นักจิตวิทยามืออาชีพ กับ อาชีพนักจิตวิทยา

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , on พฤศจิกายน 21, 2009 by blackdogsworld

มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง “นักจิตวิืทยามืออาชีพ” กับ “อาชีพนักจิตวิทยา”

อาชีัพนักจิตวิทยาเป็นเพียงชื่อเรียกอย่างหนึ่งสำหรับงานบริการทางด้านจิตวิทยา เช่น การทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา การปรึกษาเชิงจิตวิทยา การทำจิตบำบัด เป็นต้น ซึ่งเราอาจพบเห็นได้ทั่้วๆ ไปตามโรงพยาบาลจิตเวช เรือนจำ โรงเรีัยน มหาวิทยาลัย และองค์กรต่างๆ (จะว่าไป หน่วยงานทั้งหมดที่กล่้าวมานี้ก็มีนักจิตวิทยาไม่มากนัก)

สำหรับนักจิตวิทยามืออาชีพ ไม่จำเป็นที่พวกเขาต้องประกอบอาชีพนักจิตวิทยา แต่ความเป็นนักจิตวิทยาคือตัวตนของพวกเขา วิีัถีัชีวิตของพวกเขาคือวิถีของนักจิตวิทยา การเป็นนักจิตวิทยาไม่มีสวิทช์เปิดปิด ดังนั้น นักจิตวิทยามืออาชีพจึงเป็นนักจิตวิทยาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในบทบาทของพ่อ บทบาทของสามี บทบาทของภรรยา บทบาทของครู-อาจารย์ บทบาทของเพื่อน รวมถึงบทบาทต่างๆ ในชีวิืต ต่างจากผู้ที่ประกอบอาชีพนักจิตวิทยาที่สลัดตัวตนของนักจิตวิทยาออกไปเมื่อเลิกงาน นักจิตวิทยามืออาชีพใช้ชีวิตตามหลักการทางจิตวิทยาที่พวกเขาเชื่อ ไม่ว่าพวกเขาจะประกอบอาชีพอะไร พวกเขายังคงเป็นนักจิตวิทยามืออาชีพ (จะว่าไป นักจิตวิทยามืออาชีพก็มีไม่มากนักเช่นกัน)

สิ่งที่จะช่วยเยียวยาปัญหาของผู้คนในสังคมไม่ใช่อาชีพนักจิตวิทยา แต่คือนักจิตวิทยามืออาชีพ แม้จะมีผู้ประกอบอาชีัพนักจิตวิทยาเพิ่้มมากขึ้น แต่ปัญหาของผู้คนอาจไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด หากผู้ประอบอาชีพนักจิตวิทยาไม่มีความเป็นนักจิตวิทยามืออาชีพ กล่าวคือ ทฤษฎีทางจิตวิทยาไม่อาจเป็นอะไรที่แยกต่างหากออกจากตัวตนของนักจิตวิทยา หากนักจิตวิทยาใช้ทฤษฎีเหล่านี้โดยที่พวกเขาไม่ได้เชื่อและยึดถือมันในการดำเนินชีวิตจริงๆ สิ่งที่นักจิตวิทยาทำก็ไม่ต่างอะไรจากการเล่นปาหี่ หลอกลวงผู้คนไปวันๆ

สำหรับนักจิตวิทยาทั้งหลาย คงไม่มีใครตัดสินแทนใครได้ว่า เราเป็นนักจิตวิทยามืออาชีพหรือไม่ หรือเราเพียงประกอบอาชีพนักจิตวิทยา หรือเราเป็นเพียงผู้ที่เคยร่ำเรียนทางด้านจิตวิทยามาแต่อ้างตัวเป็นนักจิตวิทยา

ตัวเราเท่านั้นที่จะตอบได้ว่าเราเป็นอย่างไร

Speak Less, Listen More

Posted in ในห้วงคำนึง ด้วยแท็ก , , , , , , , on ตุลาคม 26, 2009 by blackdogsworld

หลายครั้งที่ฉันพูดในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่รู้แน่ชัด แน่นอน มันอาจจะถูกบ้างผิดบ้าง และบางทีพูดไปก็ไม่ก่อประโยชน์อันใดขึ้นมา มิหน้ำซ้ำยังก่อให้เกิดความไม่ลงรอบกันกับคนรอบข้างอีก แต่ฉันก็ยังคงพูดมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับแผ่นเสียงตกร่อง

ฉันพูดโดยเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองพูดคือ “ความจริง” ทั้งที่เมื่อพิจารณาดูดีๆ มันเป็นเพียง “ความเชื่อ” ที่เกิดจากการปะติดปะต่อข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงเสียมากกว่า บางครั้งข้อมูลที่รับรู้มามีเพียงนิดเดียว แต่อคติต่างๆ ในใจก็ขยายข้อมูลออกไปมากมาย ฉันเชื่อว่าคนเรามองโลกในแบบที่พวกเขาอบากมองมากกว่าจะมองโลกแบบตรงไปตรงมาในแบบที่มันเป็น เราเชื่อในสิ่งที่เราอยากเชื่อมากกว่าเชื่อโดยอาศัยหลักของเหตุและผล

จากนี้ไปฉันจะพยายามเลิกพูดในสิ่งที่ตัวเองก็ยังไม่รู้แน่ชัด เลิืกพูดในสิ่งที่พูดไปแล้วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจโลกและชีวิตและผู้คนรอบข้างเพิ่มมากขึ้น

แต่ฉันจะทำได้หรือเปล่า นั่นสิ?

นักจิตวิทยาการปรึกษาในฐานะเครื่องมือสำคัญในกระบวนการช่วยเหลือเยียวยา

Posted in จิ(ต)ปาถะ on ตุลาคม 24, 2009 by blackdogsworld

ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาในแง่หนึ่งถือเป็นปรัชญาชีวิตที่นักจิตวิทยาใช้เป็นแนวทางในการมองโลกและชีวิต ในกระบวนการปรึกษาเชิงจิตวิทยา นักจิตวิทยาการปรึกษาใช้ทฤษฎีเป็นพื้นฐานในการมองหาที่มาของปัญหาและแนวทางในการแก้ปัญหาของผู้มาปรึกษา แต่ละทฤษฎีก็มีวิธีการในการมองปัญหาและแก้ปัญหาแตกต่างกันออกไป เช่น เราอาจกล่าวอย่างกว้างๆ ว่า ทฤษฎีจิตวิเคราะห์มองว่าปัญหาของมนุษย์มีต้นตอมาจากจิตไร้สำนึก ในขณะทฤษฎีพฤติกรรมนิยมมองว่าปัญหาเกิดจากการเรียนรู้ที่ผิดพลาด ส่วนทฤษฎีจิตวิทยาแนวพุทธมองว่าปัญหาเกิดจากความคาดหวังที่ไม่ลงรอยกับความเป็นจริง เป็นต้น แต่ทุกทฤษฎีล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ ช่วยเยียวยาให้ผู้มาปรึกษาคลายจากความทุกข์

โจทย์ทางคณิตศาสต์อาจมีคำตอบที่ชัดเจนและตายตัวไม่มีเปลี่ยนแปลง หนึ่งบวกหนึ่งยังไงก็ต้องเป็นสองวันยังค่ำ ไม่มีทางเป็นสามหรือสี่ แต่สำหรับโจทย์ของชีวิตแล้ว เราไม่อาจหาคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของโจทย์นั้นๆ ทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาก็เช่นเดียวกัน ไม่มีทฤษฎีใดที่สามารถจัดการกับปัญหาของมนุษย์ได้ทุกอย่าง แต่ละทฤษฎีล้วนมีความสามารถและข้อจำกัดแตกต่างกันออกไป แต่การกล่าวเช่นนี้ ก็มิได้หมายความว่า นักจิตวิทยาการปรึกษาควรนำแต่ละทฤษฎีมารวมกัน โดยเลือกหยิบใช้ทฤษฎีต่างๆ ตามใจชอบเพื่อแก้ปัญหา หยิบอันนั้นมาผสมอันนี้ หยิบอันนี้ไปผสมอันโน้น แต่ไม่ได้เข้าใจหลักการของทฤษฎีแต่ละทฤษฎีอย่างแท้จริง

ทฤษฎีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่อยู่แยกต่างหากจากตัวนักจิตวิทยาการปรึกษาและมีไว้เพื่อเลือกใช้งานตามสถานการณ์ แต่ตัวทฤษฎีก็คือชีวิตและตัวตนของนักจิตวิทยาการปรึกษา พวกเขาดำเนินชีวิตเช่นใด ทฤษฎีในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของพวกเขาก็เป็นเช่นนั้น หากนักจิตวิทยาการปรึกษาไม่ได้เชื่อในทฤษฎีที่ตนเองใช้ในการช่วยเหลือเยียวยาผู้มาปรึกษาอย่างแท้จริง กระบวนการปรึกษาก็เป็นเพียงกระบวนการอันไร้สาระที่นักจิตวิทยาการปรึกษาพล่ามพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เชื่อให้ผู้มาปรึกษาฟังเท่านั้น ไม่ต่างจากนักการเมืองที่อ้างประชาธิปไตย แต่สนับสนุนการทำรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่นักจิตวิทยาใช้จะสะท้อนถึงวิถีชีวิตของพวกเขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักจิตวิทยาควรยึดมั่นในทฤษฎีเพียงหนึ่งเดียวว่าคือคำตอบของทุกสิ่งทุกอย่างในการช่วยเหลือเยียวยาผู้คน และปิดกั้นทฤษฎีอื่นๆ หากแต่เพียงนักจิตวิทยาการปรึกษาเข้าใจความสามารถและข้อจำกัดในทฤษฎีของตนเอง และผสมผสานวิถีทางที่ตนเองเชื่อเข้าไปในกระบวนการปรึกษาเพื่อช่วยเหลือผู้มาปรึกษาอย่างเหมาะสม เครื่องมือที่สำคัญที่สุดในกระบวนการเยียวยาก็คือ นักจิตวิทยาการปรึกษาที่อาศัยตนเองเป็นเครื่องมือในการสะท้อนแนวทางในการทำความเข้าใจปัญหาและการแก้ปัญหาให้กับผู้มาปรึกษา

คำตอบของชีวิต

Posted in Reflecting on Life ด้วยแท็ก , on ตุลาคม 8, 2009 by blackdogsworld

ในขณะที่ฉันกำลังเดินจูงมือเจ้าไนตรัส – หลานชายวัย 3 ขวบกว่าๆ ระหว่างทางเดินไปบ้านอา ฉันครึ้มอกครึ้มใจถามไนตรัสขึ้นว่า “รู้ไหมว่าคนเราเกิดมาทำไม” หลานชายตัวน้อยนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบว่า “ไม่รู้ จำไม่ได้” ฉันถามต่อไปว่าจำไม่ได้จริงๆ เหรอ ไนตรัสส่ายหัวยืนยันคำตอบเดิม

ในวันเวลาหนึ่งของชีวิต ฉันเคยครุ่นคิดและใคร่ครวญคำถามดังกล่าวอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่ก็ไม่ได้คำตอบ แถมยังได้คำถามมารบกวนจิตใจเพิ่มเติม ตอนนี้ฉันพอจะเข้าใจอย่างเลือนรางได้บ้างว่า คำถามดังกล่าวเป็นคำถามที่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าใดนัก เพราะไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่ว่าเราเกิดมาทำไม เราก็ยังคงต้องมีชีวิตต่อไปบนโลกใบนี้อยู่ดี และหากคำถามดังกล่าวจะมีคำตอบ มันก็คงจะไม่ใช่คำตอบเพียงหนึ่งเดียวของคำถาม คนเราอาจเกิดมาเพื่อบางสิ่งบางอย่าง หรืออาจเกิดมาเพื่อหลายสิ่งหลายอย่าง หรือแม้กระทั่งไม่ได้เกิดมาเพื่ออะไรเลย จุดมุ่งหมายและความปรารถนาอาจเป็นเพียงมโนทัศน์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อขับเคลื่อนชีวิตของตนเองให้ดำเนินไปอย่างมีทิศทาง หรืออย่างน้อยก็มีอะไรบางอย่างให้ยึดเหนี่ยว จะได้ไม่รู้สึกเปล่าเปลี่ยวและไม่มั่นคงเกินไปนัก คำตอบของคำถามอาจเ็ป็นเพียงความจำได้หมายรู้ที่คนเราสะสมผ่านวันเวลาอันยาวนาน ซึ่งก็ทั้งมีความหมายและไร้่สาระพอๆ กัน

เท่าที่จำความได้ ตอนที่ฉันยังเป็นเด็กน้อยในวัยเท่าเจ้าไนตรัส ฉันไม่เคยถามคำถามทำนองนี้กับตัวเอง และเชื่อว่าเด็กวัย 3 ขวบทุกคนคงไม่เสียเวลามาถามคำถามเหล่านี้ ในเมื่อชีวิตมีอะไรน่าสนใจมากกว่าการมานั่งหาคำตอบของคำถามดังกล่าวเยอะเลยทีเดียว สำหรับเด็กๆ โลกรอบตัวของพวกเขามีอะไรน่าสนใจเกินกว่าจะมัวมาหมกมุ่นกับโลกของความคิด คำถามของเด็กมาจากการสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว มากกว่าการใคร่ครวญชีวิต แต่เมื่อคนเรายิ่งเติบโต โลกรอบตัวที่แสนกว้างใหญ่ในวัยเด็กเริ่มแคบลงๆ จนจำกัดอยู่เพียงโลกของความคิด คำถามเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ลดน้อยถอยลงจนเหลือเพียงคำถามเกี่ยวกับตัวเอง เย็นนี้จะกินอะไร? ชีวิตอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไง? จะหาเงินที่ไหนมาผ่อนบ้านผ่อนรถผ่อนทีวีผ่อนเครื่องเสียง? ฯลฯ

กลับมาที่คำถามข้างต้น เมื่อพิจารณาคำถามที่ว่า “คนเราเกิดมาทำไม?” ฉันคิดว่าคำถามดังกล่าวไม่ใช่คำถามที่เป็นกลางเท่าใดนัก เพราะมันเกิดจากความคิดพื้นฐานที่ว่าชีวิตของคนเราต้องมีจุดมุ่งหมายอะไรบางอย่าง แต่จำเป็นหรือไม่ที่ชีวิตต้องมีจุดมุ่งหมาย? สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ถูกสร้่างขึ้นพร้อมๆ กับการมีเจตจำนงในชีวิตงั้นหรือ? คำตอบอา่จเป็นได้ทั้ง “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ซึ่งเราอาจไม่มีทางรู้ และบางทีอาจไม่จำเป็นต้องรู้ ในเมื่อสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับชีวิตเป็นเพียงความจำได้หมายรู้ในภาพสะท้อนอันเลือนรางของชีวิต

ในวันเวลาที่คาดเดาไม่ได้ของชีวิต หากเราเผชิืญกับคำถามดังกล่าว บางทีอาจไม่มีคำตอบใดที่จะดีไปกว่า “ไม่รู้ จำไม่ได้”

ก้าวแรกบนถนนสายจิตวิทยาการปรึกษา

Posted in ในห้วงคำนึง ด้วยแท็ก , , , , , on กันยายน 27, 2009 by blackdogsworld

หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกงานไม่นาน บาดแผลจากการเรียนรู้ยังไม่ทันหายดี การทำงานในสนามจริงบนถนนสายจิตวิทยาการปรึกษาของผมก็เริ่มต้นขึ้น…เป็นครั้งแรก

ฝีมือยังอ่อนหัด สภาพจิตใจยังอ่อนไหว แต่ก็อุ่นใจเพราะมีเพื่อนๆ และรุ่นพี่ รวม 10 คนที่ไปทำงานครั้งนี้ด้วยกัน คือ พี่บุ๋ม พี่มินต์ พี่วาย พี่บอม พี่ยุ้ย พี่มีมี่ ปูน แพน เจ และผม

พวกเราออกเดินทางในค่ำคืนหนึ่งที่สถานีขนส่งหมอชิต จุดมุ่งหมายของเราห่างจากกรุงเทพฯ ออกไปประมาณเกือบเจ็ดร้อยกิโลเมตร

ที่นั่น…จังหวัดน่าน

รถทัวร์พาพวกเรามาถึงจุดหมายตอนเช้ามืดท่ามกลางสายหมอก ลมหนาววูบผ่านมาทักทายตั้งแต่ก้าวเท้าลงจากรถ มองเห็นควันจางๆ ลอยล่องออกมาจากปากในขณะพูดคุย ท้องฟ้ายังคงมืดมิด แสงจันทร์และแสงดาวยังคงส่องสกาว ก้าวแรกที่ลงจากรถทัวร์ในวันนั้น คือก้าวแรกบนถนนเส้นนี้ของผม

รถสองแถวหกล้อของมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ วิทยาเขตน่าน มารับเราที่ท่ารถ และนำพาพวกเรา 10 ชีวิตฝ่าลมหนาวและความมืดไปยังมหาวิทยาลัย ที่อยู่ท่ามกลางบรรยากาศของเทือกสวนไร่นาและป่าเขา

เมื่อมาถึง ยังพอมีเวลาพักผ่อนราวสองชั่วโมงก่อนเริ่มต้นทำงาน สถานที่พักของพวกเราคือห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ พวกเราส่วนใหญ่แยกย้ายกันเข้านอน ผมกับเจนอนไม่หลับ เราสองคนจึงหยิบกีตาร์ขึ้นมาบรรเลงบทเพลงต้อนรับเช้าวันใหม่

เราแหกปากร้องเพลงกันด้วยความร่าเริง ไม่รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง

***

การไปทำงานที่น่านถือเป็นการทำงานจริงครั้งแรกของผม หลังจากผ่านการฝึกงานที่โคราชเมื่อเทอมก่อน สภาพจิตใจของผมก็ยังไม่ค่อยดีขึ้นนักหลังจากการฝึกงาน อาจเป็นเพราะความคาดหวังที่มีกับตัวเอง ที่อยากจะทำกลุ่มออกมาให้ดีที่สุด แต่สุดท้ายมักผิดหวังเสมอ ไม่เคยพอใจกับผลลัพธ์ที่ออกมา

กว่าจะเรียนรู้และเข้าใจได้ว่า เราเพียงแค่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด…เท่านั้นพอ ก็ใช้เวลาอยู่พอสมควร

กว่าจะเรียนรู้และเข้าใจได้ว่า กลุ่มไม่ใช่ของเรา และเราไม่ใช่ผู้กำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นในกลุ่ม ก็ผิดหวังและเจ็บปวดไปไม่น้อย

กว่าจะเรียนรู้และเข้าใจได้ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในกลุ่ม เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะมันคือความจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความคาดหวังในใจของเรา ก็ท้อแท้และทุกข์ทนมายาวนาน

กว่าจะเรียนรู้และเข้าใจทั้งหมดที่กล่าวมา ก็ต้องอาศัยวันเวลาอันยาวนาน แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่อาจเข้าใจได้หมด แบบฝึกหัดในชีวิตมีมาให้ทดสอบอยู่เสมอ ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ไม่หลีกหนีที่จะเผชิญหน้ากับมัน

บนถนนสายนี้ ผมเชื่อว่าเราเพียงทำหน้าที่ให้เต็มที่ทุกครั้งและเพียรพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของฟ้าดิน เหตุปัจจัย โชคชะตา และอะไรบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุมและการคาดคะเนของเรา

ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น ความมั่นใจในการทำกลุ่มของผมมีอยู่เพียงน้อยนิด และน้อยลงทุกครั้งที่รู้สึกว่ากลุ่มออกมาแย่และไม่เป็นไปตามที่ใจคาดหวัง ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองดีพอสักที ไม่เคยมีความเข้าใจว่าทุกอย่างก็ดำเนินไปตามวิถีของมัน

แต่จะมีหนทางอื่นใดเล่าที่ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งเหล่านี้ นอกจากการเข้าไปสัมผัสและเผชิญหน้ากับมันโดยตรง

แม้จะเจ็บปวดและทุกข์ทน แม้จะผิดหวังและท้อแท้ แม้จะเศร้าโศกและเสียใจ แต่ทุกๆ ความรู้สึกเป็นสิ่งที่เราต้องก้าวผ่าน เพื่อเติบโต ทุกๆ ประสบการณ์ทั้งดีร้ายหลอมรวมตัวเราให้เป็นตัวเราในวันนี้ บาดแผลคือที่ระลึกอันงดงามและเป็นหมุดหมายของการเรียนรู้

การไปทำงานที่น่านช่วยเติมความมั่นใจและเยียวยาความเจ็บปวดในใจของผม แม้จะไม่หายไปเสียทีเดียว แต่ก็ช่วยให้ผมสัมผัสได้ถึงความสุขและความงอกงามในใจของตัวเอง และมองเห็นคุณค่าและความหมายของการเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษามากขึ้น

***

ความมืดค่อยๆ เลือนหาย บรรยากาศภายนอกเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ สายหมอกจางๆ ปกคลุมไปทั่วบริเวณมหาวิทยาลัย พวกเราทยอยอาบน้ำแต่งตัว และเก็บของ

…และแล้วก็ถึงเวลา

รถสองแถวคันเดิมมีน้องๆ นักศึกษากว่าห้าสิบชีวิตรอคอยอยู่แล้ว พร้อมออกเดินทาง

ล้อรถค่อยๆ หมุน พาทุกชีวิตออกจากมหาวิทยาลัยวิ่งฝ่าลมหนาวและเส้นทางที่คดเคี้ยว ไปยังสถานที่ทำกลุ่มของเรา ซึ่งห่างออกไปอีกหลายสิบกิโลเมตร…ที่ค่าย ตชด. 324

5 วันนับจากนี้เป็นช่วงเวลาที่งดงามช่วงหนึ่งในชีวิตของผม เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญและยังคงตราตรึงอยู่ภายในใจของผม

ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน

Posted in จิ(ต)ปาถะ ด้วยแท็ก , , , on กันยายน 20, 2009 by blackdogsworld

ในแวดวงจิตวิทยา ตัวอย่างที่ดีสำหรับคำกล่าวข้างต้นคือ ความสำเร็จของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)  บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ กว่าที่แนวคิดของเขาจะเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และถูกอ้างถึงถูกบ้างผิดบ้างมาจนถึงปัจจุบัน ฟรอยด์ต้องต่้อสู้ดิ้นรนพอสมควรจากการถูกปฏิเสธและไม่ยอมรับจากวงการจิตวิทยาในยุคนั้น

แม้ว่าฟรอยด์จะไม่ได้ศึกษาโดยตรงทางด้านจิตวิทยา แต่ด้วยความสนใจส่วนตัวทำให้เขาหันมาทำงานด้่านนี้ ฟรอยด์สนใจเกี่ยวกับการบำบัดอาการทางจิต จุดเริ่มต้นคือการศึกษากับโจเซฟ บริวเออร์ (Joseph Breuer) ในกรณีของแอนนา โอ. ผู้ป่วยโรคฮิสทีเีีรีย จากนั้นเขาค่อยๆ พัฒนาระบบการบำบัดในแบบฉบับของตนเองขึ้น นั่นก็คือ จิตวิเคราะห์ (psychoanalysis)

แต่หลังจากเขียนหนังสือออกมา 3 เล่ม คือ Studies on Hysteria (1895) (เขียนร่วมกับบริวเออร์) The Interpretation of Dreams (1900) และ Psychopathology of Everyday Life (1901) แนวคิดของฟรอยด์ยังคงไม่ได้รับการตอบรับมากนัก มีผู้ที่สนใจจิตวิเคราะห์ของเขาอยู่ในวงจำกัด วงการแพทย์ที่เวียนนาในตอนนั้นไม่ยอมรับความคิดของเขา

จุดเปลี่ยนสำคัญในการเผยแพร่้แนวคิดจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์เกิดขึ้นในปี 1909 ในขณะนั้นเขาอายุ 53 ปีแล้ว จี.แสตนลีย์ ฮอลล์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันยุคบุกเบิก ได้ส่งจดหมายเชิญฟรอยด์ไปร่วมงานครบรอบ 20 ปีของมหาวิทยาลัยคล๊าก ที่ฮอลล์เป็นอธิการบดี ฟรอยด์เดินทางไปอเมริกาพร้อมกับเพื่อนร่วมงานในตอนนั้นคือ คาร์ล ยุง (Carl Jung) และ แซนเดอร์ เฟเรนซี (Sendor Farrenzi) รวมถึงเออร์เนสต์ โจนส์ (Ernest Jones) ผู้เขียนชีวประวัติของเขา

แถวหน้า: ซิกมันด์ ฟรอยด์, แสตนลีย์ ฮอลล์, คาร์ล ยุง แถวหลัง: อับราฮัม บริลล์, เออร์เนสต์ โจนส์, เซนเดอร์ เฟอร์เรนซี

ในเรือโดยสารไปอเมริการ ฟรอยด์เห็นลูกเรือคนหนึ่งอ่านหนังสือ Psychopathology of Everyday Life ของเขา และเกิดความคิดเ็ป็นครั้งแรกว่า เขาจะต้องเป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดัง และเขาก็คิดไม่ผิด ในเวลาต่อมาจนกระทั่งปัจจุบัน ชื่อของฟรอยด์เป็นชื่อที่นักศึกษาจิตวิทยาทุกคนต้องรู้จัก ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับแนวคิดของเขาหรือไม่ก็ตาม

เดือนกันยายน 1909 ฟรอยด์ได้บรรยายแนวคิดจิตวิเคราะห์ของเขาที่มหาวิทยาลัยคล๊ากทั้งสิ้น 5 ครั้ง เป็นภาษาเยอรมัน ต่อมาการบรรยายครั้งนี้มีการขยายกลายเป็นหนังสือที่เป็นพื้นฐานสำหรับทำความเข้าใจแนวคิดจิตวิเคราะห์คือ Introductory Lectures on Psychoanalysis (1915-1917) ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า พวกที่นิยมอ้างฟรอยด์ หรือพวกที่ต่อต้านฟรอยด์ เคยอ่านงานจริงๆ ของเขากันหรือไม่ หรือว่าอ่านแต่งานมือสอง

การบรรยายของฟรอยด์ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และแนวคิดของเขาในอเมริกาก็เริ่มมีผู้สนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ฟรอยด์ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยคล๊าก ซึ่งเขาถือว่าเป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการสำหรับความพยายามของตนเอง

หลังจากกลับจากอเมริกาไม่นาน (1910) คณะกรรมการการฝึกอบรมนานาชาติืได้ถูกตั้งขึ้นเพื่อจัดการฝึกอบรมนักจิตวิเคราะห์อย่างเป็นมาตรฐาน แนวคิดจิตวิเคราะห์แพร่หลายมากขึ้น ทั้งในแวดวงจิตวิทยา และแผ่ขยายไปยังแวดวงอื่นๆ เช่น วรรณกรรมและศิลปะ แม้จะมีผู้ไม่เห็นด้วยและแยกตัวออกไปพัฒนาแนวคิดของตนเอง แต่ก็คงต้องยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้กับฟรอยด์ ที่เป็นผู้บุกเบิกแนวทางการศึกษาเรื่องการอธิบายปรากฎการณ์ทางจิตใจของมนุษย์ในมุมมองทางจิตวิืทยาและการบำบัดอาการทางจิืตอย่างเป็นระบบ

ในศตวรรษที่ 20 ฟรอยด์ถูกยกให้เป็นบุคคลสำคัญ เคียงข้างกับอัลเบิร์ต ไอสไตน์ และคาร์ล มาร์กซ์

แหล่งข้อมูลสำหรับศึกษาเพิ่มเติม

การบรรยาย 5 ครั้งของฟรอยด์ที่มหาวิทยาลัยคล๊าก

หนังสือ The Interpretation of Dreams

หนังสือ Psychopathology of Everyday Life

คืนวันแห่งความสับสน

Posted in ในห้วงคำนึง ด้วยแท็ก , on กันยายน 19, 2009 by blackdogsworld

ฉันนอนดึก ตื่นสาย เป็นกิจวัตร (อีกครั้ง)

งานหนักงานหนึ่งเพิ่งผ่านพ้นไป แต่อีกหลายงานยังคงค้างคา มีงาน ก็มีเงิน แต่ความสับสนก็เกิดขึ้นตามมา ทำไปถามตัวเองไป นี่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการหรือ?

บางเวลาฉันมีพลังเหลือเฟือ ไอเดียบรรเจิด ทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่บางคราก็รู้สึกสับสนห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรง อยากอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร ปล่อยชีวิตค่อยๆ เลื่อนไหลไป

ฉันคือมนุษย์ผู้ตกอยู่ในวังวนแห่งความสับสน สมองฟุ้งซ่านไปด้วยความคิดเพ้อเจ้อ จิตใจแกว่งไกวไปมาวุ่นวาย เอาแน่เอานอนอะไรกับตัวเองไม่ได้ ทุกวันนี้ฉันยังสับสนอยู่ว่าจะพาตัวเองออกมาจากความสับสนได้ยังไง

ดูแลตัวเองยังไม่ค่อยได้ จะมีปัญญาไปดูแลใคร เมื่อไหร่เอ็งจะโตสักที – เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ ฉันจนปัญญา

รู้ดีว่าถามไปก็ไม่มีคำตอบ รู้ดีทั้งนั้น รู้ดีทุกเรื่อง แต่เอาเข้าจริงความรู้กลับไม่ช่วยอะไรเลย

แต่ละคืนผ่านไปแสนยากเย็น แม้ในความฝัน ฉันยังคงสับสน