพิสูจน์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์หรือพิสูจน์ด้วยความสมเหตุสมผลเชิงตรรกะก็ตาม

ลำพังแค่เผชิญกับปัญหาน้ำท่วมก็ทำให้คนจำนวนมากทุกข์ร้อนแสนสาหัสอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เราต้องเผชิญกับปัญหาข่าวลือไปพร้อมๆ กัน หากจะมีคำแนะนำอะไรสักอย่างจากผม ในฐานะนักจิตวิทยาคนหนึ่งที่กำลังตกอยู่ท่ามกลางกระแสข่าวลือรอบด้านไม่ต่างจากคนอื่นๆ ผมขอแนะนำว่า เราควรพิจารณาให้รอบคอบในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารใดๆ โดยเฉพาะข่าวลือ ก่อนที่เราจะเชื่อหรือปฏิเสธ ขอให้พึงตระหนักว่าข่าวลือคือสิ่งที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นทางการ (ถ้ามันได้รับการพิสูจน์แล้ว มันก็จะกลายเป็นข้อเท็จจริง) โปรดอย่าเพิ่งรีบปักใจเชื่อและเผยแพร่ต่อเมื่อข่าวลือนั้นมาจากฝ่ายที่เราเห็นด้วย และโปรดอย่าเพิ่งด่วนปฏิเสธความเป็นไปได้หากว่ามันมาจากฝ่ายตรงข้าม ใช้เวลาในการไตร่ตรองและใคร่ครวญเกี่ยวกับมันสักหน่อย

บางที เรื่องบางเรื่อง เราอาจจะไม่มีความรู้พอที่จะไปพิสูจน์ความจริงเท็จของมัน แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่พิสูจน์ได้แน่ๆ ก็คือ การเชื่อหรือการปฏิเสธข้อมูลใดๆ ของเราเกิดจากอคติภายในใจของเราเองใช่หรือไม่

๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

จิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , , , on กันยายน 16, 2011 by blackdogsworld

คำถามที่ว่า ‘จิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่’ ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ดังนั้นเราอาจเริ่มต้นที่การพิจารณาว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร วิทยาศาสตร์คือวิธีการหาคำตอบเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาธรรมชาติโดยตรง ซึ่งเริ่มต้นจากการสังเกตอย่างเป็นระบบ ต่อมานำสิ่งที่สังเกตได้มาจัดประเภท และสุดท้ายคือการอธิบายสิ่งที่สังเกตได้ ดังนั้นอาจจะสรุปได้ว่าวิทยาศาสตร์มีองค์ประกอบ 2 อย่าง หนึ่งคือ การสังเกตอย่างเป็นระบบ และสองคือ ทฤษฎี

สิ่งที่ทำให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพคือ การนำแนวคิดประจักษ์นิยม (empericism) มารวมกับเหตุผลนิยม (rationalism) โดยนักเหตุผลนิยมเชื่อว่าความรู้ได้มาจากการใช้เหตุผล ส่วนนักประจักษ์นิยมเชื่อว่าความรู้ได้มาจากประสาทสัมผัส แต่ทั้งสองแนวคิดก็มีข้อจำกัด ดังนั้นวิทยาศาสตร์จึงนำทั้งสองแนวคิดมารวมกัน โดยใช้ในการสังเกตอย่างเป็นระบบและการสร้างทฤษฎี ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มีองค์ประกอบหลัก 2 อย่างคือ หนึ่ง การจัดการกับสิ่งที่ได้จากการสังเกตอย่างเป็นระบบ และสอง เป็นแนวทางในการสังเกตครั้งต่อไป ซึ่งเป็นการทดสอบความถูกต้องของทฤษฎี

ลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งของวิทยาศาสตร์คือ การค้นหาความสัมพันธ์ที่เป็นกฎ กฎทางวิทยาศาสตร์คือความสัมพันธ์ที่สังเกตได้ว่าไปในทางเดียวกันระหว่างเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์หรือมากกว่า แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ หนึ่ง กฎสหสัมพันธ์ (correlation law) คือ กฎที่บรรยายความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยกันอย่างเป็นระบบ และสอง กฎเหตุและผล (causal law) คือ กฎที่บรรยายความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุและผลกันระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยกัน จากกฎดังกล่าว จะเห็นได้ว่ากฎเหตุและผลมีประสิทธิมากกว่า เพราะสามารถใช้ทำนายและควบคุมเหตุการณ์ได้เนื่องจากทราบสาเหตุของเหตุการณ์ ส่วนกฎสหสัมพันธ์สามารถทำได้เพียงทำนายเหตุการณ์เท่านั้น เนื่องจากไม่ทราบความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุและผลระหว่าเหตุการณ์

เมื่อเป้าหมายของวิทยาศาสตร์คือ การค้นหากฎของธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์จึงสันนิษฐานว่าสิ่งที่ตนค้นพบคือกฎ การสันนิษฐานว่าเราสามารถเข้าใจสิ่งที่ศึกษาในแง่มุมของกฎเหตุและผลมีชื่อว่า นิยัตินิยม (determinism) ซึ่งเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเกิดจากสาเหตุที่สามารถทราบได้ หากเราทราบสาเหตุ เราก็จะสามารถควบคุมผลที่เกิดขึ้นได้ แต่ก็มีนักปรัชญาวิทยาศาสตร์บางคนที่มีมุมมองที่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์กระแสหลัก หนึ่งในนั้นก็คือ คาร์ล ปอปเปอร์ (Karl Popper) และโธมัส คูห์น (Thomas Khun)

คาร์ล ปอปเปอร์ (1902-1994) ไม่ยอมรับที่กระบวนการวิทยาศาสตร์เริ่มต้นการสังเกตอย่างเป็นระบบ เพราะสิ่งที่แต่ละคนสนใจสังเกตมักจะแตกต่างกันไป เขาคิดว่ากระบวนการวิทยาศาสตร์ควรเริ่มจากปัญหา และใช้ปัญหาเป็นตัวกำหนดสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สังเกต ขั้นตอนต่อมาก็คือ การเสนอวิธีการจัดการกับปัญหา และจากนั้นก็ทำการทดสอบมัน กระบวนการสามารถสรุปได้เป็น 3 ขั้นคือ การกำหนดปัญหา การสร้างทฤษฎี และการวิจารณ์ทฤษฎี ปอปเปอร์ได้แยกทฤษฎีที่เป็นวิทยาศาสตร์ออกจากทฤษฎีที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์โดยการใช้หลักการสามารถผิดพลาดได้ (principle of falsifiability) เขาเชื่อว่าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ต้องสามารถผิดพลาดได้ สามารถปรับปรุงได้ และมีความเสี่ยงในการทำนายผล และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทำให้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ปอปเปอร์เชื่อว่าต้องมีสักครั้งที่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เกิดความผิดพลาด และถูกแทนที่ด้วยทฤษฎีที่เหมาะสมกว่า ดังนั้นวิทยาศาสตร์แบบปอปเปอร์จึงไม่มีที่สิ้นสุดในการค้นหาการจัดการกับปัญหา หรือการอธิบายทฤษฎีที่ดีที่สุด แต่เขาก็ไม่ได้เชื่อว่าทฤษฎีที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์จะไม่มีประโยชน์ มีหลายทฤษฎีที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์แต่พบว่ามีประโยชน์ เช่น ทฤษฎีของฟรอยด์ เป็นต้น

โธมัส คูห์น (1922-1996) เชื่อว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์เริ่มต้นจากกระบวนทัศน์ (paradigm) ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานหรือความเชื่อจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับหัวข้อที่ต้องการศึกษาที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งใช้เป็นแนวทางในการสังเกตและวิเคราะห์เรื่องที่ศึกษา เมื่อกระบวนทัศน์ได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ ก็จะมีการสำรวจและทดสอบกระบวนทัศน์นั้นๆ กระบวนการดังกล่าวเรียกว่า วิทยาศาสตร์ปกติ (Normal science) เขาเปรียบวิทยาศาสตร์ปกติกับการแก้ปริศนา (puzzle solving) ดังนั้นปัญหาของวิทยาศาสตร์ปกติจึงมีทางแก้ที่แน่นอนและมีกฎที่จำกัดวิธีการและขั้นตอนในการแก้ปัญหา อาจกล่าวได้ว่าวิทยาศาสตร์ปกติเป็นการตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนทัศน์ สำหรับคูห์นแล้ว กระบวนทัศน์เป็นตัวกำหนดทุกอย่างในการวิจัย ขั้นตอนในการพัฒนา กระบวนทัศน์ของคูห์น แบ่งออกเป็น 3 ขั้นคือ ขั้นแรกคือ Preparadigmatic ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อสันนิษฐานและความเชื่อ ขั้นที่สอง Paradigmatic ซึ่งเป็นการตรวจสอบกระบวนทัศน์และขั้นที่สามคือ Revolutionary ซึ่งเป็นการแทนที่กระบวนทัศน์เดิมด้วยกระบวนทัศน์ใหม่

แนวคิดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของปอปเปอร์และคูห์นมีความแตกต่างกันคือ ปอปเปอร์เน้นที่ตรรกะและความสร้างสรรค์ ส่วนคูห์นเน้นที่ปัจจัยส่วนบุคคล (subjective factor) และการวิจัยของปอปเปอร์เริ่มต้นจากปัญหา ส่วนการวิจัยของคูห์นเริ่มต้นจากกระบวนทัศน์

นักปรัชญาวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งเชื่อว่า การพยายามกำหนดลักษณะให้กับวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ผิดพลาด พวกเขาคิดว่าจริงๆ แล้วไม่มีวิธีการและหลักการทางวิทยาศาสตร์ การให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ต้องเน้นที่การสร้างสรรค์และการตัดสินใจของนักวิทยาศาสตร์แต่ละคน พอล เฟเยอเรเบนด์ (Paul Feyerabend) กล่าวว่า ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นต่อเมื่อกฎต่างๆ ที่คงอยู่ถูกทำลายลง

การนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ได้ก่อเกิดความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในจิตวิทยา นักจิตวิทยาที่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จำนวนมากในของจิตวิทยาสาขาหลัก นักจิตวิทยาที่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ใช้แนวคิดนิยัตินิยมในการอธิบายมนุษย์ แนวคิดนิยัตินิยมแบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่ นิยัตินิยมทางชีวภาพ (biological determinism) ซึ่งเน้นที่ความสำคัญของสภาวะทางสรีระวิทยาหรือพันธุกรรมในการอธิบายมนุษย์ นิยัตินิยมทางสิ่งแวดล้อม (environmental determinism) ซึ่งเน้นที่ความสำคัญของสิ่งกระตุ้นทางสิ่งแวดล้อมว่าเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม นิยัตินิยมประเภทนี้มีประเภทย่อยคือ นิยัตินิยมทางสังคม-วัฒนธรรม (sociocultural determinism) ซึ่งเน้นที่กฎทางสังคมและวัฒนธรรม ระเบียบ ขนบธรรมเนียม และความเชื่อว่าเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์

นักนิยัตินิยมเชื่อว่าพฤติกรรมเกิดจากปฏิสัมพันธ์ของอิทธิพลทางชีววิทยา สิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม ยิ่งสาเหตุของพฤติกรรมถูกค้นพบมากขึ้นเท่าใด พฤติกรรมของมนุษย์ก็จะสามารถทำนายและควบคุมได้เพิ่มขึ้น แม้นักนิยัตินิยมจะเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากสาเหตุ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทราบสาเหตุทั้งหมดของพฤติกรรม นิยัตินิยมที่กล่าวมาข้างต้นอาจเรียกรวมๆ ได้ว่า นิยัตินิยมทางกายภาพ (physical determinism) เนื่องจากเน้นสิ่งที่สามารถวัดได้โดยตรง แต่นอกจากนั้นยังมีนิยัตินิยมอีกประเภทที่เรียกว่า นิยัตินิยมทางจิต (psychical determinism) ซึ่งเน้นที่ความสำคัญของเหตุการณ์ทางจิตใจ (mental event) ที่เราตระหนักรู้และไม่ตระหนักรู้ สิ่งที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมมนุษย์ในนิยัตินิยมประเภทนี้ เช่น ความเชื่อ อารมณ์ ความรู้สึก การรับรู้ ความคิด ค่านิยม และเป้าหมาย เป็นต้น

ส่วนนักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์มีสาเหตุที่แน่นอน แต่เราไม่สามารถรู้ได้ว่ามันคืออะไร แนวคิดเช่นนี้เรียกว่า อนิยัตินิยม (indeterminism) และนักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากการเลือกอย่างอิสระและไม่ขึ้นอยู่กับสาเหตุทางกายภาพและทางจิต แนวคิดเช่นนี้เรียกว่า Nondeterminism

เก็บความจาก Introduction to History of Psychology ของ B.R. Hergenhahn

ตัวจริงของหนูน้อยอัลเบิร์ตและโชคชะตาของเขาภายหลังการทดลองของวัตสัน

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , , , on กันยายน 8, 2011 by blackdogsworld

หนูน้อยอัลเบิร์ต (liitle Albert) หรืออัลเบิร์ต บี (Albert B.) เป็นนามแฝงของเด็กชายอายุประมาณ 9 เดือน ที่ถูกจอห์น บี วัตสัน (John B. Watson) ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งแนวคิดพฤติกรรมนิยม” ใช้เป็นกรณีศึกษาในการทดลองของเขาเกี่ยวกับการวางเงื่อนไข การทดลองครั้งนี้ถือเป็นการทดลองครั้งสำคัญที่เป็นรากฐานให้กับแนวคิดพฤติกรรมนิยมและสร้างชื่อเสียง (ที่ค่อนไปในทางลบ) ให้กับวัตสัน

รายละเอียดโดยย่อของการทดลองก็คือ วัตสันได้คัดเลือกหนูน้อยอัลเบิร์ต เพื่อทำการทดลองเกี่ยวกับการวางเงื่อนไขให้เกิดความกลัวขึ้น และสิ่งที่ต้องการให้กลัวก็คือ หนูขาว เดิมทีอัลเบิร์ตไม่ได้กลัวหนูขาวแต่อย่างใด แต่เมื่อวัตสันนำหนูขาวมาปรากฏพร้อมกับเสียงดังที่เกิดจากการเคาะแท่งเหล็ก (ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลเบิร์ตกลัว) อัลเบิร์ตจึงนำความกลัวเสียงดังไปเชื่อมโยงกับหนูขาว และเกิดเป็นความกลัวหนูขาวขึ้นมาในที่สุด นอกจากนี้ ในการทดลองยังพบว่าความกลัวได้แผ่ขยายไปยังสิ่งเร้าอื่นๆ ได้แก่ หน้ากากซานตาคลอส เสื้อคลุมขนสัตว์ และกระต่าย อีกด้วย

ภายหลังการทดลองที่ทำขึ้นในปลายทศวรรษ 1920 ไม่มีใครรู้ว่าชะตากรรมของหนูน้อยอัลเบิร์ตจะเป็นอย่างไรต่อไป จนกระทั่งย่างเข้าสู่ต้นศตวรรษที่ 21 นักจิตวิทยา 3 คนคือ ฮอลล์ เบ็ค (Hall Beck) ชาร์แมน เลวินสัน (Sharman Levinson) และแกรี ไอรอนส์ (Gary Irons) ได้เริ่มต้นโครงการตามหาอัลเบิร์ตตัวจริง เพื่อคลี่คลายหนึ่งในปริศนาที่ดำรงอยู่ในวงการจิตวิทยามายาวนาน พวกเขาใช้เวลาถึง 7 ปีเพื่อศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนในที่สุดก็ได้ว่าตัวจริงของหนูน้อยอัลเบิร์ตคือใคร และชะตากรรมของเขาภายหลังการทดลองของวัตสันเป็นอย่างไร

ข้อมูลที่พวกเขาพบมีดังนี้ ชื่อจริงของอัลเบิร์ตคือ ดักกลาส เมอร์ริตต์ (Douglas Merritte) เกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 1919 ที่โรงพยาบาลจอห์น ฮอปกินส์ แม่ของเขาคือ หญิงผิวชาวชื่อ อาร์วิลลา เมอร์ริตต์ (Arvilla Merritte) อายุ 22 ปี ทำงานที่แฮร์เรียต เลน โฮม (Herriet Lane Home) ภายหลังจากคลอดอัลเบิร์ต ส่วนพ่อของคือ วิลเลียม เมอร์ริตต์ อายุ 25 ปี ซึ่งไม่พบข้อมูลอะไรมากไปกว่านี้ ปกติแล้ว วัตสันจะไม่ตั้งชื่อให้กับผู้เข้าร่วมการทดลองของเขา แต่สำหรับอัลเบิร์ตถือเป็นครั้งแรกที่เขาตั้งชื่อให้ ชื่อ อัลเบิร์ต บี. มาจากชื่อของบาทหลวงนิกายโปรแตสแตน์ ที่ชื่อ จอห์น อัลเบิร์ต โบรเอดัส (John Albert Broadus)

สิ่งที่ช่วยยืนยันว่าตัวจริงของอัลเบิร์ตคือ ดักกลาส เมอร์ริตต์ มาจากการเชื่อมโยงหลักฐานหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือภาพถ่ายใบเก่าที่พบในหีบของอาร์วิลลา หลังจากที่เธอเสียชีวิต ภายในนั้นมีรูปถ่ายของดักกลาส ซึ่งถ่ายในสตูดิโอที่อยู่ไม่ไกลจากแฮร์เรียต เลน โฮม เมื่อนำภาพถ่ายของดักกลาสมาเปรียบเทียบกับอัลเบิร์ตในวีดีโอ ก็พบว่าทั้งสองคือเด็กคนเดียวกัน

อาร์วิลลายินยอมให้วัตสันทดลองกับลูกชายของเธอตอนที่เขาอายุเกือบ 9 เดือน การทดลองดำเนินอยู่หลายเดือนจนกระทั่งอัลเบิร์ตอายุขวบกว่าๆ แต่ยังไม่ทันที่การทดลองจะเสร็จสิ้น เธอก็พาลูกชายย้ายไปยังเมืองอื่น การที่เธอพาลูกชายออกจากการทดลองกลางครัน ทำให้เราเกิดความสงสัยว่าความกลัวของเขาที่ถูกสร้างขึ้นนั้นยังคงอยู่หรือไม่

อัลเบิร์ต หรือ ดักกลาส เบอร์เน็ตต์ ใช้ชีวิตอยู่บนโลกได้ไม่นาน เขาไม่ทันได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่และไม่ทันได้เห็นความสำเร็จของวัตสันที่มีเขาเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ดักกลาสจากไปเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 1925 ในวัย 6 ขวบ ด้วยโรค hydrocephalus

ข้อมูลเพิ่มเติม

• Beck, H. P., Levinson, S., & Irons, G. (2009). Finding Little Albert: A Journey to John B. Watson’s Infant Laboratory. American Psychologist, 64, 605-614.

• http://www.thepsychfiles.com/2010/01/episode-114-video-finding-little-albert/#ixzz1IlArzQrM

ไฉนเราจึงซื้อ: 10 วิธีหลีกเหลี่ยงอคติทางความคิดราคาแพง

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , on กันยายน 8, 2011 by blackdogsworld

จิตวิทยาแห่งการเงิน: การให้เหตุผลเข้าข้างตนเองหลังการซื้อ กับดักการเชื่อมโยง การรำลึกถึงอดีตที่สวยงาน อคติเกี่ยวกับการหักห้ามใจ และอื่นๆ อีกมากมาย…

เราทุกคนมีความผิดพลาดเกี่ยวกับการเงิน บางคนอาจพลาดมากกว่าคนอื่น แต่ใครกันล่ะอยากให้เป็นเช่นนี้

เราหลีกเหลี่ยงความผิดพลาดมากมายทางการเงินได้ หากเราเข้าใจวิธีคิดของเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ ต่อไปนี้คือ อคติ 10 ประการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของเรา ซึ่งงานวิจัยทางจิตวิทยาได้นำเสนอไว้ รวมถึงวิธีการหลีกเลี่ยงอคติเหล่านี้

1. ความเคยชิน

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เราสูญเสียเงินทอง คือการยึดติดอยู่กับสิ่งที่เรารู้จักอยู่แล้ว แม้จะมีสิ่งที่ดีกว่ามานำเสนอ เรามีแนวโน้มเลือกสิ่งเดิมๆ ที่เราเคยเลือกมาก่อน และยังคงทำเช่นนั้นต่อไป แม้จะมีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่าให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือการบริการ

งานวิจัยด้านการตัดสินใจทางการลงทุนได้เผยให้เห็นอคติรูปแบบนี้ (เช่นงานของ Samuelson & Zeckhauser, 1988) คนเรายึดติดอยู่กับแผนการเงินแผนเดิม หุ้นตัวเดิม แม้จะมีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า

การเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้เป็นเรื่องยาก เหตุที่ต้องอาศัยความพยายามอย่างมาก อีกทั้งเราเองก็ไม่อยากตัดสินใจพลาด แต่คงจะดีกว่าหากเราเตรียมหาทางเลือกอื่นไว้ด้วย

2. การหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองหลังจากซื้อมาแล้ว

เมื่อเราซื้อบางสิ่งที่ไม่ควรซื้อมา เราจะโน้มน้าวให้ตัวเองเชื่อว่ามันดีแล้ว

คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับความผิดพลาดที่ตนเองก่อขึ้น โดยเฉพาะการซื้อของราคาแพง นักการตลาดรู้เรื่องนี้ดี จึงพยายามส่งเสริมความเป็นเจ้าของบางส่วน (part-ownership) ก่อนเป็นอับดับแรก เช่น การรับประกันการคืนเงินหากไม่พอใจสินค้า เมื่อคุณตัดสินใจซื้อไปแล้ว คุณจะโน้มน้าวให้ตัวเองเชื่อว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง (โปรดดูเรื่อง การไม่ลงรอยกันของการรู้คิด[cognitive dissonance]) และเริ่มให้คุณค่ากับสิ่งที่คุณซื้อมามากขึ้น เพราะคุณเป็นเจ้าของมันแล้ว (เช่นงานของ Cohen et al., 1970)

อย่ายอมเป็นอันขาด หากสินค้าหรือบริการนั้นไม่ได้ความ ส่งคืนมันไปซะ ระบบกฎหมายของประเทศนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้ ดังนั้นอย่าหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง คืนมันไปซะ

3. กับดักการเชื่อมโยง

เรานึกถึงราคาในลักษณะของการเชื่อมโยง ธุรกิจต่างๆ รู้เรื่องนี้ดี นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมราคาขายปลีกจึงถูกตั้งไว้สูง แล้วค่อยลดราคาลงมา บางทีอาหารราคาแพงในเมนูของภัตตาคารมีไว้เพียงเพื่อทำให้อาหารปกติดูมีราคาสมเหตุสมผล เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับอาหารราคาแพง

กับดักการเชื่อมโยงมีชื่อว่า ปรากฏการณ์ทิ้งสมอเรือ (anchoring effect) ราคาของสินค้าตัวหนึ่งทำหน้าที่ดังสมอเรือที่ทิ้งลงในความคิดของเรา เราอาจหลงกลได้ง่ายๆ ทว่า ก็ไม่ยากเกินไปที่จะเอาชนะ ด้วยการนำสินค้าตัวนั้นไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ให้คุณเปรียบเทียบ (โปรดอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับกับดักการเชื่อมโยง)

ลองใช้เว็บไซต์เปรียบเทียบราคา และพยายามเปรียบเทียบกับสินค้าต่างประเภทกัน ไอแพดมีค่ามากจริงๆ หรือเมื่อเทียบกับของกินของใช้ใน 1 เดือน การชมภาพยนตร์ที่โรงเป็นเวลา 3 ปี หรือเสื้อผ้าชุดใหม่

4. อิทธิพลของความเป็นเจ้าของ

เราให้คุณค่ากับสิ่งของมากขึ้น เมื่อเราเป็นเจ้าของมัน ทำให้เรามีแนวโน้มตั้งราคาไว้สูงเกินไปเมื่อถึงเวลาขาย

นี่คือสาเหตุว่าทำไมคุณจึงเห็นของมือสองลงโฆษณาขายด้วยราคาที่ไม่สมเหตุสมผล ผู้ขายสมัครเล่นสร้างการยึดติดทางอารมณ์ขึ้นในสิ่งที่ตนเองเป็นเจ้าของ (โปรดอ่านงานวิจัยเรื่อง พฤติกรรมประหลาดของความเป็นเจ้าของ 6 ประเภท)

ปรากฏการณ์นี้ยังเกิดขึ้นในรูปแบบอื่นๆ อีกด้วย เช่น เมื่อคุณประมูลของทางอีเบย์ เป็นไปได้ว่าคุณอาจเริ่มรู้สึกเป็นเจ้าของสินค้าตัวนั้นไปแล้วในบางส่วน ก่อนที่คุณจะได้ซื้อมันจริงๆ เสียอีก และในที่สุดคุณก็ซื้อของราคาสูงเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง

คุณต้องพยายามลดความเป็นเจ้าของลงในการซื้อขาย โปรดจำไว้ว่าคุณมีเพดานที่กำหนดไว้ ไม่เช่นนั้น จิตไร้สำนึกอาจเข้ามาควบคุมการซื้อขายของคุณ

5. ความสุขเฉพาะหน้า

คนทั่วไปชื่นชอบความสุขเฉพาะหน้า และปล่อยความทุกข์ไว้ทีหลัง นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า การลดลงแบบไฮเปอร์บอลิก (hyperbolic discount)

ในการศึกษาของ Read and van Leeuwen (1998) เมื่อคนเราต้องเลือกอาหารของสัปดาห์หน้า คน 74 เปอร์เซ็นต์เลือกผลไม้ แต่หากต้องเลือกอาหารสำหรับวันนี้ คน 70 เปอร์เซ็นต์เลือกช็อกโกแลต นั่นล่ะหนอมนุษย์ ช็อกโกแลตสำหรับวันนี้ ผลไม้สำหรับสัปดาห์หน้า

ผลที่เกิดขึ้นเป็นจริงเช่นกันในเรื่องการเงิน นักการตลาดรู้ดีว่าเราคือผู้พ่ายแพ้ต่อของลดราคาตรงหน้า พวกเขาจึงเอาความทุกข์ซ่อนไว้ในอนาคต (นึกถึงการซื้อขายโทรศัพท์มือถือดูสิ) โชคไม่ดีนัก ที่ข้อเสนอซื้อก่อนจ่ายทีหลังมักเป็นการซื้อขายที่เลวร้ายอย่างยิ่ง

ทางหนึ่งในการจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นคือ นึกถึงอนาคตของคุณหลังจากตัดสินใจซื้อไปแล้ว ลองจินตนาการว่าตัวคุณในอนาคตกำลังมองการตัดสินใจของตัวคุณในปัจจุบัน หากตัวคุณในอนาคตไม่เห็นด้วย ก็อย่าตัดสินใจทำ

6. ความกลัวการสูญเสีย

คนเรามักขายสิ่งต่างๆ ออกไปเมื่อสิ่งนั้นมีราคาสูงขึ้น แต่เก็บเอาไว้เมื่อมีราคาต่ำลง เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งถึงธรรมชาติของเราที่ต้องการหลีกเลี่ยงการสูญเสีย ปรากฏการณ์นี้พบเห็นได้ในการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดหุ้น (เช่นงานของ Weber & Camerer, 1998)

ข้อเท็จจริงที่ว่าราคากำลังลดลงคือเงื่อนไขสำคัญ หากคุณสามารถต่อกรกับความกลัวการสูญเสียได้ ในที่สุดแล้วคุณก็จะได้รับผลลัพธ์ที่ดีกว่า

7. ความคุ้นเคย

การที่โฆษณาประสบผลสำเร็จ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราชื่นชอบสิ่งที่เรารู้จัก แม้เราอาจไม่รู้จักมันมากนักตาม เราเลือกสิ่งที่เราคุ้นเคย แม้จะมีสัญญาณชัดเจนว่านั่นไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดก็ตาม (Richter & Spath, 2006)

โปรดตรวจสอบเสมอ ว่าคุณซื้อสิ่งๆ ต่างด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะเพียงแค่คุณตัดสินใจด้วยคุ้นเคยเท่านั้น ก็นำมาซึ่งชัยชนะของนักโฆษณาแล้ว บ่อยครั้งที่บริษัทเล็กๆ ที่ไม่ได้ลงโฆษณาราคาแพงทางทีวี มีสินค้าและการบริการที่ดีกว่า

8. การรำลึกถึงอดีตที่สวยงาม

เรามักจดจำการตัดสินใจของเราในแง่ดีเกินกว่าที่เป็นจริง

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราต้องตัดสินใจในลักษณะเดียวกันอีกครั้ง เราเกิดอคติโดยคิดว่าการตัดสินใจครั้งก่อนเป็นการตัดสินใจที่ดี ซึ่งอาจจะเป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับวันหยุด บ้าน หรือรถ (เช่น Mitchell & Thompson, 1994) นี่คือเหตุผลส่วนหนึ่งว่า ที่สุดแล้วทำไมเราจึงตัดสินใจผิดพลาดทางการเงินแบบเดียวกันอีกครั้ง ซึ่งเราลืมไปว่าเราเคยทำผิดพลาดแบบเดียวมาก่อน

ก่อนตัดสินใจทางการเงินที่สำคัญ โปรดมองผลลัพธ์ที่แท้จริงของการตัดสินใจครั้งที่ผ่านมา เราต้องไม่นึกถึงอดีตที่สวยงามเกินจริง (ถอดแว่นสีชมพูออกไปซะ) เราจึงหลีกเลี่ยงการทำผิดซ้ำได้

9. ของฟรี

คำว่า “ฟรี” ครอบงำพวกเราไว้อย่างน่าอัศจรรย์ และนักการตลาดรู้เรื่องนี้ดี การวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม แสดงให้เห็นว่าบางครั้งเรายอมรับข้อเสนอที่ไม่ได้ความ เพียงเพราะการได้รับของฟรี โปรดพิจารณาให้ดีเมื่อมีของฟรีเสนอให้คุณ บางทีข้อเสนอนั้นอาจจะไม่ใช่ข้อเสนอที่ดีก็ได้

10. การยับยั้งชั่งใจ

ความผิดพลาดทางการเงินมากมายของคนเราเกิดจากการขาดการควบคุมตนเอง เราคิดว่าเราควบคุมตนเองได้ แต่เราก็พ่ายแพ้เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งล่อใจ ดังเช่นการศึกษาของ Nordgren et al., (2009) ที่เผยให้เห็นว่าคนเรามองโลกในแง่ดีเกินไปเมื่อคาดการณ์ในเรื่องการควบคุมตนเองของพวกเขา

ดังนั้น อย่านำตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ยั่วยวนใจ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรยกเลิกบัตรเครดิต เราอ่อนแอมากกว่าที่เราคิด เราจึงไม่ควรให้โอกาสตนเองเผชิญหน้ากับสถานการณ์เหล่านี้

 

ถอดความจาก Why We Buy: How to Avoid 10 Costly Cognitive Biases โดย Jeremy Dean

ประวัติโดยสังเขปของอัลเบิร์ต แบนดูรา (Albert Bandura)

Posted in บุคคลสำคัญในวงการจิตวิทยา ด้วยแท็ก , , , on กันยายน 7, 2011 by blackdogsworld

อัลเบิร์ต แบนดูรา (1925-ปัจจุบัน)

นักจิตวิทยาชาวอเมริกันที่ให้ความสนใจงานที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม

อัลเบิร์ต แบนดูราเกิดที่เมืองอัลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา ได้รับปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย และได้รับปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตและปรัชญาดุษฎีบัณฑิตทางจิตวิทยาคลินิก จากมหาวิทยาลัยไอโอวา (University of Iowa) เขาสนใจทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมจากการศึกษากับเคนเนธ สเปนซี (Kenneth Spence) และรอเบิร์ต เซียร์ส (Robert Sears) หลังจากจบการศึกษาในปี 1952 แบนดูราเข้าฝึกงานที่ศูนย์แนะแนววิชิตา (Wichita Guidance Center) เป็นเวลา 1 ปี ก่อนที่จะรับตำแหน่งที่ภาควิชาจิตวิทยา ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) และทำงานที่นี่มาโดยตลอด แบนดูนาแตกต่างจากนักพฤติกรรมนิยมสุดขั้ว (radical behaviorist) จำนวนมาก เขามองว่าปัจจัยทางด้านการรู้คิด (cognitive factor) เป็นสาเหตุของพฤติกรรมของมนุษย์ งานวิจัยของเขาด้านทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมให้ความสนใจปฏิกิริยาระหว่างการรู้คิด พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม

งานของแบนดูราส่วนใหญ่มุ่งเน้นที่การได้มาซึ่งความรู้ (acquisition) และการปรับเปลี่ยนลักษณะบุคลิกภาพของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการเรียนรู้โดยการสังเกต (observational learning) หรือการดูตัวแบบ(modeling) ซึ่งเขาชื่อว่าการเรียนรู้รูปแบบนี้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตามมา ความรู้ที่ว่าเด็กเรียนรู้โดยการเลียนแบบผู้อื่นเป็นสิ่งที่รู้กันอยู่แล้ว แต่มีการวิจัยเพียงเล็กน้อยในเรื่องนี้ ก่อนที่นีล มิลเลอร์ (Neal Miller) และจอห์น ดอลลาร์ด (John Dollard) จะตีพิมพ์หนังสือเรื่อง Social Learning and Imitation ออกมาในปี 1941

แบนดูราได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้สร้างพื้นฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มั่นคงในมโนทัศน์เรื่องการเรียนรู้โดยการดูตัวแบบ หรือการเลียนแบบ งานของเขา ซึ่งมุ่งเน้นเป็นพิเศษในเรื่องธรรมชาติของความก้าวร้าว เสนอว่าการดูตัวแบบแสดงบทบาทสำคัญในการกำหนดความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม แบนดูราบอกว่าในทางปฏิบัติแล้ว อะไรก็ตามที่สามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ตรง ก็สามารถเรียนรู้ได้จากการดูตัวแบบเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น การเรียนรู้โดยการดูตัวแบบจะเกิดขึ้น ไม่ว่าผู้สังเกตหรือตัวแบบจะได้รับรางวัลจากการกระทำนั้นๆ หรือไม่ก็ตาม ซึ่งต่างจากรูปแบบการเรียนรู้ของนักพฤติกรรมนิยม เช่น อีวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov) หรือบี.เอฟ. สกินเนอร์ (B.F. Skinner) ที่มุ่งเน้นการเรียนรู้จากการวางเงื่อนไขและการเสริมแรง

อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้โดยการดูตัวแบบก็แสดงให้เห็นว่า การลงโทษหรือการเสริมแรงสามารถส่งผลต่อสถานการณ์ของการเลียนแบบ เด็กจะพร้อมเลียนแบบผู้ที่ได้รับรางวัลมากกว่าผู้ที่ถูกลงโทษ ดังนั้น เด็กเรียนรู้ได้โดยที่ตนเองไม่ต้องได้รับรางวัลหรือการลงโทษ แนวคิดนี้มีชื่อว่า การเรียนรู้จากผู้อื่น (vicarious learning) เช่นเดียวกัน แบนดูราแสดงให้เห็นว่า เมื่อตัวแบบถูกเสนอด้วยสิ่งเร้าที่ต้องการวางเงื่อนไข ผู้ที่สังเกตเหตุการณ์นี้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วมโดยตรง จะมีแนวโน้มที่จะถูกวางเงื่อนไขไปด้วย

แบนดูราพัฒนาการดูตัวแบบขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการบำบัด ซึ่งวางพื้นฐานอยู่บนงานวิจัยของเขา ผู้ป่วยได้รับการสนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง โดยการพิจารณาและเลียนแบบพฤติกรรมของผู้บำบัด แม้ว่าตอนแรกการดูตัวแบบจะทำการศึกษาในกลุ่มเด็ก แต่พบว่าวิธีการนี้ก็ได้ผลในการรักษาโรคกลัวในผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน ตอนแรกผู้ป่วยจะดูตัวแบบสัมผัสกับสิ่งที่พวกเขากลัว ภายใต้สภาวะที่ไม่มีการคุกคาม จากนั้นผู้ป่วยจะได้รับการสนับสนุนให้กระทำตามตัวแบบ และสถานการณ์จะเริ่มคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งผู้ป่วยสามารถเผชิญหน้ากับสิ่งของหรือประสบการณ์ที่พวกเขากลัวได้ด้วยตนเอง

นอกจากนี้ แบนดูรายังให้ความสำคัญกับความสามารถของมนุษย์ในการสร้างสัญลักษณ์ (symbolization) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการดูตัวแบบแบบผกผัน (inverse modeling) ในการใช้ความสามารถในเชิงสัญลักษณ์ คนเราจะสร้างตัวแบบภายใน (internal modeling) ขึ้นมา เพื่อเป็นสนามจำลองของการวางแผน การแก้ปัญหา และการใคร่ครวญ และแม้กระทั่งเอื้ออำนวยการสื่อสารกับผู้อื่น อีกแง่มุมหนึ่งของทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมที่แบนดูราทำการสำรวจก็คือ self-regulatory activity หรือการที่มาตรฐานภายในส่งผลต่อแรงจูงใจและพฤติกรรม เขาศึกษาผลของความเชื่อของคนเราเกี่ยวกับตนเอง ต่อความคิด การเลือก ระดับแรงจูงใจ ความพากเพียร และความอ่อนไหวต่อความเครียดและความซึมเศร้า

แบนดูราแต่งหนังสือไว้เป็นจำนวนมาก ได้แก่ Adolescent Aggression (1959), Social Learning and Personality (1963), Principles of Behavior Modification (1969), Aggression (1973), Social Learning Theory (1977), and Social Foundations of Thought and Action (1985) เป็นต้น

ถอดความจาก The Gale Encyclopedia of Psychology หน้า 65-66

บันทึกถึงผู้อ่านทุกท่าน

Posted in ในห้วงคำนึง on กันยายน 7, 2011 by blackdogsworld

ผมอัพเดทบทความขึ้นบล็อกครั้งสุดท้ายตอนต้นปี 2554 ในขณะนี้เข้าสู่เดือนกันยายนแล้ว นับเป็นเวลา 8 เดือน ที่บล็อกแห่งนี้ไม่มีความเคลื่อนไหว แม้ว่าที่จริงแล้ว ผมจะยังขีดๆ เขียนๆ อะไรบ้าง แต่ก็นำไปลงในเฟสบุ๊คเสียมากกว่า เพราะมันง่ายต่อการจัดการสำหรับคนที่ขี้เกียจมากๆ อย่างผม แม้ว่า 8 เดือนที่ผ่านมา ผมจะไม่ได้ลงบทความใหม่ แต่ก็มีผู้อ่านเข้่ามาอ่านบทความในบล็อกของผมอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต่ำกว่าัวันละ 100 pageview มีบ้างที่เข้ามาแสดงความเห็นหรือถามคำถาม ซึ่งส่วนใหญ่ผมก็ไม่ค่อยได้ตอบ นานๆ ผมจึงจะเข้ามาเช็คสักทีหนึ่ง และทุกครั้งที่ผมได้เห็นความคิดเห็นหรือคำถามของผู้อ่าน ถึงแม้จะมีไม่มากนัก แต่มันก็ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิด ที่ใส่ใจบล็อกแห่งนี้น้อยลง

วันนี้ ผมเกิดอยากอัพเดทบล็อกสักหน่อย หลังจากที่ห่างหายไปนานพอสมควร เลยเขียนบันทึกชิ้นนี้ถึงผู้อ่านทุกท่าน เพื่อขอบคุณที่ทำให้ผมไม่ล้มเลิกความพยายามที่จะขีดๆ เขียนๆ แม้ว่าสิ่้งที่ผมเขียนอาจจะยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นงานเขียนที่ดีหรือมีคุณค่า ด้วยตัวมันเองเป็นเพียงการเขียนเพื่อแสดงออกว่าผมเป็นใครและสนใจอะไรเท่านั้น แต่คุณค่าที่เกิดขึ้นสำหรับผม คือการได้รู้ว่างานเขียนเหล่านี้มีคนอ่านและสนใจมันเช่นเดียวกับที่ผมสนใจ เอาเป็นว่าผมจะเริ่มต้นจากการทยอยอัพเดทบทความที่เคยเขียนไปแล้ว แต่ยังไม่เคยลงที่บล็อกแห่งนี้ และจากนั้นจะพยายามอัพเดทบทความใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ

ขอบคุณผู้อ่่านทุกท่านอีกครั้ง และอีกครั้ง…

นักจิตวิทยา…ใีครกันหนอ?

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , on กันยายน 7, 2011 by blackdogsworld

นักจิตวิทยาอาจจะเป็นอาชีพที่มีคนเข้าใจผิดมากที่สุดอาชีพหนึ่งเกี่ยวกับการทำงานของพวกเขา อย่างน้อยก็จากประสบการณ์ของผมเองและคนใกล้ตัวที่ร่ำเรียนจิตวิทยามา

หลายครั้งหลังจากที่ผมแนะนำตัวว่าเรียนจิตวิทยาหรือเป็นนักจิตวิทยา จะพบปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่หลากหลายจากผู้ถาม ทั้งงุนงงสงสัย ประหลาดใจ สนใจใคร่รู้ หรือไม่ก็ท้าทาย

ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งที่ผมพบบ่อยก็คือ หลายคนมักคิดว่านักจิตวิทยามีความสามารถเหนือมนุษย์บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านใจคน การพูดคุยเพื่อล้วงความลับที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจ หรือการชักจูงใจคนให้ทำสิ่งต่างๆ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้

แม้ว่าประเด็นเหล่านี้จะคนบางกลุ่มให้ความสนใจในการศึกษาและอยากที่จะมีความสามารถเหล่านี้ (รวมถึงตัวผมเอง) แต่มันไม่ใช่ความสามารถและหน้าที่หลักของนักจิตวิทยาอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่านักจิตวิทยามีหน้าที่บำบัดผู้ที่มีความผิดปกติทางจิต (หรือภาษาทั่วๆ ไปว่า “คนบ้า”) ซึ่งความจริงแล้ว นี่ก็เป็นเพียงงานของนักจิตวิทยากลุ่มหนึ่งเท่านั้น

แล้วนักจิตวิทยาคือใครกันล่ะ? งานของพวกเขาคืออะไร?

เราอาจกล่าวได้ว่านักจิตวิทยาอาจเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กันกับการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์ ในสมัยโบราณที่ยังไม่มีชื่อเรียกวิชาชีพว่านักจิตวิทยา การปฏิบัติงานด้านจิตใจ เช่น การเยียวยารักษาความผิดปกติทางจิต หรือการส่งเสริมพลังทางจิตใจ เป็นหน้าที่ของหมอผี นักบวช หรือพระสงฆ์

หากเราพิจารณาที่ศาสตร์จิตวิทยาสมัยใหม่ที่เริ่มต้นขึ้นตอนปลายศตวรรษที่ 19 เราจะพบว่าในยุคแรกเริ่มนั้น นักจิตวิทยาจะทำงานอยู่ในห้องทดลองเพื่อทำวิจัยเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่นักจิตวิทยาในฐานะวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้ความรู้ในงานการดูแลช่วยเหลือและพัฒนาบุคคล เพิ่งเริ่มต้นอย่างแพร่หลายเมื่อไม่ถึงร้อยปีนี้เอง

เมื่อถามถึงนิยามของนักจิตวิทยา หากตอบอย่างกว้างที่สุด นักจิตวิทยาคืออาชีพหนึ่ง* ของบุคคลที่ร่ำเรียนมาทางจิตวิทยาและประยุกต์ใช้ความรู้ทางจิตวิทยาในแง่มุมที่เฉพาะเจาะจงต่างๆ เพื่อช่วยให้คนเราเข้าใจจิตใจและพฤติกรรมของตนเองมากยิ่งขึ้น

วิชาชีพนักจิตวิทยามีหลากหลายสาขาด้วยกัน เช่น นักจิตวิทยาคลินิก ที่ให้ความสนใจในการประเมินผลและการบำบัดความผิดปกติทางจิตของบุคคล นักจิตวิทยาพัฒนาการ ที่มุ่งศึกษาและส่งเสริมพัฒนาการของบุคคลให้เป็นไปโดยสมบูรณ์ในแต่ละช่วงวัย นักจิตวิทยาการกีฬา ที่ประยุกต์ใช้หลักการทางจิตวิทยามาส่งเสริมสภาพจิตใจนักกีฬา ฯลฯ เป็นต้น

นักจิตวิทยาแต่ละสาขาจะมีขอบเขตในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป (ซึ่งเราจะกล่าวถึงรายละเอียดการทำงานของนักจิตวิทยาสาขาต่างๆ ในโอกาสต่อไป) และในแต่ละประเทศก็จะมีเงื่อนไขในการประกอบอาชีพนักจิตวิทยาที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงมีความนิยมในวิชาชีพจิตวิทยาแตกต่างกันออกไปด้วย

ผมคิดว่าเพื่อความเข้าในในวิชาชีพจิตวิทยา เราอาจเริ่มต้นที่ประเทศที่ศาสตร์จิตวิทยาได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นั่นคือ ประเทศอเมริกา

ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า ในช่วงแรกผู้ทีประกอบอาชีพนักจิตวิทยามักจะอยู่ในห้องทดลองเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็ไปเป็นอาจารย์หรือนักวิชาการตามมหาวิทยาลัย มีนักจิตวิทยาจำนวนน้อยที่ให้ความสนใจการประยุกต์ใช้ความรู้ในงานการดูแลช่วยเหลือและพัฒนาบุคคล ซึ่งในยุคแรกๆ ก็มักจะเกี่ยวข้องกับการทดสอบทางจิตวิทยาในเด็ก ทำให้วิชาชีพจิตวิทยายังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าใดนัก

เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้วิชาชีพทางด้านจิตวิทยาที่มุ่งเน้นด้านการดูแลรักษาและเยียวยาบุคคลเฟื่องฟูขึ้นมาก็คือ สงครามเวียดนาม ภายหลังจากสงคราม รัฐบาลต้องการนักจิตวิทยาจำนวนมากเพื่อบำบัดและเยียวยาทหารผ่านศึก และฟื้นฟูสภาพจิตใจให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติ

ต่อมาไม่นาน นักจิตวิทยาคลินิกก็กลายเป็นสาขาแรกทางวิชาชีพที่มีใบประกอบโรคศิลปะ (license) และทำให้แนวโน้มของผู้ประกอบอาชีพนักจิตวิทยาเปลี่ยนแปลงไป นักจิตวิทยาเดินทางออกจากห้องทดลองและสถาบันการศึกษา ไปสู่การปฏิบัติงานในคลินิก**

ประเทศอเมริกาในปัจจุบัน ผู้ที่สามารถเรียกตัวเองว่า “นักจิตวิทยา” นั้น ต้องสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก และสาขาวิชาที่ได้รับการรับรองให้สามารถสอบใบประกอบโรคศิลปะ คือ นักจิตวิทยาคลินิก นักจิตวิทยาการปรึกษา และนักจิตวิทยาโรงเรียน ส่วนวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำความรู้ทางจิตวิทยาไปใช้ ได้แก่ ผู้ให้บริการทางด้านสุขภาพจิต ผู้ให้คำปรึกษา เป็นต้น

ส่วนวิชาชีพด้านจิตวิทยาในประเทศไทย เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี พ.ศ.2506 (ค.ศ.1963) โดยสำนักงานข้าราชการพลเรือนได้อนุมัติให้มีตำแหน่งนักจิตวิทยาขึ้น (ไม่ได้ระบุสาขา) ผู้ที่เข้ามาทำงานในตำแหน่งเป็นผู้จบปริญญาตรีในสาขาอื่น และเข้ามาฝึกอบรมทางด้านจิตวิทยาเพิ่มเติมภายหลัง เนื่องจากในช่วงเวลานั้นประเทศไทยยังไม่มีการผลิตบัณฑิตทางด้านจิตวิทยา

ปัจจุบันวิชาชีพจิตวิทยาในประเทศไทยพัฒนามาถึงจุดที่มีใบประกอบโรคศิลปะในสาขาจิตวิทยาคลินิก เช่นเดียวกับวิชาชีพทางด้านการเยียวยามนุษย์สาขาอื่นๆ เช่นแพทย์และพยาบาล หลังจากใช้เวลาเกือบ 80 ปีนับจากศาสตร์จิตวิทยาเข้ามาสู่ประเทศไทยในทศวรรษ 2470

การสอบใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ.2547 (ค.ศ.2005) ผู้ที่มีคุณสมบัติในการสอบนั้นจะต้องมีคุณสมบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐานทางวิชาชีพจิตวิทยาคลินิก ได้แก่ การเรียนจบมาทางสาขาจิตวิทยาคลินิกโดยตรงหรือเทียบเท่า การเข้าฝึกงานในหน่วยงานที่ได้รับการรับรองหลังจากเรียนจบเป็นเวลา 6 เดือน (internship) เป็นต้น

ส่วนจิตวิทยาสาขาอื่นๆ ยังไม่มีใบประกอบโรคศิลปะแต่อย่างใด (และยังไม่น่าจะมีในอนาคตอันใกล้นี้)

หมายเหตุ

เพื่อไม่ให้งานเขียนชิ้นนี้ยาวเกินไป ตามความตั้งใจแรกเริ่มที่อยากให้งานออกมากะทัดรัดและอ่านง่าย ผมจึงทำหมายเหตุเพิ่มเติมในส่วนที่คิดได้เอาไว้ท้ายบท อ่านก็ได้ หรือไม่อ่านก็ได้ครับ

*นักจิตวิทยาเป็นเพียงอาชีพหนึ่งของผู้ที่ร่ำเรียนมาทางจิตวิทยาจริงๆ ครับ และถือเป็นชนกลุ่มน้อยเสียด้วย

เมื่อพิจารณาตำแหน่งงานนักจิตวิทยาที่เปิดรับเทียบกับบัณฑิตจบใหม่ในแต่ละปี ก็จะพบว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง รวมถึงความเข้าใจตนเองของนักศึกษาแต่ละคนที่เพิ่มมากขึ้นตามชั้นปีที่สูงขึ้นว่าไม่ต้องการประกอบอาชีพนี้ด้วยเหตุผลนานัปการ

พี่น้องและผองเพื่อนที่เรียนจิตวิทยามาด้วยกันส่วนใหญ่ล้วนแต่ประกอบอาชีพอื่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพนักงานขาย เจ้าหน้าที่ธนาคาร นักเขียน เจ้าของธุรกิจ พระ ครูสอนพิเศษ แอร์โฮสเทต ฯลฯ บ้างก็ไปเรียนต่อกันในแขนงวิชาอื่นๆ หลังจากจบปริญญาตรี

**ในประเทศอเมริกา นักจิตวิทยาส่วนใหญ่ (นับเฉพาะสาขาที่มีใบประกอบโรคศิลปะ ได้แก่ นักจิตวิทยาคลินิก นักจิตวิทยาการปรึกษา และนักจิตวิทยาโรงเรียน) ประกอบอาชีพส่วนตัวในการให้บริการด้านจิตวิทยา รองลงมาคือนักจิตวิทยาที่อยู่ตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ตามด้วยนักจิตวิทยาในโรงพยาบาลและคลินิก

ส่วนที่ประเทศไทยนั้น นักจิตวิทยาส่วนใหญ่คือนักจิตวิทยาคลินิกที่ทำงานในโรงพยาบาลจิตเวช ในจำนวนนี้มีนักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบประกอบโรคศิลปะไม่มากนัก ส่วนนักจิตวิทยาสาขาอื่นๆ ผมไม่แน่ใจว่าพวกเขาไปอยู่แห่งหนใดกันบ้าง ส่วนตัวผมเอง ที่เรียกตัวเองว่า “นักจิตวิทยาการปรึกษา” นั้น ประกอบอาชีพส่วนตัวในการบริการด้านการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและพัฒนาบุคคล

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.